ธปท. ล้อมคอกคลอดเกณฑ์กำกับ "ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง" คุมอายุขั้นต่ำ วงเงิน เพดานดบ. หลังยอดหนี้พุ่ง
">
วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” ผ่านกฎหมายในกำกับของ ธปท. จำนวน 4 ฉบับ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์คุ้มครองผู้ใช้บริการ อาทิ อายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ ประเภทสินค้า มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ รวมถึงกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นปี 2569 โดยการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและการบริโภคที่ฟุ่มเฟือย หลังพบว่าจำนวนบัญชี BNPL เติบโตเฉลี่ยถึง 99.9% ต่อปี ขณะที่มูลค่าสินเชื่อขยายตัวเฉลี่ย 38% ต่อปี หรือราว 18,000 ล้านบาท โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยเริ่มทำงานอายุ 20-35 ปี คิดเป็น 52.7% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้เสียสูงถึง 27% ในระยะแรก ธปท. จะกำกับดูแลทั้งวงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยของบริการ BNPL ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับโดยตรง โดยจะครอบคลุมเฉพาะการให้สินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ไม่รวมการผ่อนชำระสินค้ากับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายโดยตรง
นายวิทัย กล่าวถึงการเตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังธุรกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยงว่า กำหนดให้การฝากเงินสดและการแลกเปลี่ยนเงินสดที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านบาท ต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ของการทำธุรกรรมเพิ่มเติม จากเดิมที่กำหนดให้เฉพาะการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต้องแจ้งวัตถุประสงค์การถอน ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเริ่มเห็นผลชัดเจน โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จำนวนรายการถอนเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาทลดลง 28% ขณะที่มูลค่าการถอนลดลง 25% จากนั้น ธปท. จะยกระดับการติดตามธุรกรรมผิดปกติและตรวจสอบการปฏิบัติของสถาบันการเงินอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกรรมเงินสดที่ไม่พึงประสงค์
สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และภาคธุรกิจที่ ธปท. ดำเนินการอยู่ก่อนหน้านี้ โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีลูกหนี้เข้าร่วมปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และคาดว่าภายในครึ่งหลังของปีจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชี ขณะที่โครงการ SME Credit Boost มียอดอนุมัติสินเชื่อใหม่แล้ว 5,400 ล้านบาท และคาดว่าตลอดปี 2569 จะสามารถปล่อยสินเชื่อรวมได้ประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่มีการแสดงความกังวลว่า Virtual Bank อาจซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น นายวิทัย ระบุว่า วงเงินสินเชื่อของ Virtual Bank จะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหนี้ครัวเรือนรวมกว่า 16 ล้านล้านบาท จึงถือว่าน้อยมาก และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ มีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธปท. จะติดตามการดำเนินงานของ Virtual Bank อย่างใกล้ชิด โดยใช้หลักเกณฑ์กำกับดูแลเดียวกับธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน พร้อมกำหนดมาตรการดูแลเพิ่มเติมในบางประเด็นที่มีความเฉพาะเจาะจง
นายวิทัย กล่าวว่า กรณีของกลุ่มซีพี ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด และยังมีประเด็นเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจการเงินที่อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง Virtual Bank นั้น ธปท. จะพิจารณาแนวทางแก้ไขที่กลุ่มซีพีเสนอเข้ามา ก่อนจัดทำความเห็นเสนอไปยังกระทรวงการคลังเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาต โดยกลุ่มซีพียังมีเวลาอีกประมาณ 1 ปีในการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ว่าฯ ธปท. ยังกล่าวถึงผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภาคธนาคารว่า ปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทย เนื่องจาก AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำมาใช้งาน แตกต่างจากหลายประเทศที่เริ่มเห็นผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะกลางและระยะยาว โดยการปรับลดพนักงานของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนการดำเนินงานเดิมที่วางไว้ก่อนแล้ว แม้ในอนาคต AI อาจมีผลต่อโครงสร้างการจ้างงานมากขึ้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป