ครป.ร้องนายกฯเอาผิดวินัย-อาญา ‘นพ.สรณ’ และรักษาการเลขาธิการ กสทช.
ภาคประชาชนเรียกร้องนายกฯ และกสทช.ที่เหลือ ดำเนินคดีอาญาและความผิดทางวินัยต่อ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์ รักษาการเลขาธิการ กสทช. และพวก จงใจฝ่าฝีนกฎหมาย ขัดขวางการประชุมกสทช. สร้างความเสียหายแก่กิจการของรัฐ และผลประโยชน์ประชาชน
25 ตุลาคม 2569 - นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และรองประธาน ครป. ระบุว่า ถ้อยแถลงของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 69 นั้นชัดเจนว่า มีการสั่งการให้สำนักงาน กสทช.ขัดขวางการประชุมและไม่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะบอกเองว่า การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ของกรรมการ กสทช. 6 ท่าน สำนักงาน กสทช. ได้รับทราบว่ามีการสั่งการจากที่ประชุมให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. เข้าร่วมทำหน้าที่ในที่ประชุม หรือให้เข้าชี้แจงข้อมูล โดยไม่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน กสทช.
ดังนั้น การที่รักษาการเลขาธิการ กสทช.ไม่มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปอำนวยการประชุม ทั้งยังสั่งประชุมซ้อนโดยไม่มีการประชุมจริง ถือว่าชัดขวางและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย มีความผิด 157 และคดีทุจริตอื่นในเรื่องผลประโยชน์อำนาจทับซ้อนที่จะถูกร้องต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ใน กสทช.ทั้งหมด ควรเลิกสนับสนุนรักษาการเลขาธิการ กสทช.ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบได้แล้ว และจริงๆ ไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น เพราะถูกแต่งตั้งเป็นรักษาการเลขาธิการโดยไม่ชอบแต่แรก
ทั้งนี้ ตนเห็นว่า คณะกรรมการ กสทช.ที่เหลือทั้ง 6 คน ควรประชุมเลือกประธาน กสทช.ตัวจริงทันที ตามที่มาตรา 20 วรรคห้า บัญญัติไว้ และตามที่รักษาการเลขาธิการแจ้งไว้ว่าสำนักงานยังไม่ได้รับแจ้งผลการประชุมจาก กสทช. เพื่อแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการส่งเรื่องโปรดเกล้าต่อไป เพราะหากสำนักงาน กสทช.ขัดขวางการดำเนินการก็จะมีความผิดไปด้วย
การแถลงของรักษาการเลขาธิการ กสทช.มีความผิดสำเร็จอย่างชัดเจน เพราะไม่ดำเนินการรับเอกสารผลการประชุมจากที่ประชุม กสทช. แต่อ้างว่า ได้ทราบความคืบหน้าผ่านการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยยังไม่ได้รับรายงานการประชุม หรือมติที่ประชุมที่นำส่งมาเป็นหนังสือแต่อย่างใด ที่คือการยอมรับผิดของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ต่อสาธารณะ
ขณะนี้เครือข่ายภาคประชาชนมีความเห็นให้นายกรัฐมนตรี และ กสทช. ดำเนินคดีอาญาและความผิดทางวินัยต่ออดีตประธาน กสทช.และรักษาการเลขาธิการสำนักงาน กสทช.กับพวก ตามกฎหมาย โดยมีเหตุผล เนื่องด้วยคณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีคำวินิจฉัยโดยมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. คำวินิจฉัยถือเป็นที่สุดและถือเป็นคำสั่งทางปกครอง มีผลบังคับทันที แต่ทั้งสองยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แม้ต่อมา นพ.สรณฯ จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่ง แต่ศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งให้ยกฟ้อง โดยวินิจว่าคำสั่งของกรรมการสรรหาฯ
ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งยังแจ้งว่า นพ.สรณ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว และต้องชำระค่าปรับ นอกเหนือจากการคินค่าตอบแทนต่างๆ
แต่ นพ.สรณ และนายไตรรัตน์ ยังกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.มีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงาน กสทช. ตามมาตรา 60 และเป็นเลขานุการของ กสทช. ด้วย เมื่อได้รับข้อเท็จจริงคำวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่งแล้ว กลับจงใจกระทำการฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมาย เมื่อกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่จำนวน 6 คน ได้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงาน กสทช.ดำเนินการจัดให้มีการประชุม กสทช. โดยองค์ประกอบกรรมการ กสทช.เท่าที่เหลืออยู่ แต่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล กับพนักงานเจ้าหน้าที่ กลับจงใจขัดขวางการทำหน้าที่ของ กรรมการ กสทช. และไม่ได้ดำเนินการตามที่ กสทช.แจ้งให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยยังคงร่วมมือและอำนวยความสะดวกให้นพ.สรณ แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและทำหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการ กสทช.ดำเนินการนัดประชุมต่อไป ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จชัดเจน
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายนี้ ทำให้การประชุม กสทช.อื่นไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้การประชุมต้องล่มไปไม่น้อยกว่า 15 ครั้งและยังจงใจกระทำให้การประชุมล่มเกิดขึ้นต่อไปอีก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. มีผลกระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมของชาติ ต้องหยุดชะงักไม่ต่อเนื่อง สร้างความเสียหายแก่กิจการของรัฐ และผลประโยชน์ประชาชน
ความผิดนี้ เป็นการขัดแย้งและฝ่าฝืนกับคำวินิจฉัยและคำสั่งของทั้งคณะกรรมการสรรหา คำพิพากษาของศาลปกครองกลางและคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดด้วย แม้แต่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือด่วนขอให้ชี้แจงการดำเนินงานว่า ทำไมสำนักงานเลขาธิการ กสทช.ยังคงมีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการกสทช.ตามคำสั่งประธาน กสทช. (นพ.สรณ) อยู่ จึงขอเรียกร้องมาให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และคณะกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่จำนวน 6 คนให้ดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดด้วย