โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Amazing Thailand” ขยับเกมหนีปริมาณ… ดีเดย์ “ปลั๊กอินพร้อมเพย์” ล่อเป้ากลุ่มทุนวัฒนธรรมย่อยช้อปไร้รอยต่อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

หมดยุคนับหัวนักท่องเที่ยว: ททท. กางโมเดล “Amazing 5 Economy” เลิกสน Volume ขอมุ่งเป้า Value เล็งเยียวยาจิตใจสายเปย์ ยันดึงกลุ่มความเชื่อเฉพาะทาง เปิดปูมความคลั่งรักของ “วีซ่า”: ทำไมยักษ์ใหญ่ Digital Payment ระดับโลก ถึงกล้าเลือก “ประเทศไทย” เป็นหนูทดลอง (ตลาดแรก) ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก? เมื่อบิ๊กแพลตฟอร์มยอมเชื่อมระบบผูกกับ QR Code ท้องถิ่น งานนี้ SMEs เมืองรองจะขยับตัวรับเม็ดเงินต่างชาติทันไหม?

29 พฤษภาคม 2569 ปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสงครามภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคสายท่องเที่ยวจนเสียอาการ ทว่าข้อมูลอินไซต์ลึกๆ จากยักษ์ใหญ่อย่าง “วีซ่า” กลับชี้ไปในทางตรงกันข้ามว่า ดีดีมานด์การเดินทางในเอเชียแปซิฟิกยังคงแข็งแกร่ง เพียงแต่นักท่องเที่ยวเริ่มปรับแผนการเล่นใหม่หันมาบินระยะใกล้ในภูมิภาค และเสพติดความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันแทนการยกเลิกทริป

และแน่นอน“ประเทศไทย” ที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปี คือหมุดหมายอันดับหนึ่งที่ทุกคนอยากพุ่งชน แต่คำถามคือ “ไทยจะเอารายได้เชิงคุณภาพจากคนกระเป๋าหนักเหล่านี้ได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวซับซ้อนขึ้นทุกวัน?”

เลิกนับหัวนักท่องเที่ยว: เมื่อโจทย์ใหม่คือทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยว “ยอมจ่าย” มากกว่าเดิม?

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เลยสลัดภาพการโฆษณาแบบเดิมๆ แล้วหันมากางคัมภีร์เศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ชื่อ “Amazing 5 Economy” เปลี่ยนคำนิยามลักชัวรีให้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกภายใต้คอนเซปต์ “Amazing Thailand: Your Feeling is the New Luxury” แตกไลน์การตลาดออกเป็น 5 น่านน้ำใหม่ที่บอกเลยว่าถ้าไม่เข้าใจจริตผู้บริโภคจริง… ทำไม่ได้แน่ๆ

สแกน 5 กลยุทธ์น่านน้ำใหม่: จากสาย Healing สู่สาวก UFO

เมื่อแกะกล่องดูวิธีคิดของ ททท. ยุคนี้จะพบว่า ททท.กำลังมองหาเงินจากกระเป๋าของคนกลุ่มเหล่านี้เป็นจุดโฟกัส:

  • Life Economy (เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความสุข): เน้นการท่องเที่ยวในเชิง Health & Wellness เพื่อการเยียวยาและเติมเต็มความสุขทางจิตใจ โดยมีแนวคิดว่าแม้จะมีฐานะร่ำรวย แต่หากไม่มีความสุขก็ไม่มีความหมาย การท่องเที่ยวจึงต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการ "Healing" หรือเยียวยาจิตใจ เพื่อให้คนรู้สึกอยากใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุข,
  • Night Economy (เศรษฐกิจยามค่ำคืน): ผลักดันให้ประเทศไทยสามารถ ท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในมิติที่แตกต่างกันออกไป ครอบคลุมทั้งกิจกรรม Street Food, งานคอนเสิร์ต (Concert Economy) และแหล่งบันเทิงต่าง ๆ โดยมี "ย่านทรงวาด" เป็นโมเดลตัวอย่างของย่านที่เปิดให้บริการและสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจไปจนถึงยามค่ำคืน
  • Subculture Economy (เศรษฐศาสตร์กลุ่มวัฒนธรรมย่อย): มุ่งเน้นการเข้าถึง DNA ของนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม ที่มีความสนใจพิเศษซึ่งปัจจุบันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเดินทางอย่างมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจัดงาน "UFO Festival" เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความเชื่อและความชอบเฉพาะทาง ให้มองว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ (Paradise) สำหรับกิจกรรมที่พวกเขาสนใจ
  • Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืน): ให้ความสำคัญกับ Sustainable Tourism หรือการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดย ททท. ร่วมกับพันธมิตรอย่างวีซ่า มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพซึ่งให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อทรัพยากรในพื้นที่ที่ไปเยี่ยมเยือน
  • Platform Economy (เศรษฐกิจบนแพลตฟอร์ม): ถือเป็น "หัวใจสำคัญ" ของการดำเนินงานในปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่ ไร้รอยต่อ (Seamless) ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยมุ่งเน้นการสร้าง Cashless Society (สังคมไร้เงินสด) ซึ่งวีซ่าเข้ามามีบทบาทสำคัญในการอัปเกรดแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อกับระบบหลักของไทยอย่าง "พร้อมเพย์" (PromptPay) ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการได้สะดวกสบายสูงสุดเสมือนเป็น Facilitator ให้แก่ผู้เดินทาง,

กลยุทธ์เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลเชิงลึก (Advanced Data Analytic) เพื่อนำเสนอการท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ ๆ เช่น แหล่งท่องเที่ยว UNESCO หรือ Green Destination เพื่อสร้างความยั่งยืนภายใต้คำนิยามใหม่ที่ว่า "Amazing Thailand: Your Feeling is the New Luxury",

กรณีศึกษาความสำเร็จนอกกรอบ: ยอมใจในความอินสไปร์ของ “UFO Festival”

ถ้าใครคิดว่าเศรษฐศาสตร์กลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Subculture Economy) เป็นแค่ทฤษฎีในห้องแอร์ ต้องขอให้หันมามองเคสการจัดงาน “UFO Festival” ที่ ททท. นำมาเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จในการคิดนอกกรอบแบบหลุดจักรวาล

ในมุมมองการตลาด ททท. มองข้ามช็อตไปเลยว่าความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวหรือ UFO จะเป็นจริงหรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ในเมื่ออินไซต์ฟ้องว่ามีกลุ่มผู้บริโภคที่มีความคลั่งไคล้ในเรื่องนี้อยู่จริง หน้าที่ของนักการตลาดคือการวางตำแหน่ง) ให้ประเทศไทยกลายเป็น “Paradise” หรือสรวงสวรรค์ที่คนรัก UFO จากทั่วโลกต้องเดินทางมาหมุดหมายและสัมผัสประสบการณ์ร่วมกันสักครั้งในชีวิต

ซึ่งผลลัพธ์จากการจัดงานครั้งแรกที่ผ่านมาก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในพื้นที่ เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ยุคนี้การจับกลุ่มความสนใจเฉพาะทางอย่างลึกซึ้ง สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจและดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีความพร้อมในการใช้จ่ายเพื่อ "Passion" ของตัวเองได้ดีกว่าการทำตลาดแบบแมสเป็นไหนๆ

ทำไม วีซ่า ต้องยอมเสี่ยงปักหมุด “ประเทศไทย” เป็นที่แรกในเอเชีย?

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ แพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกอย่าง "Visa Destination" ที่เคยเปิดตัวเฉพาะในเมืองหลวงชั้นนำอย่างลอนดอน อเมริกา หรือดูไบ กลับเลือก “ประเทศไทย” เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (และเป็น 1 ใน 5 แห่งแรกของโลก) ซึ่ง แอนโทนี วัตสัน ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย บอกว่าการตัดสินใจเลือกไทยเป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะ

  • ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความเคลื่อนไหวสูง โดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ล้านคนต่อปี,,
    • ประเทศไทยมีภูมิทัศน์ทางดิจิทัล ที่แข็งแกร่งมาก ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งเอื้อต่อการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ทันสมัยและไร้รอยต่อ
    • นอกจากจะมีนักท่องเที่ยวขาเข้าจำนวนมากแล้ว ไทยยังมีตลาดนักท่องเที่ยวขาออก ที่แข็งแกร่ง จากการที่คนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลกเช่นกัน
    • ความพร้อมในการเชื่อมต่อระบบชำระเงิน วีซ่าเล็งเห็นโอกาสในการสร้างประสบการณ์ที่ "ใช่" สำหรับไทย โดยเฉพาะการยกระดับแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อกับระบบหลักของประเทศอย่าง "พร้อมเพย์" (PromptPay) ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถชำระเงินได้สะดวกสบายสูงสุดผ่านระบบการ "ปลั๊กอิน"
    • ความสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ แพลตฟอร์มนี้เข้ามาตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลไทยและ ททท. ที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว "มูลค่าสูง" (Value over Volume) โดยใช้ฐานข้อมูล ระดับโลกของวีซ่าในการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

“การเชื่อมต่อนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวที่ใช้บัตรวีซ่าหรือแอปพลิเคชันที่รองรับ สามารถชำระเงินค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าต่าง ๆ ในไทยได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาถึงเมืองไทย ถือบัตรวีซ่าหรือแอปสากลมา แต่สามารถเดินไปสแกนจ่ายเงินกับแม่ค้าขายส้มตำ หรือร้านค้าขนาดย่อม (SMEs) ในเมืองรองได้อย่างราบรื่นเหมือนระบบเดียวกัน

โดยวีซ่าจะทำหน้าที่เป็น Facilitator ที่เข้ามาแก้ Point point เรื่องระบบการชำระเงินในอดีต และเปิดโอกาสให้ร้านค้าขนาดจิ๋วในชุมชนที่อาจจะไม่ได้อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวหลัก สามารถเข้าสู่ Digital Journey และรับเงินสกุลต่างชาติได้แบบเรียลไทม์”

3 เฟสการเดินทาง และการใช้ “Digital Creator” ทลายกำแพงโฆษณา

ในมุมมองของนักบริหาร วีซ่าไม่ได้มองแค่ตอนนักท่องเที่ยวควักกระเป๋าจ่ายเงิน แต่ดีไซน์กลยุทธ์ครอบคลุม 3 เฟสของการเดินทาง เพื่อดักทุกพฤติกรรม:

  • Before Travel (ก่อนเดินทาง): ทำหน้าที่เป็น ‘Library’ หรือห้องสมุดสร้างแรงบันดาลใจ ดึงดูดให้คนอยากมาค้นพบสิ่งใหม่ๆ
  • During the Trip (ระหว่างเดินทาง): มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัย (Safe & Secure) ในการใช้จ่ายประจำวัน
  • In Destination (เมื่อถึงจุดหมาย): เสิร์ฟประสบการณ์ที่คัดสรรมาแล้ว (Curated Experiences) เพื่อกระจายตัวคนออกจากแลนด์มาร์คเดิมๆ

เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มนี้ดูเป็นเรื่องของระบบไอทีที่เข้าใจยากและแห้งแล้ง วีซ่าจึงใช้กลยุทธ์พึ่งพาพลังของ Digital Creator กว่า 20 ชีวิต จาก 10 ประเทศทั่วโลก มาร่วมทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงจริง ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเลนส์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายเพื่อเปลี่ยนข้อมูลระบบการเงินให้มีความเป็นมนุษย์ เข้าถึงง่าย และสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ให้กับสถานที่นั้นๆ

Hannah McHutchison ครีเอเตอร์ดิจิทัลชื่อดัง สะท้อนอินไซต์ในมุมของผู้ใช้งานจริงว่า“ในมุมของนักเดินทาง ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อสำคัญมาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องโลจิสติกส์หรือการจ่ายเงิน ทำให้โฟกัสกับประสบการณ์จริง ๆ ได้มากขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวรู้สึกเป็นส่วนตัวและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกมิติหนึ่งในฐานะของ Digital Creator แฮนน่า ย้ำว่า Storytelling สำคัญมาก การที่มี Digital Creator จากหลายๆ ประเทศเข้ามาจะสามารถเพิ่มมิติของการท่องเที่ยวให้มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น เพราะแต่ละประเทศมีความชอบในการท่องเที่ยวไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ อยากให้การเดินทางท่องเที่ยวนั้น สะดวก ราบรื่น ไร้รอยต่อ และอยากสัมผัสวัฒนธรรมที่แท้จริง ของประเทศที่ไปเยี่ยมเยือน

“เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ท่องเที่ยวได้ แต่ถ้าเป็น Content Creator เราก็ยิ่งสร้างคอนเทนต์ที่แปลก พิเศษ และใหม่ๆ เช่นพื้นที่ทรงวาดก็เป็นพื้นที่ที่พิเศษมากๆ เพราะมีอัตลักษณ์ที่พิเศษเฉพาะตัว มีวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมอย่างเดียว ”

บริบทหรูหราเปลี่ยนไป: ‘Vertical Neighborhood’ กลยุทธ์ฉีกกฎดีไซน์ในแนวตั้ง

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ภาครัฐและผู้ให้บริการเครือข่ายการเงินเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงบิ๊กเพลเยอร์ในอุตสาหกรรมโรงแรมที่ต้องตื่นตัวปรับตัวรับเทรนด์ลักชัวรีรูปโฉมใหม่นี้ด้วยเช่นกัน

สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนจากมุมมองของ รอส คูเปอร์ (Ross Cooper) ผู้จัดการทั่วไปโรงแรม Andaz One Bangkok ที่เข้ามาร่วมตอกย้ำว่าพฤติกรรมการเดินทางยุโรปและเอเชียใน พ.ศ. นี้ สลัดเรื่องของปริมาณทิ้งไปแล้ว แต่มันคือเรื่องของ Connection ความผูกพัน วัฒนธรรม และความราบรื่นไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นดีเอ็นเอเดียวกับที่โรงแรมระดับโลกกำลังใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ

"การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ไม่ใช่เรื่องของปริมาณอย่างเดียว แต่ต้องมีการเชื่อมโยงกับผู้คน สัมผัสถึงวัฒนธรรม และมีความราบรื่นไร้รอยต่อ อย่างที่ Andaz Bangkok เองก็นำเสนอแนวคิด 'Vertical Neighborhood' ถ่ายทอดเสน่ห์ของถนนวิทยุ"

การขยายความของแนวคิด 'Vertical Neighborhood' ของโรงแรม Andaz One Bangkok ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของฝั่งการบริหารอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์ เพราะมันคือการทลายกรอบการสร้างตึกสี่เหลี่ยมทื่อๆ แล้วออกแบบที่พักให้ทำหน้าที่เป็น “ย่านชุมชนในแนวตั้ง” เพื่อสะท้อนและเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของถนนวิทยุและบริเวณโดยรอบ โดยยึดหัวใจหลัก 3 ด้าน:

  • การถ่ายทอดเสน่ห์ท้องถิ่น: หยิบยกเรื่องราวลึกๆ ของถนนวิทยุมาเล่าใหม่ เพื่อเปิดเลนส์ให้นักท่องเที่ยวเห็นว่ากรุงเทพฯ มีมิติที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่ความเป็นเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย
    • การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม: ฝังรากปรัชญาความท้องถิ่นลงไปในบริการ มอบประสบการณ์แปลกใหม่ที่นักท่องเที่ยวคาดไม่ถึง (Surprise Experiences)
    • ความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์: สร้างความเฉพาะตัว ตามบริบทของพื้นที่ตั้ง เพื่อให้นักเดินทางรู้สึกว่ามาพักที่นี่แล้วได้กลิ่นอายที่หาจากที่อื่นในโลกไม่ได้

โรดแมปความสำเร็จ: จาก ‘ทรงวาด’ สู่แผนกระจายตัวทั่ว 77 จังหวัด

จากภาพความสำเร็จในเฟสร่องรอยของกิจกรรม “Feel So Thai ที่ทรงวาด” ที่พานักเดินทางระดับโลกไปสัมผัสเสน่ห์ชุมชนเก่าพร้อมๆ กับการขยายการรับชำระเงินดิจิทัลในร้านค้าท้องถิ่นไปแล้ว แต่ความท้าทายหลังจากนี้คือการขยายผล ซึ่งในช่วงแรก ททท. จะเป็นผู้คัดสรรสิทธิประโยชน์และดีลพิเศษจากร้านอาหารและภาคบริการ

โดยปักหมุดหัวเมืองนำร่องอย่าง เชียงใหม่, กรุงเทพฯ, เชียงราย และขอนแก่น รวมถึงเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต พัทยา อุดรธานี สมุย หัวหิน และหาดใหญ่ เป้าหมายสูงสุดของเมกะโปรเจกต์นี้คือการขยายตัวให้ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศในอนาคต

กลยุทธ์นี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Database นักท่องเที่ยวคุณภาพของวีซ่า กับ เสน่ห์ของเมืองรองในไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึงตามนโยบาย Value over Volume

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...