โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เกษตรกรอ่างทอง ปลดหนี้ 10 ล้าน ใน 2 ปี ด้วยเทคโนโลยี เลี้ยงปลาช่อนแบบครบวงจร

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 29 ธ.ค. 2564 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 21.00 น.

กลุ่มสหกรณ์ประมงและการแปรรูปอ่างทอง ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีสมาชิกซึ่งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนและแปรรูปปลาช่อนจำนวน 50 ราย มีบ่อเลี้ยงปลา 94 บ่อ ผลิตปลาช่อนได้ประมาณ 1,500,000 กิโลกรัมต่อปี สามารถขายปลาได้ในราคา 120-180 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตมีค่าเท่ากับ 63 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีกำไรประมาณ 2-3 เท่าของต้นทุนการผลิต 

ปี 2561 มีปลาช่อนราคาถูกจากประเทศกัมพูชาเข้ามาขายในไทย ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบปัญหาราคาปลาตกต่ำ จากเดิมที่เคยขายได้หลักร้อย เหลือแค่ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สินก้อนโต ตั้งแต่หลักแสนถึงหลักสิบล้านบาท

มทร.สุวรรณภูมิ ร่วมแก้ไขปัญหา                 

คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ภายใต้การนำของ รศ.ดร.เจษฎา อิสเหาะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปรากฏว่า สามารถช่วยให้เกษตรกรผลิตปลาช่อนต่อปีได้มากขึ้นถึง 550,000 กิโลกรัม เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาช่อนอบแห้งปลาช่อนร้าปลอดภัย การพัฒนาฉลาก ตราสินค้า และบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตปลาช่อน พร้อมออกแบบและพัฒนาเครื่องอบปลาช่อนระบบปั๊มความร้อนประหยัดพลังงาน (Heat Pump Dyer) สำหรับชุมชน

ขณะเดียวกัน สามารถยกระดับการผลิตและรักษามาตรฐานการผลิต GAP ได้ 100% อย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานปรับปรุงสถานที่ผลิตอาหาร มาตรฐาน GMP ที่สำคัญ โครงการนี้สามารถช่วยปลดหนี้ให้กับเกษตรกรได้มากกว่า 10 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี และเกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใหม่ขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน จ.เจริญ วิเศษฟาร์ม บ้านห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

เทคนิคอนุบาลชำลูกปลาช่อน

ในกระชังบ่อดิน ระบบปิด

กลุ่มวิสาหกิจชุมชน จ.เจริญ วิเศษฟาร์ม ได้เรียนรู้เทคนิคการอนุบาลชำลูกปลาช่อนในกระชังบ่อดิน ในระบบปิด โดยนำลูกปลาขนาด 1 นิ้ว (ต้นทุนตัวละ 1 บาท) มาอนุบาลในกระชัง (ที่มีเนื้อกระชังนิ่ม) ประมาณ 2 เดือน สามารถเพิ่มอัตราการรอดตายในระยะเริ่มต้นเพิ่มขึ้น 20% ลดปัญหาปลาดาบ (หัวโต ตัวลีบ แก้มตอบ) ที่ทำให้ถูกพ่อค้ากดราคาจากเดิมเหลือเพียง 2.5% รวมต้นทุนการผลิตตลอดการเลี้ยง 2 บาทต่อตัว

เมื่อเปรียบเทียบกับการอนุบาลชำลูกปลาแบบเดิม (ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงโดยตรงภายในบ่อดิน) โดยใช้ลูกปลาขนาด 3 นิ้ว ต้นทุนตัวละ 3 บาทแล้ว พบว่า เทคนิคใหม่สามารถลดต้นทุนการผลิตด้านลูกพันธุ์ได้ 33% เหลือแค่ตัวละ 2 บาทเท่านั้น ดังนั้น หากเกษตรกรเคยใช้ลูกปลาในการผลิตปีละ 2,200,000 ตัว เท่ากับวิธีนี้ ช่วยลดต้นทุนค่าลูกพันธุ์ได้ 2,200,000 บาทต่อปี

ข้อดีของการเลี้ยงปลาช่อนในกระชังที่แขวนในบ่อดิน สามารถช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานการจ้างเหมาคนจับปลาขายให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งโดยปกติในการเลี้ยงปลาช่อน การจับปลาช่อนขายจะไม่จับขายแบบคว่ำบ่อครั้งเดียวเหมือนกับสัตว์น้ำอื่นๆ นิยมทยอยจับตามความต้องการของพ่อค้าประมาณ 3 ครั้ง โดยครั้งแรก จับปลาไซซ์ปลาเค็ม (4-5 ตัวต่อกิโลกรัม) ครั้งที่ 2 จับปลาไซซ์ปลาย่าง (2-3 ตัวต่อกิโลกรัม) ครั้งที่ 3 จับปลาไซซ์ปลาโบ้ (ขนาดมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อตัว) ซึ่งการจับแต่ละครั้งต้องเสียค่าแรงงานประมาณ 9,000-10,000 บาทต่อครั้ง จับ 3 ครั้งก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 บาท

การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถลดต้นทุนการจ้างเหมาคนจับได้ เพราะเกษตรกรสามารถช่วยกันยกกระชังขึ้นจากบ่อได้เอง โดยไม่ลำบาก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 30,000 บาทต่อบ่อต่อรุ่น เมื่อคิดต่อรุ่นในปีนี้มี 22 บ่อ มีค่าเท่ากับ 660,000 บาทต่อกลุ่มต่อรุ่น

เพิ่มออกซิเจนให้ปลา โดยใช้เครื่องตีน้ำ

ในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อว่าปลาช่อนเป็นปลาที่อดทน สามารถอยู่ในแหล่งน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำค่อนข้างต่ำได้ดีกว่าปลาชนิดอื่นๆ เพราะปลาช่อนมีอวัยวะช่วยหายใจ จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องตีน้ำภายในบ่อเลี้ยงปลา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชน จ.เจริญ วิเศษฟาร์ม หันมาเลี้ยงปลาช่อนในกระชังที่แขวนในบ่อดินที่ติดตั้งเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen; DO) ภายในบ่อแล้ว การใช้เครื่องตีน้ำจะทำให้เกิดกระแสน้ำภายในบ่อ ทำให้ปลาได้ออกกำลังกาย มีกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น เนื้อแน่น สามารถลดปริมาณไขมันในตัว คุณภาพเนื้อที่ได้ไม่ต่างจากปลาเขมร ซึ่งปลาเขมรจะเป็นปลาที่เลี้ยงในกระชังแม่น้ำเป็นหลัก

ซึ่งทางหลักทางวิชาการพบว่า ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) มีผลต่ออัตราการกินอาหารของสัตว์น้ำเป็นอย่างยิ่ง โดยพบว่าเมื่อ DO มีค่าต่ำกว่า 3.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จะทำให้ปลาไม่กินอาหารหรือกินอาหารได้ลดลงเพราะระบบการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

โดยทั่วไป เกษตรกรมักให้อาหารปลาวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า-เย็น เกษตรกรมักให้อาหารปลาช่วงเช้าประมาณ 06.00 น. ก่อนออกไปทำนา ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวไม่เหมาะสมเพราะปลาไม่กินอาหาร แล้วยังส่งผลเสียต่อเกษตรกรมาก เพราะสูญเสียต้นทุนการผลิตโดยเปล่าประโยชน์ และอาหารปลากลายเป็นขยะ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำภายในบ่อ น้ำเกิดสีเขียวเข้มอย่างรวดเร็วเนื่องจากการบลูมของแพลงตอนพืช ทำให้น้ำเน่าเสีย มีกลิ่นเหม็น ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ให้อาหาร 2 มื้อใน 1 วัน แต่ปลากินอาหารแค่มื้อเดียว ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลา ต้องใช้ระยะเวลาการเลี้ยงยืดยาวกว่าที่ควรจะเป็น

คณะวิจัย มทร.สุวรรณภูมิ ตรวจวัดค่า DO ในช่วงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ประมาณ 06.00-08.30 น. ค่า DO ที่ตรวจวัดได้มีค่าเป็น 0 และจะมีค่าค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสง เนื่องจากเริ่มมีการสังเคราะห์แสงของแพลงตอนพืชภายในบ่อ และค่า DO จะเริ่มมีค่ามากกว่า 3.0 มิลลิกรัมต่อลิตร หลังเวลา 08.30 น.ไปแล้ว ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรจึงหันมาเริ่มให้อาหารปลามื้อแรกประมาณ 08.30 น. ของทุกวัน

ใช้แอปพลิเคชั่นให้อาหารปลา

นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรยังได้ใช้แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ที่ มทร.สุวรรณภูมิ เป็นผู้พัฒนา เพื่อประเมินหาอัตราการให้อาหารที่เหมาะสมต่อวัน ให้เหมาะสมกับขนาดของปลาที่เลี้ยงและจำนวนปลาที่มีอยู่ในบ่อหรือที่มีอยู่ในกระชัง ประเมินปริมาณการให้อาหารต่อวันลง พบว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตค่าอาหารได้ประมาณ 27.41% (โดยปกติต้นทุนในการเลี้ยงปลาช่อน ต้นทุนค่าอาหารจะมีค่าประมาณ 60-80%)

ต้นแบบเลี้ยงปลาในกระชังแขวน

นอกจากเกษตรกรติดตั้งเครื่องตีน้ำภายในบ่อแล้ว ส่วนนอกกระชังภายในบ่อ ยังปล่อยตระกูลปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ลงไปในบ่อ เพื่อให้ปลากินแพลงตอนพืชและเศษสารอาหารต่างๆ สามารถควบคุมแพลงตอนพืชภายในบ่อได้ สีน้ำไม่เขียวเข้ม น้ำไม่เน่าเหม็น และนำผักตบชวามาใส่ในบ่อ โดยกั้นพื้นที่ไว้ตรงตำแหน่งหัวบ่อและท้ายบ่อ ประมาณ 10% ของพื้นที่บ่อทั้งหมด วิธีนี้ช่วยลดปริมาณแอมโมเนียภายในบ่อได้ 40% และผักตบชวายังเป็นอาหารให้กับปลากินพืชที่ปล่อยนอกกระชังได้อีกด้วย

คณะวิจัย มทร.สุวรรณภูมิ ยังแนะนำให้กลุ่มเกษตรกรบำบัดน้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงปลาช่อนด้วยเทคนิควิธีการถ่ายน้ำและการตกตะกอน ก่อนระบายสู่ภายนอกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้ง โดยเกษตรกรวางท่อสูบน้ำ โดยดึงหัวกะโหลกของท่อสูบน้ำให้สูงกว่าพื้นก้นบ่อ โดยเริ่มต้นให้หัวกะโหลกอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำ 50 เซนติเมตร แล้วเปิดเครื่องสูบน้ำระบายน้ำทิ้งได้เลย พบว่าน้ำในระดับนี้จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งทุกตัว ไม่ว่าค่า BOD, TN, TP, TAN และค่า TSS เมื่อนำน้ำในระดับดังกล่าวมาทำการตกตะกอน เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง สุดท้ายก็จะเหลือเลนก้นบ่อ สามารถนำไปผสมกับปุ๋ยหมักและปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อปรับมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรต่อไป

แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

เดิมทางกลุ่มเกษตรในชุมชนแห่งนี้มีผลผลิตปลาช่อนต่อปี ประมาณ 1,500,000 กิโลกรัม ขายในรูปปลาสด 99% และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาช่อนแดดเดียว 1% ประมาณ 15,000 กิโลกรัม ในลักษณะแบบตากแดด จากจำนวนผลผลิต 15,000 กิโลกรัม คณะวิจัย มทร.สุวรรณภูมิ แนะนำให้ทางกลุ่มปรับกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลาช่อนแดดเดียว โดยใช้เครื่องอบลมร้อนประหยัดพลังงาน และมีบรรจุภัณฑ์ที่ถูกหลักอนามัย และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเดิม สามารถขายปลาช่อนแดดเดียวได้ราคาประมาณ 200-240 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ยประมาณ 220 บาทต่อกิโลกรัม

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลด้านการเลี้ยงปลาช่อนเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.เจษฎา อิสเหาะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง โทรศัพท์ 089-113-4991 หรือด้านการแปรรูป อาจารย์จันทร์เพ็ญ บุตรใส อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โทรศัพท์ 085-900-6169 สนใจดูงานหรือสั่งซื้อสินค้า ติดต่อ วิสาหกิจชุมชน จ.เจริญ วิเศษฟาร์ม โทรศัพท์ 094-178-8833

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...