โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามรอย ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา หนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรก ที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 10 พ.ย. 2568 เวลา 06.22 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 17.07 น.
นักเรียนไทยในญี่ปุ่นรุ่นแรก ถ่ายภาพกับครู ลูกหลานของครู และเพื่อน ๆ ที่บ้านในกรุงโตเกียว (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2530)

ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา หนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรก ที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อ พ.ศ. 2445 หลังจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6 ในเวลาต่อมา) ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ได้เสด็จประพาสประเทศญี่ปุ่นทำให้ทรงเห็นความก้าวหน้าของงานหัตถกรรมและศิลปะญี่ปุ่น จึงมากราบบังคมทูล และรับสั่งกับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชมารดาความว่า ถ้าสมเด็จมีเด็กที่มีแววทางนี้ก็น่าจะทรงส่งให้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเรียนจบกลับมาแล้วจะได้มาสอนคนไทยบ้าง

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงเห็นชอบในพระราชดำริ จึงทรงเลือกกุลสตรี 4 คน ซึ่งประกอบไปด้วย คุณหลี, คุณพิศ, คุณนวล, และคุณขจร หรือท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา

พร้อมกันนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ก็ได้ทรงเลือกมหาดเล็กของพระองค์อีก 4 คน ประกอบไปด้วย หม่อมเจ้าพงศ์ภูวนารถ, ม.ล.โป้ย มาลากุล (พระยาเทวาธิราช), นายเจริญ สวัสดิ์ชูโต (พระยานูรเทพ ปรีดา) และนายเสริม ภูมิรัตน (หลวงประกาศโกศัยวิทย์) ให้เดินทางไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นด้วย

ท่านผู้หญิงขจรกับคุณพิศ ไปเรียนวิชาปักสะดึง และวาดเขียนแบบญี่ปุ่น ส่วนคุณหลีและคุณนวล ไปเรียนการทำดอกไม้แห้ง สำหรับนักเรียนชายทั้งสี่คนจะไปเรียนวิชาทอผ้า เลี้ยงไหม และทำทอง

ทั้ง 8 คนนี้ จึงนับว่าเป็นนักเรียนไทยรุ่นแรกที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยทั้งหมดออกเดินทางด้วยเรือเดินสมุทร เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2446 โดยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงฝากให้เดินทางไปกับนายโทคิชิ มาซาโอะ (หรือที่คนไทยเรียกว่านายเมาเซา) พร้อมภริยา

นายเมาเซาผู้นี้ได้เข้ามารับราชการในประเทศสยาม ตำแหน่งที่ปรึกษาในกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้เริ่มให้ญี่ปุ่นยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับสยาม ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยามหิธรมนูปกรณโกศลคุณ และใน พ.ศ. 2464 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

นายเมาเซาและภริยา ได้รับพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ให้ดูแลนักเรียนไทยกลุ่มแรกในการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ เพราะนายเมาเซาจะกลับไปเยี่ยมบ้าน ท่านผู้หญิงขจรเล่าว่า ทั้งสามีและภริยาคู่นี้ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่ดี เห็นอกเห็นใจนักเรียน ที่ว้าเหว่เพราะจากบ้านเป็นครั้งแรก นักเรียนจึงได้เรียกนายเมาเซาว่า Pa และ เรียกภริยาว่า Ma

ในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นสมัยนั้นมีอยู่ทางเดียวคือไปโดยเรือเดินสมุทร ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน เรือจะต้องแวะที่ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แล้วจึงจะไปขึ้นฝั่งประเทศญี่ปุ่นที่เมืองโยโกฮามา จากนั้นจึงต้องนั่งรถไฟต่อไปยังกรุงโตเกียว เมื่อถึงกรุงโตเกียวก็ได้ไปอยู่กับครอบครัวญี่ปุ่นซึ่งเป็นทั้งครูและผู้ปกครอง ทั้งนี้เพราะนายเมาเซาได้คัดเลือกและติดต่อครอบครัวที่ดีไว้แล้วสำหรับนักเรียนไทยเหล่านี้ ทั้งยังจัดการเรื่องการเข้าโรงเรียนไว้ให้เรียบร้อยแล้วอีกด้วย

การที่นักเรียนไทยเหล่านี้ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ต่างแดนที่ตนเองไม่รู้จักกับใคร ภาษาญี่ปุ่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี บ้านเมือง อาหารการกิน ฯลฯ ก็ไม่ใคร่รู้จักคุ้นเคยว่าเป็นอย่างไร นับว่าเป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตของนักเรียนไทยรุ่นแรกกลุ่มนี้ ในช่วงแรก ๆ ท่านผู้หญิงขจรเล่าว่ารู้สึกลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน เพราะอาหารญี่ปุ่นออกรสหวานและปลาก็สุก ๆ ดิบ ๆ แต่เมื่ออยู่กับครอบครัวคนอื่นแล้วหากเขากินอะไรก็ต้องกินตาม

จนกระทั่งวันหนึ่ง นักเรียนไทยเหล่านี้ได้ไปที่สถานทูตไทย แล้วท่านทูตได้ถามถึงสารทุกข์สุกดิบ จนได้ทราบว่ากินอาหารญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ ท่านจึงกรุณาส่งอาหารไทยไปให้บ้างนาน ๆ ครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่กันนาน ๆ ไป เรื่องอาหารก็ไม่เป็นปัญหา นอกจากนี้ นักเรียนไทยยังสอนให้คนญี่ปุ่นทำไข่เจียวแบบไทย แกงบะช่อ และกับข้าวง่าย ๆ อีก 2-3 อย่าง ซึ่งคนญี่ปุ่นที่อยู่บ้านเดียวกันกลับชอบกินเสียด้วย

การเรียนในช่วงแรกต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น ทั้งการพูด อ่าน และเขียน และเมื่อรู้ภาษาบ้างแล้วก็เริ่มเรียนวาดเขียนสีน้ำ และปักสะดึง ท่านผู้หญิงขจรอธิบายว่า รากฐานของวิชาเย็บปักนั้น อยู่ที่วิชาวาดเขียน หากไม่เป็นวาดเขียนก็ไม่สามารถเขียนลาย หรือประดิษฐ์อะไรให้สวยงามได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติในวิชาวาดเขียนก่อนจะเรียนศิลปหัตถกรรมแขนงอื่นใดต่อไป

เมื่อได้หลักในการวาดเขียนพอสมควรแล้ว ท่านผู้หญิงขจรกับคุณพิศก็แยกมาเรียนปักสะดึง ส่วนคุณหลีและคุณนวลได้แยกไปเรียนการทำดอกไม้แห้ง

ท่านผู้หญิงขจรเล่าเกร็ดในระยะ 4 ปี ที่นักเรียนไทยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเอาไว้เช่น เมื่อไปถึงประเทศญี่ปุ่นในช่วงแรกเป็นระยะที่ท่านผู้หญิงขจรเพิ่งโกนจุกไม่นาน ผมยังสั้น เกล้ามวยไม่ได้ จึงหวีผมแบบผมบ็อบ ในสมัยนั้นผู้หญิงญี่ปุ่นจะไว้ผมยาวเกล้ามวย จึงไม่เคยเห็นผู้หญิงไว้ผมสั้นมาก่อน เมื่อได้เห็นนักเรียนหญิงไทยผมสั้นจึงเป็นเรื่องประหลาดมากสำหรับเขาพวก เพื่อนคนญี่ปุ่นต่างเรียกล้อคนไทยเหล่านี้ว่า “คิ ซึ เนะ” ซึ่งแปลว่า “หมาจิ้งจอก” ท่านผู้หญิงขจรบอกว่ารู้สึกโกรธมากและไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเอาไปเปรียบกับหมาจิ้งจอก แต่ก็ต้องอดทนจนกว่าผมจะยาวและเกล้ามวยได้

สำหรับชีวิตนักเรียนของท่านผู้หญิงขจรในประเทศญี่ปุ่น ท่านเล่าว่าจะเริ่มด้วยตอนเช้าต้องเดินไปโรงเรียน (นักเรียนทุกคนต้องเดินไปโรงเรียน) เพื่อเรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วจะกลับมากินอาหารกลางวันที่บ้าน เมื่อเสร็จแล้วในตอนบ่ายก็จะไปเรียนวิชาพิเศษที่บ้านครู บางวันไปเรียนวาดเขียน บางวันไปเรียนปักสะดึง บ้านครูพิเศษจะอยู่อีกแห่งหนึ่งในทิศตรงกันข้ามกับโรงเรียน ต้องเดินไปไกลพอสมควร ในฤดูที่อากาศดีก็เดินทางไม่ลำบาก แต่ถ้าฝนตกหรือหิมะตกและต้องใส่รองเท้าแบบญี่ปุ่นก็จะมีความทุลักทุเล ยิ่งถ้าสายรองเท้าขาดจะยิ่งทำให้เดินลำบากมาก ครั้งหนึ่งสายรองเท้าของท่านผู้หญิงขจรขาดจนต้องขึ้นรถลากกลับบ้าน แต่ก็ถูกครูหรือผู้ปกครองที่บ้านดุว่าฟุ่มเฟือยและไม่อดทน

การเรียนวิชาวาดเขียนและปักสะดึงถือว่าเป็นวิชาพิเศษซึ่งไม่ได้สอนลึกซึ้งในโรงเรียนประจำ จึงจำเป็นต้องไปเรียนที่บ้านของครูที่มีความชำนาญและมีชื่อเสียงในวิชานั้น ในปีสุดท้ายของการเรียนวาดเขียนของท่านผู้หญิงขจร ท่านได้มีโอกาสเรียนกับครูชื่อยิปโป้ อารากิ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากในการวาดภาพ เมื่อเอ่ยถึงชื่อครูท่านนี้ในวงการเขียนภาพเขาจะยอมรับและสรรเสริญท่านว่าเป็นปรมาจารย์ ถึงกับเรียกว่าเป็น “เทพศิลปิน” โดยปกติครูยิปโป้ อารากิ ไม่รับนักเรียนทั่วไป จะรับเฉพาะนักเรียนที่มีฝีมือดีเท่านั้น

ระยะเวลา 4 ปีที่นักเรียนไทยไปเรียนในประเทศญี่ปุ่น เป็นช่วงชีวิตในอดีตที่น่าจดจำ และเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เมื่อตอนที่เรียนจบแล้วและจะเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อน ๆ และครูคนญี่ปุ่นก็ตามมาส่งจนถึงเมืองท่า เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้วเพื่อน ๆ และครูก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอ สำหรับท่านผู้หญิงขจรยังเก็บไปรษณียบัตรและรูปถ่ายของเพื่อน ๆ และครูไว้เป็นปึก ๆ ทำให้ทราบว่าเมื่อท่านผู้หญิงขจรอยู่ประเทศญี่ปุ่น ท่านเป็นที่นิยมรักใคร่อยู่มากในแวดวงของท่าน และคนญี่ปุ่นได้ตั้งชื่อในภาษาญี่ปุ่นให้ท่านผู้หญิงขจรว่า “ฮานาโซโนะ ยูริโกะ” ซึ่งแปลว่าดอกลิลลี่ (ว่าน) ในสวนดอกไม้

เมื่อท่านผู้หญิงขจรเดินทางกลับมายังประเทศสยาม ท่านได้กลับมาสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี และทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้เป็นอย่างดี ท่านได้นำวิชาการด้านวาดเขียนและปักสะดึงแบบญี่ปุ่น มาถ่ายทอดและดัดแปลงให้เข้ากับศิลปหัตถกรรมแบบไทย และยังได้เป็นครูสอนวิชาการฝีมือ ณ โรงเรียนราชินีอีกด้วย

และเมื่อ พ.ศ. 2527 ท่านผู้หญิงขจรก็ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติ และส่งเสริมมิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ทัศนีย์ ยุณยคุปต์. (เมษายน, 2530). 96 ปีของคุณแม่ ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา ไปอยู่ญี่ปุ่น สมัยรัชกาลที่ 5. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 8 : ฉบับที่ 6.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 มิถุนายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามรอย ท่านผู้หญิงขจร ภะรตราชา หนึ่งในนักเรียนไทยรุ่นแรก ที่ได้ไปศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...