ธปท. คุมค่าธรรมเนียมใหม่แบงก์ ทยอยมีผล ก.ค. – ต.ค. 69 นี้
ธปท. ประกาศให้แบงก์ใช้ค่าธรรมเนียมอัตราใหม่ โดยทยอยมีผล ก.ค. - ต.ค. 69 ค่ารักษาบัญชี ไม่เกิน 20 บาท/เดือน มีผลก.ค. ค่าธรรมเนียมบัตรเดบิต – เครดิตมีผล ก.ย. ค่าฟีบาทเนตมีผลต.ค.
1 มิ.ย. 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ 1 มิถุนายน 2569 ลงนาม วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดยระบุ เหตุผลในการออกประกาศ ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความเป็นธรรม สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการ รวมทั้งได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพียงพอต่อการตัดสินใจ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่าการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยบางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแต่ยังคงมีการเรียกเก็บค่าบริการคงเดิม ขณะที่ค่าบริการบางรายการมีช่วงอัตราค่าบริการของผู้ให้บริการทั้งระบบแตกต่างกันมากซึ่งอาจสะท้อนว่ามีการเรียกเก็บในระดับที่สูงเกินควร หรือค่าบริการบางรายการที่อธิบายหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน
ธปท.ได้ออกประกาศฉบับนี้ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นบริการพื้นฐาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน และผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อให้ค่าบริการสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแตกต่างของอัตราค่าบริการและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงิน
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการยังคงต้องถือปฏิบัติตามกรอบหลักการ (guiding principles) ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับ สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ลงวันที่ 3 มีนาคม 2565 ที่กำหนดให้การเรียกเก็บค่าบริการต้องเรียกเก็บด้วยอัตราที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน คำนึงถึงต้นทุนในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และไม่ผลักภาระให้แก่ลูกค้าจนเกินสมควรด้วย
อำนาจตามกฎหมาย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้
อาศัยอำนาจตามความในข้อ 7 ข้อ 10 และข้อ 11 แห่งประกาศกระทรวงการคลัง ว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต) ออกหลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ ให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้
ขอบเขตการบังคับใช้ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับ 3.1 สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง 3.2 ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง ธุรกิจบัตรเครดิต) ทุกแห่ง
ทั้งนี้เรียกเก็บค่าบริการต้องมีความชัดเจน เหมาะสม เป็นธรรม ไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน คำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และไม่ผลักภาระหรือสร้างภาระให้แก่ลูกค้าจนเกินควร โดยมีหลักการคำนวณและฐานในการคำนวณค่าบริการที่มีความสมเหตุสมผลและเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับปัจจัยที่ทำให้เกิดต้นทุนและเป็นปัจจุบัน เปิดเผยข้อมูลค่าบริการให้ลูกค้าทราบอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน
โดยผู้ให้บริการยังต้องถือปฏิบัติตามกรอบหลักการตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าบริการ และเบี้ยปรับสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ด้วย
หลักเกณฑ์การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ ผู้ให้บริการต้องเรียกเก็บค่าบริการตามแต่ลักษณะหรือประเภทผลิตภัณฑ์หรือบริการทางการเงินในอัตราค่าบริการที่เรียกเก็บตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และให้หมายความรวมถึงค่าบริการอื่น ๆ ที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บจากลูกค้าเพื่อให้บริการในลักษณะหรือประเภทเดียวกัน ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดก็ตาม รวมทั้งต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพิ่มเติมในเรื่องนั้นด้วย ดังต่อไปนี้
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการสามารถกำหนดค่าบริการหรือเงื่อนไขการให้บริการที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้ามากกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ได้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น การไม่เรียกเก็บค่าบริการในรายการที่ประกาศฉบับนี้กำหนด การยกเว้นค่าบริการให้กับลูกค้าบางกลุ่ม เช่น ลูกค้าบุคคลธรรมดา หรือลูกค้า SMEs
วันเริ่มต้นบังคับใช้ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ให้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
- ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก
- ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน
- ค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด
- ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
- ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน ยกเว้นธุรกรรมที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และการรับชำระค่าสินค้าและบริการ (ใบแจ้งหนี้)
- ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน ยกเว้นในส่วนการเรียกเก็บขั้นต่ำและสูงสุดสำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SME
เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
- ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน
- ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเดบิตพื้นฐาน
- ค่าข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน ที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และการรับชำระค่าสินค้าและบริการ (ใบแจ้งหนี้)
- ค่าบริการการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน และ ข้อ 4.3.1 (4) ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ SMEs
เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน ในส่วนการเรียกเก็บขั้นต่ำและสูงสุด สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้า SMEs
- ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนต
ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้ให้บริการต้องดำเนินการดูแลให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าบริการเกินกว่าหลักเกณฑ์ตามประกาศนี้ หรือได้รับการเยียวยาหรือได้รับเงินส่วนต่างค่าบริการที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับแต่วันที่หลักเกณฑ์ค่าบริการดังกล่าวมีผลใช้บังคับโดยต้องคืนเงินให้แก่ลูกค้าในโอกาสแรกด้วยวิธีการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถถือปฏิบัติได้ตามที่หลักเกณฑ์กำหนดโดยเร็ว และดำเนินการตามแผนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ดีบรรดาประกาศ หนังสือเวียน คำสั่ง หรือข้อกำหนดใด ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตามประกาศฉบับนี้แทน
ประกาศ ณ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศที่ 24/2569 เรื่อง “การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต (ฉบับที่ 2)” เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
ใจความสำคัญของประกาศฉบับนี้ อยู่ที่การเปลี่ยนเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยให้ยกเลิกเพดานเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 2545 เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทำให้ต้นทุนบางส่วนลดลงโดยข้อกำหนดใหม่ระบุว่า
“การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต ผู้ประกอบธุรกิจอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมกัน (เพิ่มเติมจากดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ และค่าบริการปกติ) ได้ไม่เกินอัตราที่เรียกเก็บตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ”
การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทั้งหมด ทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ทุกแห่ง ต้องปฏิบัติตามอัตราอ้างอิงใหม่นี้อย่างเคร่งครัด