คลายปมแก้มลิง กทม. พื้นที่รับน้ำหายจากผังเมือง จี้แจงแผนรองรับน้ำท่วม
กระแสข่าวลือ "ชัชชาติสั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ ร.9" กลับมาเป็นประเด็นร้อน หลังมีการตั้งข้อสังเกตโครงการบึงรับน้ำฝั่งตะวันออก 6 แห่ง ซึ่งเคยผ่านประชาพิจารณ์ และมติ ครม. เห็นชอบหลักการเวนคืน แต่พื้นที่บางส่วนกลับไม่ปรากฏแนวรับน้ำในร่างผังเมืองใหม่ และถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม เขียนบทความแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน โดยระบุว่า ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูล และยุทธศาสตร์สังคม จึงขอให้ถอยออกจากอารมณ์ดราม่า แล้วมาดู"หลักฐานเชิงประจักษ์"
เกิดกระแสข่าวและคลิปไวรัลในโลกออนไลน์ กรณีมีการกล่าวอ้างว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนเกิดการตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำของ กทม.
ประเด็นดังกล่าวมีการหยิบยกข้อมูลจากฐานข้อมูลมติคณะรัฐมนตรี แผนปฏิบัติราชการของสำนักการระบายน้ำ และร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 มาพิจารณาถึงที่มาของโครงการ สถานะพื้นที่ และอำนาจในการตัดสินใจ
โครงการบึงรับน้ำฝั่งตะวันออกมีที่มาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีแนวทางวางระบบคันกั้นน้ำและระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออก เพื่อชะลอน้ำหลากก่อนเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ โดยมีแนวคิดจัดพื้นที่บึงรับน้ำหรือ "แก้มลิง" ใต้แนวคันกั้นน้ำ เพื่อหน่วงน้ำก่อนระบายลงสู่ทะเล
ต่อมา กทม. นำแนวทางดังกล่าวมาศึกษาต่อยอดในเชิงวิศวกรรม ทั้งการกำหนดพื้นที่ การวางแนวเขต และการจัดทำโครงการบึงรับน้ำในหลายพื้นที่ฝั่งตะวันออก
6 โครงการที่ถูกตั้งคำถาม
กลุ่มโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหายไปหรือไม่ปรากฏแนวคุ้มครองในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ เป็นโครงการบึงรับน้ำที่ผ่านการประชาพิจารณ์ในปี 2560 และมติ ครม. ปี 2562 เห็นชอบหลักการเวนคืน รวม 6 แห่ง มีความจุกักเก็บน้ำรวมกว่า 5–6 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้แก่
- บึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอน เขตคันนายาว-คลองสามวา เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ความจุ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ผ่านประชาพิจารณ์ปี 2560 และมติ ครม. ปี 2562 รวมทั้งปรากฏในแผนสำนักการระบายน้ำปี 2565
แต่เมื่อถึงร่างผังเมืองปี 2566 พื้นที่กลับไม่ปรากฏในผังน้ำ ขณะที่ที่ดินเอกชนในแนวศึกษาถูกเปลี่ยนมือเพื่อรอการพัฒนาโครงการจัดสรร - บึงรับน้ำบริเวณคลองบางชัน เขตมีนบุรี เนื้อที่ 39 ไร่ เดิมวางแผนรองรับน้ำพื้นที่มีนบุรี–คลองสามวา แต่พื้นที่ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรร
- บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 1 เขตคลองสามวา เนื้อที่ 127 ไร่ ออกแบบให้เชื่อมกับคลองพระยาสุเรนทร์และคลองสามวา แต่จากความล่าช้าในการเวนคืน พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย
- บึงรับน้ำบริเวณคลองสามวา 2 เขตคลองสามวา ความจุประมาณ 890,000 ลูกบาศก์เมตร
- บึงรับน้ำบริเวณคลองลำหม้อแตก เขตสายไหม-บางเขน
- บึงรับน้ำบริเวณคลองพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา
ไม่ได้มีคำสั่งยกเลิก แต่โครงการค้างท่อ
นายณัฏฐ์ ระบุว่า สำหรับคำถามว่า กทม. สั่ง "ยกเลิก" โครงการหรือไม่นั้น ต้นทางข้อมูลระบุว่า ไม่มีคำสั่งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ พื้นที่รับน้ำบางแห่งไม่ปรากฏในร่างผังเมืองใหม่ ขณะที่การเวนคืนที่ดินยังไม่เกิดขึ้นจริง
โครงการเหล่านี้ค้างกระบวนการมาตั้งแต่ปี 2559-2560 และไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ที่จะเวนคืนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา จึงไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย ที่จะห้ามเจ้าของที่ดินซื้อขายหรือพัฒนาพื้นที่
ขณะที่ฝ่ายบริหาร กทม. ชี้แจงถึงแนวคิดการ"ทบทวนความคุ้มค่า" ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ และวิศวกรรม เนื่องจากราคาที่ดินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และการทำแก้มลิงจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบคลองระบายน้ำหลักอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะสามารถรับและระบายน้ำได้คุ้มค่ากับการลงทุน
จึงเกิดข้อสรุปในเชิงวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการ “เซ็นยกเลิก” โดยตรง แต่เป็นการปล่อยให้โครงการตกไปตามสภาพ จากความล่าช้าต่อเนื่องหลายยุคสมัย ประกอบกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหาร
อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ใคร
นายณัฏฐ์ กล่าวถึงเรื่องอำาจตัดสินใจว่า ในส่วนอำนาจของฝ่ายบริหาร กทม. ผู้ว่าฯ มีบทบาทในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการว่าจะผลักดัน ชะลอ หรือจัดสรรงบประมาณให้โครงการใด รวมถึงการเสนอเรื่องการเวนคืนที่ดิน หากเห็นว่ามีความคุ้มค่า
ส่วนการกำหนดรายละเอียดในร่างผังเมืองรวม และผังระบายน้ำ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านการวางผังเมือง และพัฒนาระบบระบายน้ำของ กทม. ภายใต้ฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม การตราพระราชกฤษฎีกาเวนคืนไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการระดับรัฐบาล ขณะที่ร่างผังเมืองรวมยังต้องผ่านกลไกด้านผังเมืองระดับชาติและประกาศใช้ตามขั้นตอน
โจทย์ใหญ่หลังน้ำท่วม
ประเด็นดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมและความกังวลต่อปริมาณฝนและน้ำหลากที่มีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ หาก กทม. เลือกชะลอหรือไม่เดินหน้าโครงการบึงรับน้ำตามแผนเดิม แล้วจะมีมาตรการใดเข้ามาทดแทนพื้นที่หน่วงน้ำที่หายไป ทั้งระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ทางผันน้ำ หรือโครงสร้างระบายน้ำขนาดใหญ่
นายณัฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า สำหรับพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีศักยภาพรองรับน้ำรวมกว่า 5-6 ล้านลูกบาศก์เมตร หากไม่สามารถเดินหน้าเวนคืนเพื่อจัดทำบึงรับน้ำได้ แผนรองรับน้ำทดแทนจะเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นคำถามที่ กทม. ต้องชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ท่าตะโก เร่งขับเคลื่อนโครงการแก้มลิง 4,000 ไร่
- ‘ยศชนัน’ ดัน 7 โครงการชลประทาน ขอนแก่น 375 ล้าน แก้แล้งซ้ำซาก
- 'รมว.เกษตรฯ' ติดตามอุทกภัยเลย รุกพัฒนาแหล่งน้ำ วางแนวทางช่วยเหลือระยะยาว
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์:https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook:https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg