โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีน-สหรัฐ-อาเซียน กับข้อพิพาททะเลจีนใต้ การแผ่ขยาย-โต้กลับ หรือหยั่งเชิง/บทความพิเศษ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 พ.ย. 2564 เวลา 03.49 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2564 เวลา 03.49 น.

บทความพิเศษ

 

จีน-สหรัฐ-อาเซียน

กับข้อพิพาททะเลจีนใต้

การแผ่ขยาย-โต้กลับ หรือหยั่งเชิง

 

ข้อพิพาทน่านน้ำในทะเลจีนใต้ นับเป็นอีกเรื่องที่ใกล้ไทยทั้งในแง่เศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ซึ่งจีนมุ่งมั่นสร้างอิทธิพลแผ่ขยายอำนาจเหนือพรมแดนน่านน้ำและเข้าหาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อสร้างจุดรองรับแผนยุทธศาสตร์ทางทะเลที่ขยายตัวซึ่งสอดรับกับมหายุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง สู่การเชื่อมโลกทั้งใบตามทิศทางของจีน

พื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นน่านน้ำสากล เพราะพื้นที่ดังกล่าว เป็นทางผ่านของการขนส่งทางทะเลที่คึกคัก น่านน้ำใกล้ชิดจนบางทีทับซ้อนกันหลายชาติโดยเฉพาะชาติสมาชิกอาเซียน

แต่ในช่วงหลายปีมานี้ จีนแผ่อิทธิพลทางทะเลโดยใช้วิธีต่างๆ เพื่ออ้างเขตอำนาจอธิปไตยทางทะเลเพื่อเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลในการตักตวงมาเป็นผลประโยชน์ในการสร้างอำนาจเศรษฐกิจเหนือชาติอื่น

แต่เส้นพรมแดนทางทะเลก็ทับซ้อนกับประเทศอื่น ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศขึ้น

จนกระทั่งสหรัฐกลับมาสนใจเอเชียอีกครั้งในยุคไบเดน และประกาศชัดถึงจุดยืนต่อทะเลจีนใต้ให้เป็นน่านน้ำที่เปิดกว้างและเสรีให้กับทุกชาติ โดยไม่มีชาติใดมาครอบงำมีอิทธิพลแต่ผู้เดียว ทำให้เพิ่มอุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น

และยิ่งเพิ่มขึ้นต่อประเด็นไต้หวันที่จีนแข็งกร้าวเรื่อยๆ หรือการจับมือทางยุทธศาสตร์ทั้ง AUKUS และ The Quad

น่านน้ำทะเลจีนใต้กำลังเป็นสนามแข่งขันที่เข้มข้น

 

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศรายงานเรือสัญชาติจีนล่วงล้ำน่านน้ำมาเลเซีย จนทำให้ รมต.ต่างประเทศมาเลเซียต้องเรียกทูตจีนเพื่อรับรู้ความไม่พอใจและประท้วงเรือจีนล่วงล้ำน่านน้ำที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษมาเลเซีย โดยเฉพาะเรือสำรวจที่ปรากฏนอกชายฝั่งรัฐซาบาห์และซาราวัค

และมีรายงานเรือสำรวจของจีนบริเวณที่บริษัทเปโตรนาซ สำรวจแหล่งขุดเจาะน้ำมันภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แม้ต่อมาจีนจะออกมาตอบโต้ว่าเรือลำดังกล่าวมาทำภารกิจตามปกติ

ประเด็นฉาวการรุกล้ำน่านน้ำอันฉาวโฉ่ของจีน ไม่ใช่แค่กิจกรรมบริเวณทะเลจีนใต้ที่กลายเป็นข้อพิพาทเท่านั้น

ไม่กี่ปีมานี้ จีนยังขยายการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติไปในทะเลจีนตะวันออก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นระบุพบสิ่งปลูกสร้าง 16 แห่ง บริเวณเส้นพรมแดนระหว่างจีน-ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเชื่อว่าการปักปันเขตแดนทะเลของจีนควรทำบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันทางภูมิศาสตร์ และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่จีนกำลังพัฒนาแบบฝ่ายเดียวโดยละเลยหลักปฏิบัตินี้

พร้อมเรียกร้องให้หยุดการกระทำฝ่ายเดียวและหันมาเจรจาตามข้อตกลง มิถุนายน 2008 ในการร่วมมือทวิภาคีเพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ

นักวิเคราะห์มองพฤติกรรมของจีนในการขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ กระทำบนฐานคิดการปรารถนาสร้างความยิ่งใหญ่ อันสื่อถึงประวัติศาสตร์จีน 2 พันปีที่ภาคภูมิในฐานะเป็นศูนย์กลางของโลก

และจีนเองก็ใช้ข้ออ้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ เข้าไปกุมพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทะเลจีนใต้

จนมีการเรียกสิ่งที่จีนกระทำว่าเป็น “โรคอาณาจักรกลาง” โดยมองจีนสร้างความยิ่งใหญ่พร้อมกับกำลังบ่อนทำลายสถาบันทางการเมืองระหว่างประเทศและละเลยหลักปฏิบัติระหว่างประเทศหลายอย่าง เพื่อมุ่งมั่นเป็นเจ้าอำนาจโลก ประเด็นอื้อฉาวที่จีนเผชิญอย่างละเมิดสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ชาวทิเบต จนมาชาวอุยกูร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จีนไม่สนใจหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยอ้างเรื่องกิจการภายในที่ต่างชาติไม่ควรแทรกแซง

หรือเรื่องโควิด-19 ที่ทีมสืบสวนนานาชาติที่ต้องการหาต้นกำเนิดการระบาดที่เกิดขึ้นในจีนเป็นที่แรกก็กลับเจอแต่ข้อจำกัด

แต่จีนก็ตอบโต้ข้อกล่าวหาและชี้แจงผ่านสื่อของตัวเองว่าจีนไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้ พร้อมตอบโต้กลับแบบดุดันว่า ต่างชาติกำลังรวมตัวต่อต้าน กลั่นแกล้งจีนสารพัด

 

และประเด็นพิพาททะเลจีนใต้ที่ยังคงไม่มีข้อยุตินี้ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่พูดถึง…แบบอ้อมๆ ในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ และหลีเคอเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเข้าร่วมประชุมออนไลน์กับผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน

ในเวทีประชุมสุดยอดทั้งอาเซียน-จีน และอาเซียน-สหรัฐ ผู้นำชาติมหาอำนาจต่างเสนอสร้างความร่วมมือกับชาติอาเซียน ทั้งการเสนอเงินช่วยเหลือ ข้อตกลงสร้างความร่วมมือ โดยจีนต้องการรยกระดับให้ใกล้ชิดมากขึ้นด้วยหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และชวนให้ชาติอาเซียนเป็นสมาชิกภาวรขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้

หลีเคอเฉียง กล่าวว่า การรักษาสันติภาพ ความมั่นคง เสรีภาพในการเดินเรือ และการบินในทะเลจีนใต้นั้นเป็นที่สนใจของทุกคน เพราะ “ทะเลจีนใต้คือบ้านของเราทุกคน”

สิงคโปร์และมาเลเซียสนับสนุนแนวคิดนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกชาติอาเซียน ฝั่งไทยได้แสดงท่าทีว่า หลักปฏิบัติในทะเลจีนใต้ที่มีขึ้นนั้น ต้องรับประกัน “ประสิทธิผล เนื้อหาสาระ และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ” ก่อนกระชับความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับรัฐบาลจีน

ขณะที่สหรัฐ ไบเดนประกาศจุดยืนต่ออาเซียนในการปกป้องเสรีภาพทางทะเลและประชาธิปไตยบนน่านน้ำทะเลจีนใต้

“ความร่วมมือของเราเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งเป็นรากฐานของการรักษาความปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของเรามานานหลายทศวรรษ” ไบเดนกล่าว และว่า สหรัฐอเมริกาสนับสนุนอย่างยิ่งต่อแนวโน้มอาเซียนและอินโดแปซิฟิก ตามกฎเกณฑ์ของอินโด-แปซิฟิก และระเบียบของภูมิภาค

ประเด็นทะเลจีนใต้ แทนที่จะสามารถคุยกันเพื่อหาทางออก กลับเป็นประเด็นของการสร้างพันธมิตรของจีนและสหรัฐบนน่านน้ำทะเลจีนใต้

แต่กระนั้น สิ่งที่ 2 มหาอำนาจแสดงกับอาเซียน ทำให้เห็นลักษณะเฉพาะคือ จีนแถลงบนวิธีคิดความสัมพันธ์อำนาจ-ผลประโยชน์แบบฉันพี่น้องในครอบครัวแบบจีน ขณะที่สหรัฐยึดบนกฎเกณฑ์สากล ที่ทุกชาติได้ผลประโยชน์ร่วมกันในเชิงหลักการ

 

ข้อพิพาททะลจีนใต้อาจไม่มีข้อยุติสำหรับตอนนี้ แถมแนวโน้มน่ากังวลกำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะท่าทีจีนต่อไต้หวัน จนส่งผลสะเทือนต่อทะเลจีนใต้ การเกิด AUKUS ทำให้ผู้นำอินโดนีเซียหวั่นเกิดการแข่งขันทางอาวุธขึ้นในภูมิภาคนี้

สิ่งนี้ สมาชิกส่วนใหญ่ของอาเซียนปฏิเสธการเลือกข้างไม่ว่าสหรัฐหรือจีน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับทั้งสองประเทศ ในขณะเดียวกันก็รับรองเสรีภาพในการเดินเรือ รวมทั้งในช่องแคบไต้หวันด้วย

ทั้งนี้ วอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานคำสัมภาษณ์ของลูฮูต ปานจัยทัน รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการการเดินเรือและการลงทุนของอินโดนีเซีย ที่สรุปข้อพิพาททะเลจีนใต้กับการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐกับจีนว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นมีประโยชน์อย่างไร? ใครได้ผลประโยชน์?

“ไม่มีใครได้ทั้งนั้น แค่โควิดก็สร้างปัญหาให้มากพอแล้ว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...