โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯเร่งหาหนทางใหม่ๆ พลิกโฉมกระบวนการสกัดแร่แรร์เอิร์ธ ขณะจีนปิดล็อกองค์ความรู้โนว-ฮาวไว้แน่น

Manager Online

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/us-reinvents-rare-earth-refining-as-china-guards-know-how/)

US reinvents rare earth refining as China guards know-how

by Jeff Pao

23/10/2026

วอชิงตันเร่งหนุนวิธีการต่างๆ หลายหลากในการสกัดแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งพัฒนาขึ้นเองภายในสหรัฐฯ โดยหวังว่าจะมีสักวิธีหนึ่งที่สามารถทำลายการผูกขาดแร่ธาตุสำคัญยิ่งประเภทนี้ของปักกิ่ง ซึ่งดำเนินมาหลายทศวรรษ

จากการที่ปักกิ่งยังคงสงวนรักษาเทคโนโลยี, อุปกรณ์, และบุคลากร, ในด้านการสกัดแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) เอาไว้ภายในประเทศ วอชิงตันจึงหันมาเร่งให้เงินทุนแก่พวกบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาหนทางใหม่ๆ ในการแปรรูปแร่ยุทธศาสตร์เหล่านี้ แทนที่จะใช้วิธีลอกเลียนแบบกระบวนการของจีน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวกับเอเชียไทมส์ว่า บริษัทสกัดแร่ของสหรัฐฯ จะอาศัยนวัตกรรมของตนเองเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านแร่ธาตุสำคัญยิ่งเหล่านี้ พร้อมกันนั้นเธอยังทั้งแสดงความมั่นใจว่าบริษัทอเมริกันจะประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม พวกผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมตั้งข้อสังเกตว่า โครงการบางโครงการของสหรัฐฯ อาจยังคงต้องแบกรับต้นทุนที่แพงในการเรียนรู้วิธีการสกัดแบบดั้งเดิม ซึ่งบริษัทจีนได้ใช้เวลาพัฒนากว่าสองทศวรรษจนมีความเชี่ยวชาญในระดับสูง

ออเดรย์ โรเบิร์ตสัน (Audrey Robertson) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประจำสำนักงานแร่ธาตุสำคัญยิ่งและนวัตกรรมพลังงาน (US Assistant Secretary of Energy at the Office of Critical Minerals and Energy Innovation) กล่าวกับเอเชียไทมส์ ระหว่างงานประชุมระดับสูงด้านโลหะและเหมืองแร่ ที่จัดโดยสื่อไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times Metals & Mining Summit) ที่กรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมว่า “ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนานวัตกรรมขึ้นมามากมาย แต่เรากลับไม่ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิธีการผลิต (manufacturing know-how) ขึ้นมาด้วย”

“เราอาจจะพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา แต่เราไม่ได้ลงมือสร้างโรงงานขนาดใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ต่อจากนี้จะมีการมุ่งเน้นมากขึ้นในการสร้างนวัตกรรมที่เริ่มต้นขึ้นภายในสหรัฐฯ และพัฒนาต่อยอดภายในสหรัฐฯ รวมถึงการสร้างขีดความสามารถในการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญยิ่ง ด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯผู้นี้กล่าวต่อ

เธอย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่สามารถปิดช่วงห่าง (ที่ยังก้าวไม่ทันจีน) ในห่วงโซ่อุปทานได้ ด้วยการทำสิ่งเดิมๆ เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องค้นหาหนทางแก้ไขใหม่ๆ และวิธีการดำเนินงานในรูปแบบใหม่

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของวอชิงตัน เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่ปักกิ่งกำลังเพิ่มความเอาจริงเอาจังในการควบคุมแร่แรร์เอิร์ธของตนให้แน่นหนายิ่งขึ้นอีก โดยมีการจำกัดการส่งออกทั้งตัวโลหะแร่ธาตุเหล่านี้ ตลอดจนเทคโนโลยีและบุคลากรที่จำเป็นต่อกระบวนการสกัดแร่ธาตุเหล่านี้

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคม 2023 ปักกิ่งได้สั่งห้ามการส่งออกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธและการผลิตแม่เหล็กแรร์เอิร์ธ และในเดือนมิถุนายนปีนี้ จีนยังได้ระงับการจัดหาจัดส่งสินค้าประเภท “ใช้งานได้สองทาง” (dual-use items นั่นคือใช้ได้ทั้งด้านพลเรือนและด้านการทหาร) ที่มีต้นทางจากจีน ให้แก่บริษัทผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธของสหรัฐฯ อย่าง เอ็มพี แมตทีเรียลส์ (MP Materials) และ ยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ (USA Rare Earth) อีกด้วย จากนั้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แดนมังกรกระชับเข้มงวดกฎระเบียบการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ซึ่งก็รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านแร่แรร์เอิร์ธ เดินทางออกไปต่างประเทศ

ในส่วนของสหรัฐฯนั้น นับตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ดำเนินมาตรการหลายประการเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการสกัดและแปรรูปแร่แรร์เอิร์ธ ดังนี้:

**เดือนสิงหาคม 2025 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้มอบเงินทุนจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่โครงการเอลค์ ครีก (Elk Creek) ของบริษัทไนโอคอร์ป (NioCorp) ในรัฐเนแบรสกา ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลายเป็นเหมืองไนโอเบียม (niobium) แห่งแรกของสหรัฐฯได้ในช่วงปลายปี 2029 โครงการนี้มีแผนจะสร้างโรงงานในพื้นที่เหมืองเพื่อแปรรูปไนโอเบียม, สแกนเดียม (scandium), และไทเทเนียม (titanium) อีกทั้งยังได้ทดสอบการแยกแร่แรร์เอิร์ธออกจากแร่ดิบแล้ว โดย คริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมเหมืองแห่งนี้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026

**ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ได้จัดตั้งสำนักงานแร่ธาตุสำคัญยิ่งและนวัตกรรมพลังงาน (Office of Critical Minerals and Energy Innovation) ขึ้น เพื่อรวบรวมงานวิจัยด้านการทำเหมือง, การแปรรูป, โลหะวิทยา, การรีไซเคิล, แม่เหล็ก, และเซมิคอนดักเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน

**เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน สำนักงานดังกล่าวได้คัดเลือกมหาวิทยาลัย โคโลราโด สคูล ออฟ ไมนส์ (Colorado School of Mines) และบริษัทฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์ (Phoenix Tailings) ให้ได้รับเงินทุนสนับสนุน 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงานสาธิตการสกัดแร่แรร์เอิร์ธจำนวน 2 แห่ง ซึ่งจะเปลี่ยนของเสียจากการทำเหมืองและของเสียจากภาคอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นโลหะแร่แรร์เอิร์ธ

**เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ทางสำนักงานได้เปิดตัวโครงการ PROSPECT (Providing Opportunities for Specialized Education in Critical Technologies โครงการริเริ่มจัดหาโอกาสสำหรับการศึกษาเพื่อความชำนาญพิเศษในเทคโนโลยีแร่ธาตุสำคัญยิ่ง) ด้วยงบประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อมุ่งเน้นการฝึกอบรมนักศึกษา

โรเบิร์ตสันกล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในเซกเตอร์แร่ธาตุสำคัญยิ่ง โดยโครงการ PROSPECT มีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนบัณฑิตสาขาการทำเหมืองและแร่ธาตุให้มากขึ้นเป็น 2 เท่าตัวภายในระยะเวลา 2 ปี

“สหรัฐฯ มีประวัติในการเผชิญกับปัญหาแล้วหาทางแก้ไขได้สำเร็จ เมื่อ 20 ปีก่อน เราเคยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันเรากลับกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของทั้งสองอย่างนี้” เธอกล่าวยกตัวอย่าง “เราไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ด้วยการแข่งขันกับกลุ่มโอเปก (OPEC) แต่ใช้วิธีสร้างนวัตกรรมขึ้นภายในสหรัฐฯ เอง เรากำลังนำแนวทางเดียวกันนี้มาใช้จัดการกับปัญหาด้านแร่ธาตุสำคัญและการแปรรูปแร่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วง”

โรเบิร์ตสันไม่ได้ระบุว่าสหรัฐฯ จะใช้วิธีการใหม่อะไรบ้าง แต่ข้อมูลที่เปิดเผยโดยบริษัทต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงการใช้เทคนิคไอออนโครมาโทกราฟีแบบต่อเนื่อง (Continuous Ion Chromatography - CIC) และการแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Separation)

ในประเทศจีน พวกบริษัทสกัดแรร์เอิร์ธ จะนำแร่มาละลายในกรดแก่ (strong acid) จากนั้นผสมสารละลายที่ได้เข้ากับน้ำมันก๊าดและสารเคมีต่าง ๆ เช่น P507 และ P204 แล้วส่งผ่านถังผสมและถังตกตะกอนจำนวนหลายร้อยถัง จากนั้นจะใช้กรดที่มีความเข้มข้นสูงขึ้นเพื่อแยกธาตุแต่ละชนิดออกมาด้วยการทำให้ตกตะกอน

สำหรับบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใช้เทคนิค CIC จะใช้วิธีละลายแร่ในกรดเช่นกัน จากนั้นจะเจือจางสารละลายด้วยน้ำแล้วส่งผ่านคอลัมน์ที่บรรจุเรซิน ซึ่งธาตุแต่ละชนิดจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถแยกธาตุเหล่านั้นออกมาได้ทีละชนิด ทั้งนี้ สหรัฐฯ เคยเลิกใช้เทคนิคโครมาโทกราฟีไปเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1950 เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ในปัจจุบันที่ธาตุแรร์เอิร์ธ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “ทองคำชนิดใหม่” ต้นทุนดังกล่าวจึงถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน

ส่วนการแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้านั้น จะนำแร่แรร์เอิร์ธไปละลายในเกลือหลอมเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 700 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป เนื่องจากธาตุแต่ละชนิดจะเปลี่ยนสภาพเป็นโลหะที่ระดับแรงดันไฟฟ้าต่างกันเล็กน้อย จึงสามารถแยกเก็บธาตุแต่ละชนิดออกจากกันได้

ทางด้าน มิเชล แวน โฮอี (Michel Van Hoey) หุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษา แมคคินซีย์ (McKinsey) กล่าวให้ความเห็นเพิ่มเติมในการเสวนาเวทีเดียวกันนี้ว่า “ผมคิดว่านวัตกรรมในส่วนนี้จะมีความแตกต่างกันออกไป แม้จะมีเทคโนโลยีหลักบางอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในห่วงโซ่คุณค่าของธาตุแรร์เอิร์ธและแม่เหล็กนั้น นี่เป็นกระบวนการผลิตที่ชาติตะวันตกเคยถ่ายโอนไปให้จีน และปัจจุบันฝ่ายตะวันตกไม่มีเทคโนโลยีนี้หลงเหลืออยู่แล้ว”

เขาเสริมว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาขีดความสามารถในด้านนี้ให้ก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นชาติตะวันตกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาตามให้ทันเพื่อลดช่องว่างนี้ หากต้องการที่จะเป็นอิสระจากจีน

ทั้งนี้ พวกผู้สกัดแรร์เอิร์ธในสหรัฐฯ ก็กำลังเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป เป็นต้นว่า

**การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent extraction): เอ็มพี แมตทีเรียลส์ , โครงการเอลค์ ครีก ของ ไนโอคอร์ป, อะคลารา รีซอร์สเซส อิงค์ (Aclara Resources Inc)

**กระบวนการแลกเปลี่ยนไอออนแบบต่อเนื่อง (CIC): รีเอเลเมนต์ เทคโนโลนีส์ (ReElement Technologies), ยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ , โรงงานแห่งใหม่ของ โคโลราโด สคูล ออฟ ไมนส์

**การแยกด้วยกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical separation): ฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์

เมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) ฟีนิกซ์ เทลลิ่งส์ ประกาศ [1] แผนการสร้างโรงแยกแร่ที่ใช้ชื่อว่า "Freedom Separation" (โรงแยกแร่เสรีภาพ) ซึ่งเป็นโรงงานแยกธาตุแรร์เอิร์ธมูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตั้งอยู่ในเมืองโรเชสเตอร์ (Rochester) รัฐนิวยอร์ก โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2028 จะสามารถแปรรูปวัตถุดิบกว่า 18,000 ตัน ให้เป็นออกไซด์ของธาตุแรร์เอิร์ธที่ผ่านการแยกแล้วได้มากกว่า 4,400 ตันต่อปี ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทเพิ่งได้รับ [2] เงินกู้แบบมีเงื่อนไขจำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากเพนตากอน และเงินทุนให้เปล่าอีก 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ

วิกฤตขาดแคลนอิตเทรียมในญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด จากมาตรการเข้มงวดการส่งออกแรร์เอิร์ธของแดนมังกร ทั้งนี้ หลังจากที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ถ้าหากจีนโจมตีไต้หวัน มันก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น ทางการปักกิ่งก็ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 6 มกราคมปีนี้ ห้ามส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งในทางพลเรือนและทางทหาร ซึ่งรวมถึงธาตุแรร์เอิร์ธบางชนิด ไปยังผู้ใช้งานในภาคการทหารของญี่ปุ่น

สื่อไฟแนนเชียลไทมส์ ของสหราชอาณาจักร รายงานเมื่อวันอังคาร (20 ต.ค.) [3] ว่า ญี่ปุ่นอาจเผชิญกับภาวะอิตเทรียม (Yttrium) หมดสต็อกภายในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า และได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ช่วยกดดันให้จีนผ่อนคลายมาตรการจำกัดดังกล่าว

อิตเทรียมเป็นโลหะที่ทนความร้อนสูง ใช้สำหรับเคลือบเครื่องยนต์ไอพ่น และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตชิป โดยห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมของสหรัฐฯ จำเป็นต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นที่มีส่วนประกอบของโลหะชนิดนี้ ราคาของอิตเทรียมออกไซด์ในตลาดนอกประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 179 เท่าภายในระยะเวลา 2 ปี มาอยู่ที่ 1,150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาในประเทศจีนอยู่ที่เพียง 9 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อกิโลกรัมเท่านั้น ทั้งนี้ตามข้อมูลของ อาร์กัส (Argus) บริษัทเอกชนชั้นนำระดับโลกที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสาร การประเมินราคา และบทวิเคราะห์อิสระสำหรับตลาดพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และปิโตรเคมี

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นกล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) [4] ว่า "เป็นความจริงที่การส่งออกอิตเทรียมหยุดชะงักลง ไม่ใช่แค่กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงทั่วโลกด้วย ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการและราคาพุ่งสูง"

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทอะคลารา รีซอสเซส ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โทรอนโต, แคนาดา เปิดเผย [5] ว่า โครงการโรงงานแยกธาตุแรร์เอิร์ธแบบหนัก (heavy rare earth) ของบริษัท ที่วางแผนจะก่อสร้างบริเวณท่าเรือวินตัน (Vinton) ในรัฐลุยเซียนา ของสหรัฐฯ จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 494 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดหมายว่าภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2028 จะมีการผลิตออกไซด์ของอิตเทรียม (yttrium oxide) ในปริมาณราว 1,350 ตันต่อปี ควบคู่ไปกับออกไซด์ของนีโอไดเมียม-เพรซีโอไดเมียม (Neodymium-praseodymium หรือ NdPr), ดิสโพรเซียม (dysprosium), เทอร์เบียม (terbium), แกโดลิเนียม (gadolinium), และ ซาแมเรียม (samarium)

บริษัทอะคลารา จะใช้วิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย (solvent extraction) ขนาดใหญ่ เพื่อแยกสารประกอบคาร์บอเนตของธาตุแรร์เอิร์ธ (rare earth carbonate) ที่ขนส่งมาจากโครงการต่าง ๆ ของบริษัทในประเทศบราซิลและชิลี ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทจะจัดหาสารสกัดประเภท P507 และ P204 จากประเทศจีน หรือจะเลือกซื้อสารทดแทนที่มีราคาสูงกว่าจากสหรัฐฯและเยอรมนี

เมื่อเอเชียไทมส์สอบถามว่า ยุทธศาสตร์เรื่องแร่ธาตุแรร์เอิร์ธของรัฐบาลสหรัฐฯจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ลอร่า คอนเคล (Laura Konkel) ที่ปรึกษาอาวุโสจากสำนักงานกฎหมาย อะคิน กัมป์ (Akin Gump) กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกโครงการในสหรัฐฯหรอกที่จะประสบความสำเร็จ แต่จากจำนวนดีลที่กำลังทำกันซึ่งมีอยู่มากมาย ประกอบกับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีมากขึ้น โดยในขณะนี้ถือเป็นหน้าที่ของภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาและเป้าหมายที่วางไว้

เชิงอรรถ

[1] https://phoenixtailings.com/press/phoenix-tailings-selects-rochester

[2] https://phoenixtailings.com/press/u-s-department-of-war-helps-launch-an-1b-initiative-with-phoenix-tailings-to-rebuild-americas-rare-earth-industrial-base

[3] https://www.ft.com/content/ebd3244a-9120-4773-b55f-41df77f60c93

[4] https://www.japantimes.co.jp/business/2026/10/22/rare-earth-supply-stall/

[5] https://www.prnewswire.com/news-releases/aclara-completes-basic-engineering-for-its-us-heavy-rare-earths-separation-facility-in-louisiana-302906840.html

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...