โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2569 คาดกดดันเงินบาทอ่อนค่าลง

ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.2 แสนล้านบาท ในเดือนเมษายน 2569 จากการนำเข้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทยให้อ่อนค่าหลังจากนี้

ประเด็นสำคัญ

  • คาดการนำเข้าขยายตัวต่อเนื่อง อย่างน้อยในครึ่งแรกปี 69
  • ไทยยังขาดดุลจีน – เกินดุลสหรัฐฯ
  • จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทย
  • เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

วันนี้ (25 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าของไทยในเดือนเมษายน 2569 พบว่า มีการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่า 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการนำเข้าที่ขยายตัว 45% จากปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 56 เดือน

ขณะที่การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัว 23.1% คิดเป็นมูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน หากหักรายการสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะขยายตัวที่ 25.7%

ส่วนภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.9% YoY ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 35.7% YoY ส่งผลให้ขาดดุล 19,497.9 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6.3 แสนล้านบาท

คาดการนำเข้าขยายตัวต่อเนื่อง อย่างน้อยในครึ่งแรกปี 69

สำหรับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงขึ้น นันทพงษ์ระบุว่า มาจากการนำเข้าที่ขยายตัวดีในสินค้า 3 ชนิด ได้แก่ 1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ที่ขยายตัว 38.7% ประกอบด้วย แผงวงจรไฟฟ้าทรานซิสเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ 2) สินค้าทุนที่ขยายตัว 32.8% ซึ่งประกอบด้วย เครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องจักรกล และ 3) สินค้าเชื้อเพลิง ที่ขยายตัว 128.6% ซึ่งประกอบด้วย น้ำมันดิบที่มีการขยายตัว 169%

นันทพงษ์ระบุว่า สินค้าที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีแนวโน้มเติบโต จากวัฎจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง และคาดว่าจะยังไม่ถึงจุดสูงสุดในเร็วๆ นี้ อย่างน้อยก็ภายในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่น่ากังวล

ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก จากผลกระทบของสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในเดือนเมษายน สนค.มองว่า เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้น จากความรุนแรงที่ลดลง สะท้อนจากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และโอกาสการเจรจาที่ยังคงเปิดอยู่

ไทยยังขาดดุลจีน – เกินดุลสหรัฐฯ

สำหรับตัวเลขการส่งออกไทยไปยังจีนในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 4,337.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.9% ขาดดุลการค้า 7.680.5 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 13,997.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3% ขาดดุล 29,202.1 ล้านดอลลาร์

ส่วนการส่งออกไทยไปยังสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 7,269.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 44.2% เกินดุล 4,648.8 ล้านดอลลาร์ และการส่งออกช่วง 4 เดือนอยู่ที่ 29,698.6 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 42.4% เกินดุล 21,519.4 ล้านดอลลาร์

จับตาขาดดุลสูงอาจกดดันค่าเงินบาทไทย

ทั้งนี้ นันทพงษ์มองว่า การนำเข้าที่ขยายตัวสูงจะส่งผลกดดันค่าเงินบาทไทย ให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยได้แก่

  • ราคาพลังงาน เนื่องจากไทยต้องแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ เพื่อซื้อพลังงาน จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital Flow) ที่อาจไหลเข้ามาประเทศไทย หากเงินทุนมีการไหลเข้ามาก ความต้องการแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทก็จะมาก ทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์
  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Interest Rate) เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการไหลเข้าของเงินทุน โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายมักไหลไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายน ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่ไม่ลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไม่น่าไหลออกมากนัก

เปิดแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป

สนค.คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ จากการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วของผู้ประกอบการส่งออกและสายเรือขนส่งสินค้าที่ประเมินความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และเร่งปรับตัวเพื่อรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมสนับสนุนในการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและผลักดันการเปิดตลาด

สำหรับปัจจัยลบในระยะข้างหน้าอาจเกิดขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ และปัญหาภัยแล้งจากเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรในช่วงครึ่งหลังของปี

โดยแบ่งคาดการณ์ส่งออกทั้งปีไว้เป็น 3 กรณีดังนี้ กรณีดีสุด (Best Case) การส่งออกขยายตัว 8% ที่มูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์ กรณีฐาน (Base Case) ขยายตัว 3% ที่มูลค่า 349,824 ล้านดอลลาร์ กรณีเลวร้าย (Worst Case) หดตัว -3% ที่มูลค่า 329,416 ล้านดอลลาร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...