เทคโนโลยีการผลิต ต้นกล้าพลูคาวปลอดโรค
พืชสมุนไพรที่มาแรงควบคู่กับสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในปัจจุบันนี้ก็คือ สมุนไพรพลูคาว กลิ่นของพืชพลูคาวมีกลิ่นแรงยิ่งกว่าคาวปลา คนภาคเหนือชอบนำมารับประทานเป็นผักเคียงกับลาบทางภาคเหนือ ซึ่งปรุงรสต่างจากลาบภาคกลางหรือภาคอีสาน ลาบทางภาคเหนือมีกลิ่นเครื่องเทศค่อนข้างแรง จึงชอบรับประทานกับผักพลูคาว
พลูคาว มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นแตกต่างกันไป ได้แก่ ผักก้านตอง ผักคาวปลา ผักคาวตอง หรือเข้าตอง ผักคาวทอง ฮือชอเช่า หรือหื้อแชเช่า เป็นต้น พลูคาวเป็นพืชล้มลุกมีอายุได้หลายปี มีกลิ่นคล้ายคาวปลา ลำต้นสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร มีลักษณะกลม สีเขียวหรือแดง ใบ เป็นใบเดี่ยวคล้ายรูปหัวใจ
พลูคาวเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา มักเจริญเติบโตได้ในสภาพที่มีความชื้นสูงและบริเวณที่ได้รับแสงแดดไม่มากนัก เจริญเติบโตได้ในดินร่วนจนถึงดินทราย สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหน่อและการปักชำ
คุณวรารัตน์ ศรีประพัฒน์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พลูคาว มีสรรพคุณในตำรับยาสมุนไพรแผนโบราณ หลายประเทศนิยมนำมาใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆ เช่น ประเทศจีน มีการใช้สมุนไพรพลูคาวในการรักษาโรคกลาก เกลื้อน รักษาโรคไข้มาเลเรีย โรคลมแดด โรคปอดอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และสำไส้ เป็นต้น ประเทศญี่ปุ่น นำพลูคาวมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย แกรมบวกกลุ่มที่สร้างสปอร์ ประเทศเกาหลี ใช้สมุนไพรพลูคาวรักษาอาการไอ สิว กลาก เกลื้อน เริม ตกขาว มดลูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ เป็นต้น ประเทศอินเดีย ใช้พลูคาวรักษาทำให้ช่วยให้สดชื่น ช่วยให้หลับสบาย และรักษาโรคหัวใจ
สำหรับประเทศไทย ใช้พลูคาวเป็นสารต้านมะเร็ง รักษาโรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน และใช้เป็นยาต้านการอักเสบ นอกจากใช้พลูคาวเป็นยาแล้วในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลียังนำมาใช้เป็นอาหารและเครื่องสำอาง โดยใช้สมุนไพรพลูคาวร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ เป็นเครื่องสำอางป้องกันรักษาริ้วรอยและปรับปรุงสภาพผิวและกำจัดฝ้า นอกจากนี้ สามารถช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน และปรับสภาพน้ำเหลืองในร่างกายให้เกิดความสมดุลอีกด้วย
จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า พลูคาวสามารถลดการเกิดอาการต่างๆ ที่พบในโรคซาริส เช่น ฝีในปอดและปอดบวม เป็นต้น
ซึ่งจากผลงานแสดงให้เห็นว่า สารสกัดของพลูคาวมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นให้มีการเพิ่มจำนวนเซลล์ CD4+ และ CD8+ ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ และยังพบว่าสารสกัดน้ำจากพลูคาว สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ SARS-CoV 3CLPro ที่เป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสโคโรนา ที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส ซึ่งมีลำดับนิวคลีโอไทด์คล้ายคลึงกันของถึง 89.1%
ดังนั้น พลูคาวจึงเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ประเทศจีนเลือกมาใช้ในการป้องกันรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งจะสามารถช่วยลดไข้ ไอ เสมหะ เหนื่อย และอาการหายใจลำบากในผู้ป่วยได้
การผลิตต้นพลูคาวปลอดโรค
เนื่องจากปัจจุบัน ปัญหาสำคัญที่มีผลต่อมูลค่าของผลผลิตสมุนไพรพลูคาว คือการรบกวนของโรค โรคสำคัญที่พบในพลูคาวคือ โรคใบจุด และโรคต้นกล้าแห้งจากเชื้อรา (Selerotium rolfsii) การสะสมโรคในต้นพันธุ์พลูคาว ทำให้พืชมีความอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ทำให้ได้ผลผลิตน้อย จึงมีการผลิตพลูคาว มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีการปนเปื้อนสารเคมีจากการป้องกันกำจัดโรค
“พลูคาวก็เหมือนพืชผักอื่นๆ ที่มีทั้งโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวน ผู้ปลูกอาจจะใช้สารเคมีป้องกันกำจัด โดยเฉพาะการปลูกในภาคอุตสาหกรรม จึงจำเป็นจะต้องพัฒนากระบวนการผลิตสมุนไพรพลูคาวให้ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ และมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยกับผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดสูง”
ศึกษาพัฒนา การผลิตสมุนไพรปลอดโรค
เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช การประยุกต์ใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการผลิตพืชและสารสำคัญจากพืช ซึ่งจะทำให้การผลิตสารสำคัญสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนการผลิตสารจากการเพาะปลูกพืชตามธรรมชาติ
ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสมุนไพรพลูคาว
คัดเลือกต้นพลูคาวที่มีความสมบูรณ์ปราศจากโรคและศัตรูพืชที่มีอายุ 6 เดือน จากนั้นตัดชิ้นส่วนบริเวณปลายยอดและข้อออกมาจากกระถางเพาะเลี้ยงแล้วนำชิ้นส่วนพืชที่ตัดได้มาล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง ตัดในส่วนเกินออก แล้วนำมาล้างทำความสะอาดเอาเศษดินที่ติดมาด้วยน้ำยาล้างจานจำนวน 1 ครั้ง และล้างน้ำไหลผ่าน 15 นาที จากนั้นนำชิ้นส่วนมาตัดเป็นท่อนสั้นๆ ทำความสะอาดชิ้นส่วนและยอดพลูคาวด้วยแอลกอฮอล์ 95% เป็นเวลา 1 นาที
ต่อจากนั้นนำไปฟอกฆ่าเชื้อต่อด้วยสารฟอกฆ่าเชื้อหรือไฮเตอร์ 15% เป็นเวลา 15 นาที และไฮเตอร์ 5% อีก 5 นาที เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดนำชิ้นส่วนไปล้างน้ำด้วยน้ำที่ผ่านการนิ่งฆ่าเชื้อ 3 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที ตัดชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่ตายออก แล้วตัดชิ้นส่วนข้อให้ได้ความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร แล้วนำไปเลี้ยงบนสูตรอาหาร MS ซึ่งเป็นอาหารทั่วไปที่ใช้ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่ปราศจากสารควบคุมการเจริญเติบโตเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ แล้วทำการชักนำต้นพลูคาวให้เกิดยอดจำนวนมากเพื่อการเพิ่มปริมาณพืชจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยนำต้นพลูคาวที่อยู่ในสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อบนอาหารสูตร MS อายุประมาณ 2 เดือน มาเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติมน้ำตาลซูโครส 30 กรัมต่อลิตร ผงวุ้น 2.5 กรัมต่อลิตร และสารควบคุมการเจริญเติบโตชนิด BA ที่ระดับความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเพาะเลี้ยงในสภาพที่มีแสง 16 ชั่วโมงต่อวัน ที่อุณหภูมิ 25 ± 2 องศาเซลเซียส
จากนั้นย้ายต้นกล้าไปปลูกในโรงเรือนเพาะชำ ปลูกในกระถางขนาด 8 นิ้ว วัสดุปลูกมีดินแกลบ กาบมะพร้าว อัตราส่วน 1 : 1 : 1 ควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อลดการสูญเสีย
คุณวรารัตน์ กล่าวว่า เราจะอนุบาลไว้ในกระถางที่คลุมด้วยพลาสติกเป็นเวลา 2-3 วัน รดน้ำวันละครั้ง ควบคุมความเข้มแสง โดยการใช้ตายข่ายพรางแสงสูงในช่วง 3-4 วันแรก เพื่อลดการสังเคราะห์แสงและลดการเปิดปิดของปากใบที่ทำให้เกิดการคายน้ำในต้นกล้า
จากนั้นจึงลดการพรางแสงลงตามความเหมาะสม เพื่อให้ต้นอ่อนพลูคาวได้รับแสงมากขึ้น หลังจากการปรับสภาพพืชเป็นระยะเวลา 1-3 สัปดาห์ แล้วย้ายไปยังระบบปลูกต่อไป
การเพาะเลี้ยงพลูคาวในระบบไฮโดรโปนิกส์
เนื่องจากพลูคาวมีสารพฤกษเคมี ได้แก่ ฟลาโวนอยด์ สเตอรอยด์ แอลตารอยด์ กรดอินทรีย์ กรดไขมัน น้ำมันหอมระเหย และกรดอะมิโน
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปริมาณสารพฤกษ์เคมีหรือสารสำคัญในพืช มักผันแปรไปตามสภาพแวดล้อมหรือพื้นที่เพาะปลูก ปัญหาสำคัญในภาคการผลิตที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมุนไพร เนื่องจากปัจจุบันมีการผลิตสมุนไพรในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมีการปลูกสมุนไพรพลูคาวเป็นจำนวนมากและปลูกเป็นแปลงใหญ่
เกษตรกรหรือผู้ปลูกสมุนไพรพลูคาว ส่วนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจกระบวนการปลูกพลูคาวที่เหมาะสม ทำให้ผลผลิตที่มีคุณภาพไม่ตรงตามที่ตลาดต้องการ
คุณวรารัตน์ กล่าวว่า ทางสำนักพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการทดสอบปลูกต้นพลูคาวปลอดเชื้อในระบบที่ไม่ใช้ดิน ที่เรียกว่า ระบบไฮโดรโปนิกส์ พบว่า การปลูกในระบบนี้จะทำให้สามารถจัดการปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำ แสง ธาตุอาหาร และอุณหภูมิให้แก่พืชได้อย่างเหมาะสม ต้นพลูคาวสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และคุณภาพ ปราศจากโรค ทำให้สามารถผลิตพลูคาวได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งยังทำให้การใช้น้ำและปุ๋ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนำต้นพลูคาวปลอดโรคที่มีรากสมบูรณ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปรับสภาพเป็นระยะเวลา 3-7 วัน จากนั้นนำต้นพลูคาวไปวางในแผ่นฟองน้ำขนาด 1×1 นิ้ว ที่ตัดตรงกลางเป็นกากบาท โดยให้รากทะลุลงไป พรมน้ำให้ชุ่ม แล้วนำไปวางลงในหลุมสำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ผสมสารละลายปุ๋ยเอาไว้ โดยให้รากจุ่มน้ำพอดี ซึ่งพลูคาวสามารถเจริญเติบโตในปุ๋ย A-B อัตราส่วนผสมคือ 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร หมั่นดูแล เติมน้ำให้ได้ระดับพอดีกับราก และวางไว้ในที่มีแสงและอากาศถ่ายเท จนกระทั่งพลูคาวเติบโตในที่สุด
“การปลูกพลูคาวระบบไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปลูกพลูคาวอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถควบคุมคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสมุนไพรพลูคาวในเชิงพาณิชย์ต่อไป”
หากสนใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพสมุนไพรพลูคาว หรือต้องการต้นพลูคาวปลอดโรค สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทร. 02-904-6885 ต่อ 213