โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา

The Bangkok Insight

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

"เท้ง ณัฐพงษ์ " ไม่รับปากขอโทษ สว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ยันไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังวุฒิสภานัดรวมตัวกันแถลงตอบโต้หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นระบบสีน้ำเงิน และมีการกำหนดไทม์ไลน์ให้ขอโทษภายใน 3 วัน ว่า เนื่องจากมีการแถลงข่าวที่ซับซ้อนกัน ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่จะแถลง แต่อยากให้ดูคนที่ออกมาแถลงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับการคัดเลือก สว.ในรอบสุดท้ายว่ามีการสวมสีเสื้อหรือนั่งรถมาอย่างไร หากลองตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาถึงการออกมาแถลง

เท้ง ณัฐพงษ์

ส่วนตัวตนยืนยันว่าพวกเราต้องการทำให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด การโพสต์ไม่ได้ระบุตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เราตั้งข้อสังเกตเหมือนที่สังคมสงสัยเลย ยืนยันว่ามีเจตนาบริสุทธิ์เพื่อให้รัฐสภายึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และอยากเรียกร้องสว.ว่าหากเห็นว่าการคัดเลือกวุฒิสภามีปัญหาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หน้าที่ของเราคือต้องเข้าไปแก้ที่ระบบคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราได้ประกาศหลักการสำคัญไปแล้ว 3 ประการ อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสว.กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จึงอยากเชิญชวน สว.ให้เห็นด้วยกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน

เมื่อถามว่า สว.ยืนยันที่จะคงหลักการเสียงสว. 1 ใน 3 นั้น หากในร่างพรรคประชาชนไม่ปรับแก้ อาจจะมีการคว่ำร่างได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองหรือวุฒิสภามีสิทธิที่จะเสนอร่างหรือกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของตนเอง แต่วิธีการที่จะได้มาซึ่งวิธีการสุดท้ายจะมีกระบวนการแบบไหนต้องผ่านรัฐสภาในวาระที่ 1 และไปแก้ไขชั้นกรรมาธิการวาระ 2 ที่จะได้ทุกร่างมาถกเถียงกัน หากทุกคนเห็นชอบตรงกันในชั้นกรรมาธิการก็อยากให้สว.ยอมรับ นี่จึงจะเป็นการแสดงความจริงใจว่าสว.ทุกคนไม่ปิดกั้น แต่เปิดกว้าง และไม่ได้ต้องการรักษาอำนาจหรือสิทธิพิเศษของตนเองให้คงอยู่ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนประเมินข้อดีข้อเสียในการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา เพราะการผ่านความเห็นชอบในมาตรา 256 ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในแถลงการณ์ของพรรคประชาชน สว.มองว่าเป็นการบ่อนทำลาย จะได้เสียง สว.สนับสนุนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่ายืนยันว่าไม่ได้บ่อนทำลายวุฒิสภา ซึ่งหลักการ 3 ข้อของพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บอกว่าไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เพราะกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่ ไม่ใช่กระบวนการแก้ไขฉบับเดิม

เท้ง ณัฐพงษ์

ทั้งนี้ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรให้สิทธิรัฐสภาทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน เราไม่ได้ไปตัดอำนาจในส่วนนี้ การที่ตนสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงินก็พยายามสื่อสารให้ประชาชนและสังคมเห็นว่าระบอบการเมืองที่ผูกขาดที่สังคมและตนตั้งคำถามว่าตกลงแล้วรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยกำลังมีอำนาจรัฐในฝ่ายบริหาร และกลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอำนาจเหนือวุฒิสภาหรือไม่

เพราะวุฒิสภาก็เลือกองค์กรอิสระมา ภายใต้การผูกขาดเช่นนี้ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในประเทศนี้ล้มเหลว ประเทศขาดความโปร่งใส ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทุกปี กลายเป็นว่าดัชนีการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชนและผู้ประกอบการ หากสว.เห็นด้วยกับการยกระดับการตรวจสอบถ่วงดุลก็ควรที่จะเปิดกว้างเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่น เชื่อถือมากที่สุดว่า สว.ไม่ได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามต่อว่า มีคำถามย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน ส่วนหนึ่งมาจากเอ็มโอเอและการยกมือของพรรประชาขนในวันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งแรกตนต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินทางการเมืองของพรรคประชาชนที่ผ่านมา แต่ตนอยากเน้นย้ำว่าสิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือความอ่อนแอจากภายในจากการทุจริตคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศนี้อยู่ การตรวจสอบถ่วงดุลที่ล้มเหลว หนีไม่พ้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตอย่างตรงไปตรงมา หรือจับเข้าคุกแบบที่เราเห็นในเกาหลีใต้ หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ลงโทษกัดกินงบประมาณแผ่นดินที่ทำให้ตึกทั้งตึกถล่มลงมา หรือแม้กระทั่งถนนในประเทศยังเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้ประชาชนขาดคุณภาพชีวิตที่ดี อยากทำให้ไทยมีความเข้มแข็งจากภายในการปราบปรามทุจริตมีความเข้มข้น และการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลเป็นสิ่งจำเป็น หนีไม่พ้นการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่น ในอดีตรัฐธรรมนญูปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

“ผมจึงเห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะยกระดับอำนาจของประชาชน และประเทศมีความโปร่งใสมากขึ้น จึงเป็นที่มาที่ในอดีตการที่เราตัดสินใจเช่นนั้นเพราะเราเห็นต้นตอจริงๆ ว่ากติกาสูงสุดของประเทศมีปัญหา ยอมรับว่าการตัดสินใจที่ผ่านมาส่งผลถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แต่อยากเชิญชวนทุกคนมองไปข้างหน้า ตอนนี้สถานการณ์การเมืองไทยเป็นแบบนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกัดกินประเทศอยู่ กินรวบอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบัน หน้าที่ของพรรคประชาชนเรายืนในจุดเดิม และพร้อมจะรณรงค์สื่อสารกับประชาชนทั้งประเทศว่าทางอออกของประเทศนี้คือการทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ผ่านการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด” นายณัฐพงษ์กล่าว

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับข้อกล่าวหาที่บอกว่าพรรคประชาชนคือส่วนหนึ่งทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า ยอมรับว่าการตัดสินใจในอดีตทำให้เกิดสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ตนมองว่าาระบอบสีน้ำเงินใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย ตนไม่ได้ปฏิเสธว่าการตัดสินใจของพวกเราในอดีตนำมาซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ว่าพรรคการเมืองใดที่เข้ามาบริหารประเทศก็ตาม

ตราบใดที่เรายังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงคอยทุบทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนเสมอ และจริงๆ แล้วพรรคภูมิใจไทยอาจจะเป็นด่านหน้า เป็นเอเจนต์คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินตรงนี้ แต่หากจะหากเราจะสร้างทางออกให้ประเทศจริงๆ ก็ต้องเอาหลังพิงประชาชน กลับไปเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบและให้การยอมรับ

เท้ง ณัฐพงษ์

ต่อข้อถามว่า ที่บอกว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเจนต์นั้น พอจะระบุได้หรือไม่ว่าองค์ประกอบของระบอบสีน้ำเงินมีอะไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์และคิดตามว่าภายใต้ระบอบสีน้ำเงินมีส่วนประกอบอะไรบ้าง อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าเคยตั้งคำถามกับ สว.บางส่วน ที่มาขององค์กรอิสระบางส่วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งหรือไม่ หากทุกคนเห็นภาพตรงกันก็จะรู้ว่าทางออกของประะเทศที่ควรจะแก้ไขเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า พรรคภูมิใจไทยเปิดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ถือว่าแสดงความจริงใจแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออก พรรคประชาชนไม่ได้ต้องการชะลอหรือเตะถ่วง แต่สิ่งที่เราคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือกระบวนการจัดทำโดยยึด 3 หลักการที่เราเคยพูดไว้

ซึ่งจะทำให้กระบวนการจัดเทำรัฐธรรมนญูฉบับใหม่จะได้รัฐธรรมนญูที่ดีที่สุดที่ประชาชนอยากมองเห็น ซึ่งพรรคประชาชนอาจจะมีหลายทางเลือก และยอมรับว่าเท่าที่รับทราบจากนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) มีการติดต่อมาทั้งจากฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในการขอเสียงสนับสนุนเนื่องจากเสียงไม่พอ ซึ่งยืนยันว่าเราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อหลักการของพรรคประชาชน

ขอบคุณข้อมูลจาก : เรื่องเล่าเช้านี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...