สหรัฐฯเร่งหาหนทางใหม่ๆ พลิกโฉมกระบวนการสกัดแร่แรร์เอิร์ธ ขณะจีนปิดล็อกองค์ความรู้โนว-ฮาวไว้แน่น
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/us-reinvents-rare-earth-refining-as-china-guards-know-how/)
US reinvents rare earth refining as China guards know-how
by Jeff Pao
23/10/2026
วอชิงตันเร่งหนุนวิธีการต่างๆ หลายหลากในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งพัฒนาขึ้นเองภายในสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะมีสักวิธีหนึ่งที่สามารถทำลายการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญยิ่งประเภทนี้ของปักกิ่ง ซึ่งดำเนินมาหลายทศวรรษ
จากการที่ปักกิ่งยังคงสงวนรักษาเทคโนโลยี, อุปกรณ์, และบุคลากร, ในด้านการสกัดแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) เอาไว้ภายในประเทศ วอชิงตันจึงหันมาเร่งให้เงินทุนแก่พวกบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาหนทางใหม่ๆ ในการแปรรูปแร่ยุทธศาสตร์เหล่านี้ แทนที่จะใช้วิธีลอกเลียนแบบกระบวนการของจีน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับเอเชียไทมส์ว่า บริษัทสกัดแร่ของสหรัฐฯ จะอาศัยนวัตกรรมของตนเองเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านแร่ธาตุสำคัญยิ่งเหล่านี้ พร้อมกันนั้นเธอยังทั้งแสดงความมั่นใจว่าบริษัทอเมริกันจะประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม พวกผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตว่า โครงการบางโครงการของสหรัฐฯ อาจยังคงต้องแบกรับต้นทุนที่แพงในการเรียนรู้วิธีการสกัดแบบดั้งเดิม ซึ่งบริษัทจีนได้ใช้เวลาพัฒนากว่าสองทศวรรษจนมีความเชี่ยวชาญในระดับสูง
ออเดรย์ โรเบิร์ตสัน (Audrey Robertson) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประจำสำนักงานแร่ธาตุสำคัญยิ่งและนวัตกรรมพลังงาน (US Assistant Secretary of Energy at the Office of Critical Minerals and Energy Innovation) กล่าวกับเอเชียไทมส์ ระหว่างงานประชุมระดับสูงด้านโลหะและเหมืองแร่ ที่จัดโดยสื่อไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times Metals & Mining Summit) ที่กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า “ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนานวัตกรรมขึ้นมามากมาย แต่เรากลับไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีการผลิต (manufacturing know-how) ขึ้นมาด้วย”
“เราอาจจะพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา แต่เราไม่ได้ลงมือสร้างโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ต่อจากนี้จะมีการมุ่งเน้นมากขึ้นในการสร้างนวัตกรรมที่เริ่มต้นขึ้นภายในสหรัฐฯ และพัฒนาต่อยอดภายในสหรัฐฯ รวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญยิ่ง ด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯผู้นี้กล่าวต่อ
เธอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่สามารถปิดช่วงห่าง (ที่ยังก้าวไม่ทันจีน) ในห่วงโซ่อุปทานได้ ด้วยการทำสิ่งเดิมๆ เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องค้นหาหนทางแก้ไขใหม่ๆ และวิธีการดำเนินงานในรูปแบบใหม่
ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของวอชิงตัน เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่ปักกิ่งกำลังเพิ่มความเอาจริงเอาจังในการควบคุมแร่แรร์เอิร์ธของตนให้แน่นหนายิ่งขึ้นอีก โดยมีการจำกัดการส่งออกทั้งตัวโลหะแร่ธาตุเหล่านี้ ตลอดจนเทคโนโลยีและบุคลากรที่จำเป็นต่อกระบวนการสกัดแร่ธาตุเหล่านี้
ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2023 ปักกิ่งได้สั่งห้ามการส่งออกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธและการผลิตแม่เหล็กแรร์เอิร์ธ และในเดือนมิถุนายนปีนี้ จีนยังได้ระงับการจัดหาจัดส่งสินค้าประเภท “ใช้งานได้สองทาง” (dual-use items นั่นคือใช้ได้ทั้งด้านพลเรือนและด้านการทหาร) ที่มีต้นทางจากจีน ให้แก่บริษัทผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธของสหรัฐฯ อย่าง เอ็มพี แมตทีเรียลส์ (MP Materials) และ ยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ (USA Rare Earth) อีกด้วย จากนั้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แดนมังกรกระชับเข้มงวดกฎระเบียบการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ซึ่งก็รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านแร่แรร์เอิร์ธ เดินทางออกไปต่างประเทศ
ในส่วนของสหรัฐฯนั้น นับตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการสกัดและแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธ ดังนี้:
**เดือนสิงหาคม 2025 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้มอบเงินทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่โครงการเอลค์ ครีก (Elk Creek) ของบริษัทไนโอคอร์ป (NioCorp) ในรัฐเนแบรสกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลายเป็นเหมืองไนโอเบียม (niobium) แห่งแรกของสหรัฐฯได้ในช่วงปลายปี 2029 โครงการนี้มีแผนจะสร้างโรงงานในพื้นที่เหมืองเพื่อแปรรูปไนโอเบียม, สแกนเดียม (scandium), และไทเทเนียม (titanium) อีกทั้งยังได้ทดสอบการแยกแร่แรร์เอิร์ธออกจากแร่ดิบแล้ว โดย คริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมเหมืองแห่งนี้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026
**ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ได้จัดตั้งสำนักงานแร่ธาตุสำคัญยิ่งและนวัตกรรมพลังงาน (Office of Critical Minerals and Energy Innovation) ขึ้น เพื่อรวบรวมงานวิจัยด้านการทำเหมือง, การแปรรูป, โลหะวิทยา, การรีไซเคิล, แม่เหล็ก, และเซมิคอนดักเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน
**เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน สำนักงานดังกล่าวได้คัดเลือกมหาวิทยาลัย โคโลราโด สคูล ออฟ ไมนส์ (Colorado School of Mines) และบริษัทฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์ (Phoenix Tailings) ให้ได้รับเงินทุนสนับสนุน 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงานสาธิตการสกัดแร่แรร์เอิร์ธจำนวน 2 แห่ง ซึ่งจะเปลี่ยนของเสียจากการทำเหมืองและของเสียจากภาคอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นโลหะแร่แรร์เอิร์ธ
**เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ทางสำนักงานได้เปิดตัวโครงการ PROSPECT (Providing Opportunities for Specialized Education in Critical Technologies โครงการริเริ่มจัดหาโอกาสสำหรับการศึกษาเพื่อความชำนาญพิเศษในเทคโนโลยีแร่ธาตุสำคัญยิ่ง) ด้วยงบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อมุ่งเน้นการฝึกอบรมนักศึกษา
โรเบิร์ตสันกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในเซกเตอร์แร่ธาตุสำคัญยิ่ง โดยโครงการ PROSPECT มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนบัณฑิตสาขาการทำเหมืองและแร่ธาตุให้มากขึ้นเป็น 2 เท่าตัวภายในระยะเวลา 2 ปี
“สหรัฐฯ มีประวัติในการเผชิญกับปัญหาแล้วหาทางแก้ไขได้สำเร็จ เมื่อ 20 ปีก่อน เราเคยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันเรากลับกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของทั้งสองอย่างนี้” เธอกล่าวยกตัวอย่าง “เราไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ด้วยการแข่งขันกับกลุ่มโอเปก (OPEC) แต่ใช้วิธีสร้างนวัตกรรมขึ้นภายในสหรัฐฯ เอง เรากำลังนำแนวทางเดียวกันนี้มาใช้จัดการกับปัญหาด้านแร่ธาตุสำคัญและการแปรรูปแร่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง”
โรเบิร์ตสันไม่ได้ระบุว่าสหรัฐฯ จะใช้วิธีการใหม่อะไรบ้าง แต่ข้อมูลที่เปิดเผยโดยบริษัทต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงการใช้เทคนิคไอออนโครมาโทกราฟีแบบต่อเนื่อง (Continuous Ion Chromatography - CIC) และการแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Separation)
ในประเทศจีน พวกบริษัทสกัดแรร์เอิร์ธ จะนำแร่มาละลายในกรดแก่ (strong acid) จากนั้นผสมสารละลายที่ได้เข้ากับน้ำมันก๊าดและสารเคมีต่าง ๆ เช่น P507 และ P204 แล้วส่งผ่านถังผสมและถังตกตะกอนจำนวนหลายร้อยถัง จากนั้นจะใช้กรดที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นเพื่อแยกธาตุแต่ละชนิดออกมาด้วยการทำให้ตกตะกอน
สำหรับบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใช้เทคนิค CIC จะใช้วิธีละลายแร่ในกรดเช่นกัน จากนั้นจะเจือจางสารละลายด้วยน้ำแล้วส่งผ่านคอลัมน์ที่บรรจุเรซิน ซึ่งธาตุแต่ละชนิดจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถแยกธาตุเหล่านั้นออกมาได้ทีละชนิด ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยเลิกใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีไปเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1950 เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ในปัจจุบันที่ธาตุแรร์เอิร์ธ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “ทองคำชนิดใหม่” ต้นทุนดังกล่าวจึงถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน
ส่วนการแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้านั้น จะนำแร่แรร์เอิร์ธไปละลายในเกลือหลอมเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 700 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป เนื่องจากธาตุแต่ละชนิดจะเปลี่ยนสภาพเป็นโลหะที่ระดับแรงดันไฟฟ้าต่างกันเล็กน้อย จึงสามารถแยกเก็บธาตุแต่ละชนิดออกจากกันได้
ทางด้าน มิเชล แวน โฮอี (Michel Van Hoey) หุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษา แมคคินซีย์ (McKinsey) กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมในการเสวนาเวทีเดียวกันนี้ว่า “ผมคิดว่านวัตกรรมในส่วนนี้จะมีความแตกต่างกันออกไป แม้จะมีเทคโนโลยีหลักบางอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในห่วงโซ่คุณค่าของธาตุแรร์เอิร์ธและแม่เหล็กนั้น นี่เป็นกระบวนการผลิตที่ชาติตะวันตกเคยถ่ายโอนไปให้จีน และปัจจุบันฝ่ายตะวันตกไม่มีเทคโนโลยีนี้หลงเหลืออยู่แล้ว”
เขาเสริมว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาขีดความสามารถในด้านนี้ให้ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นชาติตะวันตกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาตามให้ทันเพื่อลดช่องว่างนี้ หากต้องการที่จะเป็นอิสระจากจีน
ทั้งนี้ พวกผู้สกัดแรร์เอิร์ธในสหรัฐฯ ก็กำลังเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป เป็นต้นว่า
**การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent extraction): เอ็มพี แมตทีเรียลส์ , โครงการเอลค์ ครีก ของ ไนโอคอร์ป, อะคลารา รีซอร์สเซส อิงค์ (Aclara Resources Inc)
**กระบวนการแลกเปลี่ยนไอออนแบบต่อเนื่อง (CIC): รีเอเลเมนต์ เทคโนโลนีส์ (ReElement Technologies), ยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ , โรงงานแห่งใหม่ของ โคโลราโด สคูล ออฟ ไมนส์
**การแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical separation): ฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์
เมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์ ประกาศ [1] แผนการสร้างโรงแยกแร่ที่ใช้ชื่อว่า "Freedom Separation" (โรงแยกแร่เสรีภาพ) ซึ่งเป็นโรงงานแยกธาตุแรร์เอิร์ธมูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งอยู่ในเมืองโรเชสเตอร์ (Rochester) รัฐนิวยอร์ก โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2028 จะสามารถแปรรูปวัตถุดิบกว่า 18,000 ตัน ให้เป็นออกไซด์ของธาตุแรร์เอิร์ธที่ผ่านการแยกแล้วได้มากกว่า 4,400 ตันต่อปี ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งได้รับ [2] เงินกู้แบบมีเงื่อนไขจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากเพนตากอน และเงินทุนให้เปล่าอีก 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ
วิกฤตขาดแคลนอิตเทรียมในญี่ปุ่น
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากมาตรการเข้มงวดการส่งออกแรร์เอิร์ธของแดนมังกร ทั้งนี้ หลังจากที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ถ้าหากจีนโจมตีไต้หวัน มันก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ทางการปักกิ่งก็ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ ห้ามส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร ซึ่งรวมถึงธาตุแรร์เอิร์ธบางชนิด ไปยังผู้ใช้งานในภาคการทหารของญี่ปุ่น
สื่อไฟแนนเชียลไทมส์ ของสหราชอาณาจักร รายงานเมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) [3] ว่า ญี่ปุ่นอาจเผชิญกับภาวะอิตเทรียม (Yttrium) หมดสต็อกภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า และได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ช่วยกดดันให้จีนผ่อนคลายมาตรการจำกัดดังกล่าว
อิตเทรียมเป็นโลหะที่ทนความร้อนสูง ใช้สำหรับเคลือบเครื่องยนต์ไอพ่น และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตชิป โดยห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมของสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นที่มีส่วนประกอบของโลหะชนิดนี้ ราคาของอิตเทรียมออกไซด์ในตลาดนอกประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 179 เท่าภายในระยะเวลา 2 ปี มาอยู่ที่ 1,150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาในประเทศจีนอยู่ที่เพียง 9 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัมเท่านั้น ทั้งนี้ตามข้อมูลของ อาร์กัส (Argus) บริษัทเอกชนชั้นนำระดับโลกที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสาร การประเมินราคา และบทวิเคราะห์อิสระสำหรับตลาดพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และปิโตรเคมี
เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นกล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) [4] ว่า "เป็นความจริงที่การส่งออกอิตเทรียมหยุดชะงักลง ไม่ใช่แค่กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงทั่วโลกด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการและราคาพุ่งสูง"
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทอะคลารา รีซอสเซส ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โทรอนโต, แคนาดา เปิดเผย [5] ว่า โครงการโรงงานแยกธาตุแรร์เอิร์ธแบบหนัก (heavy rare earth) ของบริษัท ที่วางแผนจะก่อสร้างบริเวณท่าเรือวินตัน (Vinton) ในรัฐลุยเซียนา ของสหรัฐฯ จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 494 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดหมายว่าภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2028 จะมีการผลิตออกไซด์ของอิตเทรียม (yttrium oxide) ในปริมาณราว 1,350 ตันต่อปี ควบคู่ไปกับออกไซด์ของนีโอไดเมียม-เพรซีโอไดเมียม (Neodymium-praseodymium หรือ NdPr), ดิสโพรเซียม (dysprosium), เทอร์เบียม (terbium), แกโดลิเนียม (gadolinium), และ ซาแมเรียม (samarium)
บริษัทอะคลารา จะใช้วิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) ขนาดใหญ่ เพื่อแยกสารประกอบคาร์บอเนตของธาตุแรร์เอิร์ธ (rare earth carbonate) ที่ขนส่งมาจากโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในประเทศบราซิลและชิลี ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทจะจัดหาสารสกัดประเภท P507 และ P204 จากประเทศจีน หรือจะเลือกซื้อสารทดแทนที่มีราคาสูงกว่าจากสหรัฐฯและเยอรมนี
เมื่อเอเชียไทมส์สอบถามว่า ยุทธศาสตร์เรื่องแร่ธาตุแรร์เอิร์ธของรัฐบาลสหรัฐฯจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ลอร่า คอนเคล (Laura Konkel) ที่ปรึกษาอาวุโสจากสำนักงานกฎหมาย อะคิน กัมป์ (Akin Gump) กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกโครงการในสหรัฐฯหรอกที่จะประสบความสำเร็จ แต่จากจำนวนดีลที่กำลังทำกันซึ่งมีอยู่มากมาย ประกอบกับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีมากขึ้น โดยในขณะนี้ถือเป็นหน้าที่ของภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาและเป้าหมายที่วางไว้
เชิงอรรถ
[1] https://phoenixtailings.com/press/phoenix-tailings-selects-rochester
[2] https://phoenixtailings.com/press/u-s-department-of-war-helps-launch-an-1b-initiative-with-phoenix-tailings-to-rebuild-americas-rare-earth-industrial-base
[3] https://www.ft.com/content/ebd3244a-9120-4773-b55f-41df77f60c93
[4] https://www.japantimes.co.jp/business/2026/10/22/rare-earth-supply-stall/
[5] https://www.prnewswire.com/news-releases/aclara-completes-basic-engineering-for-its-us-heavy-rare-earths-separation-facility-in-louisiana-302906840.html
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO