โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอกชนหนุน‘ไทยช่วยไทยพลัส’ตอบโจทย์ใช้เงินกู้มากสุด

The Better

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • THE BETTER
แนะรัฐใช้เงินกู้หนุนซื้อสินค้าไทยเพิ่มเงินหมุนเวียนในประเทศ เร่งส่งเสริมโรงงานติดโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนพลังงานภาคธุรกิจ พร้อมหามาตรการใหม่รองรับเศรษฐกิจชะลอตัวครึ่งปีหลัง

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การนำเงินกู้มาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นจึงมีความจำเป็น แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) กระตุ้นการจ้างงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้จากการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 50 ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “ความเห็นภาคเอกชนต่อแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาท” พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากภาครัฐเพิ่มเงื่อนไขสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศและกระจายสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกันภาคเอกชนยังเห็นว่าควรเชื่อมโยงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อช่วยขยายฐานภาษีและยกระดับความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงควรมีกลไกติดตามผลการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสผ่านระบบ Real-time dashboard เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและทำให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับการใช้เงินกู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ตามแผนของภาครัฐ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ควบคู่กับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน หรือ Net Metering ที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน

อย่างไรก็ดีภาคเอกชนยังเห็นว่านอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือประชาชนและการปรับโครงสร้างพลังงานแล้ว ภาครัฐควรนำเงินกู้ไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในด้านอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ งบประมาณสนับสนุน (Grants) และการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมการใช้สินค้าไทยภายใต้แนวทาง Made in Thailand (MiT) โดยเชื่อมโยงกับ e-Commerce และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงความเพียงพอของแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาทต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่ายัง “ไม่เพียงพอ” และควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระต้นทุน กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากช่วงไตรมาสแรกปี 2569 จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต การใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ตลอดจนการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางในระยะต่อไป

สำหรับการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 207 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 48 จาก 6 คำถาม ได้ดังนี้

1. เมื่อเทียบกับโครงการกระตุ้นการบริโภคที่ผ่านมา โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ควรแตกต่างอย่างไร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

อันดับ 1 : เพิ่มเงื่อนไขกับการซื้อสินค้าไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 62.3%

อันดับ 2 : เชื่อมโยงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อขยายฐานภาษี 50.2%

อันดับ 3 : มีกลไกติดตามผลอย่างโปร่งใส (Real-time dashboard) เพื่อความน่าเชื่อถือ 49.3%

อันดับ 4 : กำหนดให้ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น อาหาร ของใช้จำเป็น ค่าเดินทาง เป็นต้น 45.9%

2. การใช้เงินกู้ส่วนที่เหลือมาใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” ตามแผนภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องใด

อันดับ 1 : สนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น Solar Cell ควบคู่กับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่เหมาะสม 75.4%

อันดับ 2 : สนับสนุนเงินอุดหนุนให้โรงงานปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมทั้งปรับปรุงอาคารประหยัดพลังงาน 55.6%

อันดับ 3 : การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) 44.4%

อันดับ 4 : สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B10, E20 หรือเชื้อเพลิงทางเลือก 33.8%

3.นอกจากการช่วยเหลือประชาชนและการปรับโครงสร้างพลังงาน ภาครัฐควรนำเงินกู้ ไปใช้ในเรื่องใด เพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

อันดับ 1 : ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำงบประมาณสนับสนุน และการเปิดตลาดใหม่ 57.0%

อันดับ 2 : มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าไทย (Made in Thailand) เชื่อมกับ e-Commerce และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 57.0%

อันดับ 3 : พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและโลจิสติกส์เพื่อรองรับการลงทุน 44.0%

อันดับ 4 : ส่งเสริมการใช้ AI, Automation ในโรงงาน พร้อม Upskill แรงงาน 42.5%

4. แผนการใช้จ่ายเงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่

อันดับ 1 : ไม่เพียงพอเพราะควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มเติม 47.3%

อันดับ 2 : ยังไม่สามารถประเมินได้ 40.1%

อันดับ 3 : เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ 12.6%

5. รัฐบาลควรปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ (70% ต่อ GDP) เพื่อเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหรือไม่

อันดับ 1 : ไม่เห็นด้วย 56.0%

อันดับ 2 : เห็นด้วย 44.0%

6. แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก

อันดับ 1 : ชะลอตัวลง จากต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ 38.2%

อันดับ 2 : มีความเสี่ยงสูงขึ้น จากปัจจัยต่างประเทศและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ 30.4%

อันดับ 3 : ทรงตัวใกล้เคียงเดิม ยังฟื้นตัวได้จำกัด 18.8%

อันดับ 4 : ปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการส่งออกบางกลุ่ม 12.6%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...