คลังปรับเกณฑ์คัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บี้ ‘จนไม่จริง’ ออกจากระบบ
คลังปรับเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บี้ ‘จนไม่จริง’ ออกจากระบบ เริ่มลงทะเบียน 4-21 มิ.ย.- ประกาศผล 17 ก.ค.-ยื่นอุทธรณ์สิทธิถึงสิ้น ก.ค.นี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าว ถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรง ตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริงให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังเปิดเผยอีกว่า ขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันเข้าลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ โดยสรุปได้ดังนี้
1. คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน
1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา
- ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ
- ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน
- ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้
- ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4) ไม่มีบัตรเครดิต
5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท
6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร
- บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
- กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่
- กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่
8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
การลงทะเบียนรอบนี้จะเปลี่ยนจากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัวมาเป็นรายบุคคล โดยหลักเกณฑ์เดิมจะพิจารณาทรัพย์สิน หนี้สิน และรายได้ทั้งครอบครัวรวมกัน แต่ครั้งนี้จะเปลี่ยนไปพิจารณาเป็นรายบุคคลตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่า ที่ผ่านมาบางคนในครอบครัวมีทั้งฐานะดี และฐานะไม่ดี แต่พอรวมกันไปแล้ว ปรากฏว่าได้รับสิทธิ์กันทั้งครอบครัว จึงมีคำถามตามมาว่าบ้านนี้ดูไม่ได้ยากจน แต่ทำไมได้รับสิทธิ์ วันนี้จึงเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์บุคคลแทน ซึ่งข้อมูลรายบุคคลดังกล่าวนี้จะนำมาใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย Negative Income Tax ในอนาคต
ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือ “บัตรคนจน” ประมาณ 13.18 ล้านคน ถามว่าตามหลักเกณฑ์การคัดกรองแบบใหม่นี้จะเหลือผู้ที่ถือบัตรคนจนประมาณกี่ราย
นายลวรณ ตอบว่า “ห้ามถามว่าจะเหลือเท่าไหร่ ผมตอบได้แค่ว่าเหลือน้อยลง แต่ว่าจะเหลือสุดท้ายเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของข้อมูลแต่ละราย ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำข้อมูลไปตรวจเช็คกับส่วนราชการกว่า 40 แห่ง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ถึงจะได้ข้อยุติว่ารายไหนได้ไปต่อ และรายไหนต้องออกจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งต้องขอดูก่อนว่าคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองสุดท้ายแล้วจะเหลือกี่คน และมีนโยบายให้มาลงทะเบียนรับสิทธิ์์ไทยช่วยไทย พลัส (60 : 40) หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ตอนนี้ก็ยังมีสิทธิ์์คงเหลืออยู่ 4 ล้านสิทธิ์ ซึ่งต้องขอดูตัวเลขอีกทีว่ามีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองหลุดออกไปจากระบบกี่คน”
ถามต่อว่าคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองและไม่ได้อยู่ในระบบสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว กระทรวงการคลังจะเรียกเงินคืนหรือไม่
นายลวรณ ตอบว่า “ไม่เรียกเงินคืนครับ เพราะเราเพิ่งเริ่มตรวจ วันนี้ยังคงได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569 นี้อยู่ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเริ่มประกาศผลการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถ้าไม่เห็นได้ก็สามารถมายื่นอุทธรณ์ได้ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ดังนั้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทุกอย่างก็จะชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อแก้ข้อครหาว่าไม่จนทำไม ได้รับสิทธิ์”
ทั้งนี้ รายละเอียดคุณสมบัติตามมติที่คณะรัฐมนตรีกำหนดปรากฏตามเอกสารแนบท้าย พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ดำเนินการสำรวจผู้ที่มีคุณสมบัติและยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐของ มท. เพื่อนำมาตรวจสอบตามคุณสมบัติใหม่ข้างต้นด้วย
2. ขั้นตอนการดำเนินการ
1) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน ต้องทำการลงทะเบียนยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ทุกราย โดยสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 21 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ
- เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
2) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา จะดำเนินการสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และลงทะเบียนข้อมูล ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐของ มท. โดยเจ้าหน้าที่ของ มท. กทม. และเมืองพัทยา จะอำนวยความสะดวกในการรับลงทะเบียนในพื้นที่โดยตรง
3) การประกาศผลผู้ลงทะเบียนจะมีในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล (17 กรกฎาคม 2569) ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
4) สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทาง แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17- 31 กรกฎาคม 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิ์สวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
3. การจัดสรรประชารัฐสวัสดิการสำหรับโครงการฯ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ได้แก่
(1) วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน
(2) วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน
(3) วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่ 1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) 3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด 4) รถไฟ 5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร 6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน 7) รถสองแถวรับจ้าง และ 8) เรือโดยสารสาธารณะ โดยไม่จำกัดวงเงินตามประเภทรถ
(4) มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด และ
(5) มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปาจำนวน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด