โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ข้าวหอมมะลิพุ่งไม่หยุด "โรงสี-ส่งออก" กระอัก ผู้ค้าชะลอซื้อ เสี่ยงขาดทุนยับ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ฐานเศรษฐกิจ” ยังคงเกาะติดสถานการณ์ข้าวนาปี 2569/70 จากเวทีประชุมประเมินภาวการณ์ผลิตและการค้าข้าว ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้ประกอบการโรงสีร่วมประเมินทิศทางผลผลิตและตลาด พบว่า แม้ผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวหอมจังหวัดโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ แต่ราคาข้าวเปลือกสดกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนา แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อโรงสีและผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบสูง ขณะที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยขยับขึ้นจนผู้นำเข้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อ รอประเมินทิศทางราคาหลังฤดูเก็บเกี่ยว เสี่ยงเปิดช่องให้คู่แข่งอย่างเวียดนามและกัมพูชาเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมไทย

น้ำท่วมปราจีนบุรีเสียหาย 90% อีสานเจอฝนทิ้งช่วง

นายนิพนธ์ สมิทธาพิพัฒน์ อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าววว่า สถานการณ์ผลผลิตข้าวนาปีในแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแตกต่างกัน โดยภาคตะวันออกเผชิญน้ำท่วม ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอและภัยแล้ง จังหวัดปราจีนบุรีได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยพื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 90% เหลือพื้นที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 10% หรือมีพื้นที่เสียหายรวม 12,479 ไร่

ส่วนนครนายกมีพื้นที่นาข้าวเสียหายราว 25,000 ไร่ จากพื้นที่ปลูกประมาณ 300,000 ไร่ ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะอำเภอบางน้ำเปรี้ยว มีพื้นที่เสียหายประมาณ 10% จากการเก็บเกี่ยวไม่ทัน ส่วนชลบุรีได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวไปแล้ว เหลือพื้นที่น้ำท่วมราว 5–10% ในอำเภอพานทองและพนัสนิคม

ด้านภาคอีสาน บางพื้นที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม โดยเฉพาะอำเภอโกสุมพิสัย เมืองมหาสารคาม และวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง ขณะที่บางพื้นที่ เช่น พยัคฆภูมิพิสัยและเกษตรวิสัย ยังมีน้ำเพียงพอในระดับหนึ่ง

ชาวนาสลับปลูกหอมมะลิ 105 รับราคาดีกว่า กข79

สำหรับพื้นที่ภาคกลางและแหล่งผลิตข้าวหอมจังหวัด พบว่าเกษตรกรปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามทิศทางราคา โดยลดการปลูกพิษณุโลก 80 และ กข79 แล้วหันกลับมาปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ในพื้นที่พิจิตร นครสวรรค์ ลพบุรี พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนวัฏจักรราคาข้าวที่ผันผวน โดยช่วง 2 ปีก่อน กข79 มีราคาสูงกว่า 10,000 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวหอมมะลิอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อตัน เกษตรกรจึงหันไปปลูก กข79 มากขึ้น

แต่เมื่อปีที่ผ่านมา ราคาข้าวขาวปรับตัวลดลง ขณะที่ข้าวหอมมะลิรับซื้อได้สูงกว่า 14,000 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรกลับมาเพิ่มพื้นที่ปลูกหอมมะลิ 105 อีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าผลผลิตข้าวหอมจังหวัดโดยรวมจะใกล้เคียงกับปีก่อน โดยต้องติดตามผลผลิตต่อไร่ให้ชัดเจนตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เมื่อเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวมากขึ้น

สหกรณ์แย่งซื้อข้าว ดันราคาพุ่ง- โรงสีลงทุนเครื่องจักรเพิ่มต้นข้าว

ผู้ประกอบการโรงสีทยอยลงทุนเครื่องอบและเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยเพิ่มสัดส่วนต้นข้าวสมบูรณ์และลดปริมาณปลายข้าว โดยข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมระบุว่า ยอดส่งออกปลายข้าวหอมลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับต้นข้าว อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวเปลือกยังได้รับแรงหนุนจากการรับซื้อของสหกรณ์การเกษตร ซึ่งบางแห่งเสนอราคาสูงกว่าตลาดประมาณ 500 บาทต่อตัน แม้ความสามารถในการจัดเก็บมีจำกัด โดยมีคลังรองรับประมาณ 10,000–20,000 ตัน แต่เปิดรับซื้อในปริมาณมากกว่า 100,000 ตัน การแข่งขันรับซื้อดังกล่าวเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มภาระต้นทุนให้โรงสีที่ต้องแข่งขันแย่งวัตถุดิบ ขณะที่ไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนได้ทันที

ปลายข้าวหอมวูบ 7 หมื่นตัน อาหารสัตว์แย่งซื้อ

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ปริมาณปลายข้าวในระบบมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปลายข้าวหอมไทยลดลงจากประมาณ 150,000 ตัน เหลือ 70,000 ตัน หรือลดลง 80,000 ตัน ตามตัวเลขดังกล่าว เนื่องจากถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มากขึ้น หลังส่วนต่างราคาระหว่างปลายข้าวหอมกับปลายข้าวทั่วไปไม่มากนัก ขณะที่ปลายข้าวขาวลดลงประมาณ 200,000 ตัน หรือราว 50%

จากการใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแป้งและอาหารสัตว์เช่นกัน ส่วนปริมาณข้าวนึ่งในระบบลดลงตามปริมาณข้าวเปลือกที่มีอยู่ สถานการณ์นี้สะท้อนการแข่งขันใช้วัตถุดิบระหว่างอุตสาหกรรม และอาจส่งผลต่อปริมาณข้าวแต่ละประเภทที่มีจำหน่ายในตลาด จึงต้องติดตามทั้งผลผลิต การสีข้าว และความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมควบคู่กัน

'อุบลราชธานี' ผลผลิตแตะ 1.8 ล้านตัน ราคาข้าวสดพุ่งเกินคาด

ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวสถานการณ์ ปีนี้คาดมีผลผลิตข้าวประมาณ 1.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 100,000 ตันจากปีก่อนที่มี 1.7 ล้านตัน เนื่องจากสภาพน้ำเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอย่างไรก็ตาม ราคาข้าวเปลือกสดหอมมะลิกลับปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และศรีสะเกษ ไล่ลงมาถึงอุบลราชธานี ส่งผลให้โรงสีที่ทำสัญญารับคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ในระดับราคาต่ำกว่าต้นทุนปัจจุบันมีความเสี่ยงขาดทุน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงระมัดระวังการรับซื้อ เน้นซื้อเท่าที่จำเป็น และลดการถือครองสต็อกข้าวจำนวนมาก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน

ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิพุ่ง ผู้นำเข้าชะลอซื้อ

แรงกดดันสำคัญอยู่ที่ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าบางส่วนชะลอคำสั่งซื้อชั่วคราว เพื่อรอดูทิศทางราคาและผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้โรงสีและผู้ส่งออกเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนข้าวเปลือกที่สูง แต่ไม่สามารถผลักภาระไปยังผู้ซื้อได้เต็มที่ ภาวะดังกล่าวเป็นลักษณะ “Sandwich Effect” ที่ผู้ประกอบการถูกบีบจากทั้งสองด้าน คือวัตถุดิบราคาแพง ขณะที่ลูกค้าต่างประเทศต้องการซื้อในราคาที่แข่งขันได้ หากราคาข้าวไทยยังสูงกว่าคู่แข่งต่อเนื่อง อาจกระทบความสามารถในการรักษาตลาดส่งออกในระยะยาว

"แม้ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากราคาข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเตือนว่า การแข่งขันในตลาดโลกกำลังเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากเวียดนามและกัมพูชา เวียดนามเดินหน้าพัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ ST25 และ ST26 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่กัมพูชามีข้าวหอมคุณภาพใกล้เคียงกับไทยและเสนอขายในราคาต่ำกว่า ทำให้มีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้นำเข้าที่ให้ความสำคัญกับราคา"

หากกัมพูชาเพิ่มการส่งออกข้าวหอมได้ปีละ 50,000 ตัน ต่อเนื่อง 4 ปี จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นรวม 200,000 ตัน ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อส่วนแบ่งตลาดของไทย หากไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพได้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรักษาราคาข้าวเปลือกให้เกษตรกรมีรายได้ดี แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างรายได้ของชาวนา ต้นทุนโรงสี และราคาที่ตลาดต่างประเทศยอมรับ เพื่อไม่ให้ข้าวหอมไทยเสียโอกาสให้คู่แข่งในระยะยาว

สมาคมโรงสีฯ ดัน “กข119” แจ้งเกิด ชูผลผลิตสูง อายุเก็บเกี่ยวสั้น

นายนิพนธ์ กล่าวว่า กรมการข้าวได้รับรองข้าวพันธุ์ กข119 ซึ่งเป็นข้าวหอมนุ่มพันธุ์ใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเริ่มเข้าสู่กระบวนการเพาะปลูกและรับซื้อในระบบโรงสี กข119 มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวหอมปทุม หรือปทุมธานี 1 แต่มีจุดเด่นด้านอายุเพาะปลูกที่สั้นลงและผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น จึงมีโอกาสเป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ให้เกษตรกร

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือการรับรู้ของตลาดและเงื่อนไขการซื้อขาย โดยผู้ส่งออกบางรายยังระบุในสัญญาว่าต้องเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และกำหนดให้ตรวจ DNA ตามเงื่อนไขของผู้ซื้อ ส่งผลให้ กข119 ถูกประเมินราคารับซื้อต่ำกว่า แม้มีคุณสมบัติอยู่ในกลุ่มข้าวหอมนุ่มก็ตาม ซึ่งสมาคมโรงสีข้าวไทยจึงขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เร่งประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและมาตรฐานของ กข119 ให้ผู้ซื้อในต่างประเทศรับทราบ พร้อมผลักดันให้เกิดการซื้อขายในระดับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ข้าวพันธุ์ใหม่ได้รับการยอมรับในตลาด

ผู้ส่งออกยัน กข119 เข้าเกณฑ์ข้าวหอมไทย เร่งสร้างความเข้าใจคู่ค้า

ด้านตัวแทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชี้แจงในที่ประชุมว่า กข119 อยู่ในกลุ่มข้าวหอมนุ่มหรือข้าวหอมไทย ซึ่งมีข้าวที่ได้รับการรับรองในกลุ่มนี้มากกว่า 10 สายพันธุ์ ตามเกณฑ์มาตรฐานข้าวหอมไทยเพื่อการส่งออก กำหนดให้มีสัดส่วน DNA ของกลุ่มข้าวหอมนุ่มรวมกันมากกว่า 80% ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เท่านั้น โดยการตรวจสอบคุณสมบัติต้องเป็นไปตามวิธีและข้อกำหนดของมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ความคุ้นเคยของพ่อค้าคนกลางและผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังใช้ชื่อข้าวหอมปทุมในการซื้อขาย ทำให้ยังไม่รับรู้ว่า กข119 ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มข้าวหอมไทยแล้วการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงสี ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อเปิดตลาดให้ข้าวพันธุ์ใหม่สามารถแข่งขันได้ตามคุณภาพ ลดการกดราคารับซื้อ และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไทยในฤดูการผลิตต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...