เปิดตำรา 4 ทศวรรษ ‘ลลิล’ เดินเกมเก๋า รอดทุกวิกฤต
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
แม้จะเป็นอสังหาฯ รายกลาง แต่ก็มีความแข็งแรงไม่แพ้รายใหญ่ สำหรับ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” อีกหนึ่งแบรนด์อสังหาฯ ที่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจมาได้อย่างแข็งแกร่ง
อะไรคือคีย์ซักเซส ที่ทำให้ “ลลิล” ผ่านสมรภูมิมาได้ตลอดการเดินทางเกือบ 40 ปี นับจากปีแรก 2531 จนถึงปัจจุบัน
“ต้มยำกุ้ง” ยอดขายเป็นศูนย์
“ไชยยันต์ ชาครกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า เรายังคงยึดแนวทางบริหารแบบระมัดระวัง คุมหนี้ รักษาสภาพคล่อง และใช้ประสบการณ์รับมือความไม่แน่นอน เพื่อพาธุรกิจยืนระยะในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ
ย้อนกลับไปช่วงปี 2540 ประเทศไทยเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง รู้จักกันดีในนาม “วิกฤตต้มยำกุ้ง” นับเป็นสถานการณ์ที่ “ไชยยันต์” จำได้ไม่ลืม คนไทยตกงานนับล้านคน ดอกเบี้ยเงินฝาก 12% ต่อปี ดอกเบี้ยเงินกู้ 18% ต่อปี เงินหายออกไปจากระบบจำนวนมาก
“อสังหาฯ ตอนนั้นยอดโอนจากหลักหมื่นล้านเหลือหลักพันล้านลดลง 10 เท่า ของเรายอดขายเป็น 0 มียอดคืนมากกว่ายอดขาย เพราะคนตกงานเป็นล้านคน ดอกเบี้ยก็สูง คิดดูถ้าไปกู้ธนาคาร 1 ล้านบาท ผ่อน 1.8 แสนบาท ยังจ่ายได้แค่ดอกเบี้ยเอง เดี๋ยวนี้กู้ ธอส. 1 ล้านบาท ผ่อน 6,500 บาท ยังมีต้นคืน สมัยนั้นผ่อนเดือนละ 15,000 บาท เป็นแค่ดอกเบี้ย สถานการณ์มันเลวร้ายกว่าสมัยนี้เยอะ”
ลีนธุรกิจ-ลดหนี้
ในยุคนั้น “ลลิล” เป็นองค์กร 28 ปี เดินหน้าทำบ้านต่อไป พร้อมกับการ “ลีนธุรกิจ” ลดหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด ถ้าเราไม่เป็นหนี้ ไม่มีดอกเบี้ยมาเป็นภาระให้แบกก็ไม่มีปัญหา เพราะผู้ประกอบการที่ไม่รอดในตอนนั้นมาจากสาเหตุการหมุนเงินไม่ทัน ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ บางรายธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ ทำให้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ส่วนลลิลที่ยึดแนวทางเดิมมาจนทุกวันนี้ไม่เป็นหนี้สูง รักษาสภาพคล่อง ตัดค่าใช้จ่ายส่วนเกินทิ้ง ลดสต๊อก ผลปรากฏว่าบริษัทตัวเบา รอดจากวิกฤตมาจนถึงทุกวันนี้
“ไชยยันต์” บอกว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจต้องบริหารแบบมีข้อมูล มีระบบที่ดี มีไมนด์เซตในการขยายธุรกิจตามความเป็นจริง สมมติว่าเศรษฐกิจโต 1-2% การตั้งเป้าเติบโต 15-20% ไม่เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ แปลว่าคุณเก่งกว่าตลาด 15 เท่า สถานการณ์มันจะพิสูจน์เองว่า “เก่งจริงไหม” สำหรับลลิลต้องเดินอย่างมั่นใจด้วยข้อมูล ระมัดระวัง คุมหนี้ไม่เกินตัว และเผื่อทางถอยเมื่อไหร่ที่เกิด Worst Case Scenario องค์กรต้องสามารถล้างหนี้หมดได้
“ช่วงต้มยำกุ้งเราอายุ 28 ปีเอง ต้องทำใจให้นิ่ง กลับมาพัฒนาคน และรอรอบใหม่ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจมันไม่มีหรอก เจ๊งแล้วเจ๊งเลย ประเทศเราพื้นฐานยังใช้ได้ ธุรกิจท่องเที่ยว โรงพยาบาล ยังแข็งแกร่ง ไม่ใช่ล้มละลายเหมือนเวเนซุเอลา เขาเงินเฟ้อ 1,000 เท่า แต่ของเราธนาคารยังดี ท่องเที่ยวก็ดี จีนกลับมาแล้ว ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ BOI อนุมัติไป 2 ล้านล้านบาทก็จะกลายมาเป็น New S-Curve ของประเทศ เรายังมีความหวังอยู่”
ไม่แตกไลน์-เน้นสร้างเครดิต
ท่ามกลางวิกฤตที่ซับซ้อนยาวนานต่อเนื่องแต่ทำไมลลิลยังคงมุ่งการทำบ้านขาย ไม่แตกไลน์สู่ธุรกิจใหม่ “ไชยยันต์” ให้เหตุผลว่า การทำธุรกิจที่ไม่ชำนาญอาจทำให้เราเจ็บตัวมากกว่าเติบโต ขณะที่การทำบ้านของลลิลเองที่อยู่อาศัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นหลักยังคงเป็นการพัฒนาโครงการให้ลูกบ้านมีการนอนและอยู่อย่างเป็นสุข และการดูแลหลังการขาย รองลงมาฟังก์ชั่นใหม่ตามเทรนด์โลก และพฤติกรรมการเป็นอยู่ของประชากร
สำหรับเคล็ดลับการทำธุรกิจให้อยู่ได้ยาวนาน “ไชยยันต์” เน้นย้ำเพียงเรื่องเดียว คือ ความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะกับลูกค้า หรือสถาบันการเงิน พร้อมวางเป้าหมายให้เป็นองค์กรที่อยู่ครบศตวรรษ
“เราอยากอยู่ 100 ปี ผมบอกลูกชายต้องทำให้ได้ อยู่ให้ได้สัก 100 ปีที่ผ่านมาเราทำธุรกิจบนหลักการซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และสถาบันการเงิน ผมสร้างเครดิตมา 40 ปี ถึงจะเป็นบริษัทไม่ใหญ่ที่สุด แต่เครดิตในสายตาแบงก์ผมการันตีเลยว่าบริษัทใหญ่สู้เราไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องสร้างเครดิตกับทั้งลูกค้า แบงก์ พัฒนาและรักษาทีมงานของเราควบคู่กันไป”
เดินเกมเก๋าสู้วิกฤตต้นทุน
สำหรับวิกฤตสงครามอิหร่านที่ลากยาว กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ทั้งด้านราคาพลังงานและน้ำมัน กลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่เขย่าเศรษฐกิจโลก โดยไชยยันต์มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้สะดุดตัวเล็กน้อย วันนี้เต็มที่ซัพพลายและดีมานด์ทรงตัวเท่าเดิม ไม่เลวร้ายเท่าวิกฤตปี 2540 หากสงครามจบเร็วน้ำมันน่าจะชะลอตัว ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่จะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงสู่ภาวะปกติ
“สินค้าอย่างปูน เหล็ก ถ้าขึ้นราคาคนก็ชะลอการซื้อ แต่เดี๋ยวเขาก็สู้กันเอง คราวที่แล้วปูนขึ้นเราไม่ซื้อ เน้นขายของเก่า พอเขาไม่ลดราคายอดขายก็ลด นี่คือประโยชน์ของตลาดทุนเสรี มันต้องปรับสู่ดุลยภาพการแข่งขัน ถ้าคุณขึ้นแต่คู่แข่งไม่ขึ้นคุณอยู่ไม่ได้ ช่วงนี้เราก็นำสต๊อกที่มีอยู่ขายไปก่อน อยู่ที่สงครามจบเร็วแค่ไหน เรายื้อสต๊อกและราคาบ้านได้อีก 6 เดือน พอเขาโจมตีกันวันแรกผมเรียกประชุมบอร์ด แล้วสั่งเหล็กเลย ทำให้มีสินค้าไว้ใช้ถึงสิ้นปี 2569 เป็นการบริหารจัดการที่ได้มาจากวิกฤตหลายสมัย และหวังว่าวิกฤตจะไม่ยาวนาน”
สำหรับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อสูง อาจส่งผลต่อราคาบ้าน “ไชยยันต์” มองว่า 3-6 เดือนต่อจากนี้ผู้ประกอบการยังมีสต๊อกเก่าที่ขายได้ ส่วนลลิลเองก็ขายของที่มีอยู่ประคองตัวไป ในสภาวะที่ตลาดอ่อนแอแบบนี้เป็นช่วงเวลาในการวัดความแข็งแกร่งขององค์กร ลลิลเรารวยความอดทน และตั้งการ์ดต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี กู้หนี้ไม่เยอะ และพยายามคุมสต๊อกอยู่เรื่อย ๆ จึงผ่านมาได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดตำรา 4 ทศวรรษ ‘ลลิล’ เดินเกมเก๋า รอดทุกวิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net