หลายประเทศทั่วโลก แนะประชาชนสำรองอาหาร 3-14 วัน รับมือวิกฤตฉุกเฉิน
หลายประเทศทั่วโลกแนะประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น 3-14 วัน รับมือเหตุฉุกเฉิน ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม ภัยไซเบอร์ และภัยธรรมชาติ
วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 10.21 น. หลายประเทศทั่วโลกกำลังยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงทยอยออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 3–7 วัน ขณะที่บางประเทศแนะนำให้เตรียมพร้อมนานถึง 10–14 วัน หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ระบบสาธารณูปโภค การขนส่ง หรือบริการพื้นฐานหยุดชะงัก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ภัยธรรมชาติรุนแรง และความเสี่ยงที่ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โทรคมนาคม หรือเครือข่ายการชำระเงินจะไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
แม้หลายประเทศจะมีแนวทางเตรียมพร้อมลักษณะนี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในปี 2569 พบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม ทั้งการเปิดตัวแคมเปญระดับชาติ การเผยแพร่คู่มือฉบับใหม่ และการจัดฝึกอบรมประชาชน สะท้อนความพยายามเพิ่มความสามารถในการรับมือวิกฤตตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระบบบริหารจัดการของภาครัฐ
อังกฤษเปิดแคมเปญ 22 ตุลาคม แนะประชาชนเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมง
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศเปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” ระยะเวลา 3 ปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้บริการจำเป็นในชีวิตประจำวันหยุดชะงัก โดยแนะนำให้แต่ละครัวเรือนสามารถดูแลตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน
คำแนะนำครอบคลุมการสำรองอาหารที่เก็บรักษาได้นาน น้ำดื่ม ยารักษาโรค ไฟฉาย และอุปกรณ์จำเป็น รวมถึงการวางแผนรับมือกรณีไฟฟ้าดับ น้ำประปาหยุดไหล หรือระบบโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้
รัฐบาลอังกฤษระบุว่า การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดแรงกดดันต่อหน่วยงานกู้ภัยและบริการฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลักเซมเบิร์กประกาศ 9 ตุลาคม แจกคู่มือฉุกเฉิน 300,000 ฉบับทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 รัฐบาลลักเซมเบิร์กเปิดตัวคู่มือ “My Guide to 72 Hours of Self-Sufficiency” ภายใต้แคมเปญระดับชาติ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมงในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
รัฐบาลเริ่มแจกจ่ายคู่มือประมาณ 300,000 ฉบับให้ครัวเรือนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 พร้อมเผยแพร่ข้อมูลในหลายภาษา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแนวทางการเตรียมพร้อมได้อย่างทั่วถึง
คู่มือดังกล่าวครอบคลุมการจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์จำเป็น รวมถึงแนวทางรับมือเหตุไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน การหยุดชะงักของบริการสาธารณะ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
เบลเยียมเดินหน้าแคมเปญ 4 ปี พร้อมทดสอบระบบแจ้งเตือนประชาชน
เบลเยียมเปิดตัวแคมเปญเตรียมพร้อมระดับชาติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถรับมือเหตุฉุกเฉินได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อมฉบับใหม่ ครอบคลุมการจัดกระเป๋าฉุกเฉิน การวางแผนภายในครอบครัว และการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบระบบแจ้งเตือน BE-Alert ในพื้นที่ 260 เมือง เทศบาล และจังหวัด เพื่อประเมินประสิทธิภาพการสื่อสารกับประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความพร้อมของระบบป้องกันภัยพลเรือน
โปแลนด์เปิดอบรม 25 มิถุนายน ตั้งเป้าประชาชน 100,000 คน
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 โปแลนด์เปิดรับสมัครประชาชนเข้าร่วมการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100,000 คนภายในปีนี้
หลักสูตรครอบคลุมการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การรับมือเมื่อบริการพื้นฐานหยุดชะงัก และแนวทางปฏิบัติตัวในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับระบบป้องกันภัยพลเรือนของโปแลนด์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐ
ญี่ปุ่นเตรียมออกคำขอ 2 พฤศจิกายน แนะสำรองอาหาร 3–7 วัน
ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมออกคำขอเพิ่มเติมในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วประเทศเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยประสานไปยังกระทรวง หน่วยงานรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น
แนวทางดังกล่าวแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 3 วัน และหากเป็นไปได้ควรเตรียมให้เพียงพอ 7 วัน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ถนน ระบบขนส่ง และเครือข่ายสื่อสารอาจได้รับความเสียหาย ทำให้การส่งความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยเกิดความล่าช้า
มาตรการดังกล่าวมุ่งรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวบริเวณร่องนันไก แผ่นดินไหวใต้เขตมหานครโตเกียว และความเป็นไปได้ของการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลญี่ปุ่นติดตามและเตรียมมาตรการรับมือมาอย่างต่อเนื่อง
ฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์ปรับปรุงแนวทาง เพิ่มความพร้อมระดับครัวเรือน
ฟินแลนด์เป็นอีกประเทศที่ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลประกาศพัฒนาแนวทางให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพิ่มเติม และมีการปรับปรุงคำแนะนำเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569
แนวทางของฟินแลนด์ครอบคลุมการเตรียมพร้อมรับมือเหตุไฟฟ้าดับ ระบบน้ำประปาขัดข้อง และสถานการณ์ที่การจัดหาสินค้าหรือบริการจำเป็นหยุดชะงัก โดยเน้นให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้ในช่วงแรกของเหตุฉุกเฉิน
ขณะที่เนเธอร์แลนด์เริ่มแคมเปญเตรียมพร้อมระดับชาติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และดำเนินการแจกจ่ายคู่มือให้ครัวเรือนทั่วประเทศต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มกราคม 2569 โดยแนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
สหภาพยุโรปประกาศยุทธศาสตร์ 26 มีนาคม 2568 รับมือความเสี่ยงหลายมิติ
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 เพื่อเพิ่มความสามารถของประเทศสมาชิกในการป้องกันและรับมือวิกฤต โดยกำหนดมาตรการสำคัญ 30 ประการ ครอบคลุมความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสาร และการเตรียมพร้อมของประชาชน
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การส่งเสริมให้ประชาชนมีอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ภูมิภาคกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อบริการพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังครอบคลุมการเพิ่มความพร้อมของโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่ง โทรคมนาคม และบริการจำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
บางประเทศแนะนำสำรองอาหารนานถึง 7–14 วัน
นอกจากประเทศที่มีการประกาศมาตรการเพิ่มเติมในปี 2569 แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่กำหนดแนวทางเตรียมพร้อมระยะยาวกว่า 72 ชั่วโมง
สวีเดนเผยแพร่คู่มือ “In Case of Crisis or War” ฉบับปรับปรุงเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 และเริ่มแจกจ่ายให้ประชาชนตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายนปีเดียวกัน โดยแนะนำให้ครัวเรือนสามารถดูแลตนเองได้อย่างน้อย 7 วัน
นอร์เวย์ประกาศปรับปรุงคำแนะนำเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 โดยเพิ่มระยะเวลาการเตรียมพร้อมจาก 3 วันเป็น 7 วัน เพื่อให้ประชาชนมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเพียงพอในช่วงแรกของเหตุฉุกเฉิน
ขณะที่เยอรมนีมีแนวทางแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มสำหรับประมาณ 10 วัน ส่วนออสเตรียส่งเสริมให้ครัวเรือนเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับระยะเวลาประมาณ 14 วัน ซึ่งเป็นมาตรการเตรียมพร้อมที่มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่การประกาศเตือนภัยครั้งใหม่ในปีนี้
การเตรียมพร้อมรับวิกฤตขยายจากภาครัฐสู่ระดับครัวเรือน
ความเคลื่อนไหวของหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเตรียมพร้อมของหน่วยงานรัฐ แต่ขยายไปสู่การสร้างความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินของประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวันพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
หากระบบไฟฟ้า การสื่อสาร การขนส่ง หรือการชำระเงินหยุดชะงักพร้อมกัน อาจส่งผลต่อการกระจายสินค้า การดำเนินธุรกิจ และการเข้าถึงบริการจำเป็นของประชาชน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นก็ตาม
การส่งเสริมให้ครัวเรือนมีอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำรองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองในระยะแรก และเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐจัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่หรือกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำเหล่านี้เป็นมาตรการเตรียมพร้อมเชิงป้องกันตามลักษณะความเสี่ยงของแต่ละประเทศ ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลกำลังคาดการณ์ว่าจะเกิดสงครามหรือวิกฤตครั้งใหญ่ในระยะใกล้ แต่สะท้อนแนวโน้มที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับความพร้อมของประชาชนมากขึ้น เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต
อ้างอิง : gov.uk, gouvernement.lu, crisiscenter.be, redakcja.www.gov.pl