ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกา ฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว? (13)
สถาพร ศรีสัจจัง
ใครที่อ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันที่เรียกกันว่า “อินเดียนแดง” อย่างละเอียดสักหน่อย ย่อมรู้กันดีว่า ผู้นำในการต่อสู้ฝ่ายอินเดียนแดงในการต่อสู้ที่ “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” นั้น ย่อมจะเลี่ยงกล่าวชื่อผู้นำคนสำคัญอย่างน้อย 3 ชื่อเสียไม่ได้
ชื่อแรกคือ “ซิทติ้ง บูลล์” หรือ “พ่อวัวนั่ง” ผู้นำทางจิตวิญญาณและหัวหน้าเผ่า “ฮุนก์ปาปา ลาโกต้า” (Hunkpapa Lakota) ซึ่งเป็นเผ่าย่อยหนึ่งของชนเผ่าซู (Sioux) หรือชนชาติลาโกต้า
คนที่ 2 คือ “เครซี่ ฮอส” (Crazy Horse) ผู้นำและหัวหน้านักรบคนสำคัญของอินเดียนแดงเผ่า “โอเกลาลา ลาโกต้า” ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของเผ่า “ซู” เช่นกัน
ชื่อที่ 3 ที่อยากจะพูดถึงอย่างค่อนข้างละเอียดก่อน คือ “หัวหน้ากอลล์” (Chief Gall) ที่มีชื่อในภาษาลาโกต้าว่า “ฟิซี” (Phizi) ที่แปลว่า “ถุงน้ำดี” คนผู้นี้เป็นหัวหน้านักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าฮุนก์ปาปา ลาโกต้า ซู (เผ่าเดียวกับซิทติ้ง บูลล์)
เขาเป็นผู้บัญชาการรบที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรอินเดียนแดงใน “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” เคียงบ่าเคียงไหล่กับ “ซิทติ้ง บูลล์” และ “เครซี่ ฮอส”
กอลล์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1840 (เขาจึงอายุ 36 ปีตอนเกิดยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น) ในเต็นท์บริเวณแม่น้ำโมโร ในรัฐเซาท์ดาโกต้าในปัจจุบัน เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก อยู่ในการอุปการะดูแลจากซิทติ้ง บูลล์ ในฐานะน้องชายร่วมสาบาน
ใน “สงครามเมฆแดง” (Red Cloud’s War) เขาเข้าร่วมรบแบบสงครามกองโจรเคียงบ่าเคียงไหล่กับเครซี่ ฮอส แถบแม่น้ำพาวเดอร์ แม้เขาจะยังไม่โดดเด่นเท่าเครซี่ ฮอส ในครั้งนั้น แต่กอลล์ก็ได้แสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาฟอร์ท ลารามี ในปี 1868 ที่บังคับให้ชาวอินเดียนแดงต้องเข้าไปอยู่ในเขตสงวนที่รัฐบาลอเมริกันกำหนดขึ้น เช่นเดียวกับซิทติ้ง บูลล์ และ เครซี่ ฮอส
กล่าวกันว่า บทบาทสำคัญที่ทำให้ชื่อของ “หัวหน้ากอลล์” กลายเป็นตำนานในการรบเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1876 ซึ่งอยู่ในช่วง “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” หรือที่คนขาวเรียกว่า “Custer’s Last Stand”
ตอนเริ่มยุทธการครั้งนั้น “คัสเตอร์ผมยาว” (จอมปราบอินเดียนแดง) แบ่งกองกำลังทหารกรมทหารม้าที่ 7 ของรัฐบาลอเมริกันที่มีอยู่ทั้งหมด (ข้อมูลโดยทั่วไปบอกว่ามีทั้งสิ้น 647 นาย) ออกเป็น 4 ส่วน
ส่วนแรกเขานำทัพเอง มีทหารประมาณ 210 นาย (5 กองร้อย) โดยเขานำกำลังส่วนนี้เคลื่อนไปทางเหนือของแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์น เพื่อต้องการจะโอบล้อมเข้าโจมตีหมู่บ้านอินเดียนแดงจากด้านหลัง
กองกำลังส่วนที่ 2 ภายใต้การนำของ พันตรีมาร์กัส รีโน (Major Marcus Reno) มีกำลังทหารประมาณ 140 คน (3 กองร้อย) คัสเตอร์สั่งการให้กองกำลังส่วนนี้นำกำลังบุกตรงเข้าโจมตีค่ายพักแรมของชาวอินเดียนแดงจากทางด้านใต้ของหมู่บ้าน ที่ส่วนใหญ่เหลืออยู่เพียงคนแก่ ผู้หญิง และเด็กๆ เพราะคนหนุ่มเกือบทั้งหมดกลายเป็นนักรบเข้าร่วมการจัดทัพเพื่อการเข้าสู่ “สงคราม” เตรียมสู้กับกองกำลังของรัฐบาลอเมริกันผู้รุกรานที่บุกเข้ามาแล้ว
ที่สำคัญก็คือ ก่อนหน้าที่คัสเตอร์จะนำกองทหารม้าเข้ามา ซิทติ้ง บูลล์ ผู้นำทางจิตวิญญาณของเผ่าซูได้สร้างกำลังขวัญปลุกใจนักรบด้วยการจัดพิธี “เต้นรำบวงสรวงผีบรรพชน” ขึ้นอย่างคึกคักได้ผลก่อนแล้ว
กองกำลังส่วนที่ 3 ภายใต้การนำของร้อยเอกเฟรเดอริก เบนทีน (Captain Frederic Benteen) มีทหารประมาณ 125 นาย (3 กองร้อย) ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งซุ่มอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เพื่อลาดตระเวน และคอยสกัดกั้นไม่ให้ชาวอินเดียนแดงเล็ดลอดหลบหนีไปได้ และเตรียมพร้อมเป็นกองกำลังสนับสนุน
กองกำลังส่วนที่ 4 มีทหารประมาณ 125 นาย จัดเป็นขบวนสัมภาระและกระสุนสำรอง (Pack Train) นำโดยร้อยเอกโทมัส แม็กดูกอลล์ (Captain Thomas McDougall) ทำหน้าที่คุ้มกันม้าบรรทุกเสบียงและกระสุนสำรองที่เคลื่อนตัวช้ากว่ากองกำลังส่วนอื่นๆ
การนำกำลังทหารบุกตรงๆ เข้าโจมตีค่ายพักอินเดียนแดงอย่างรุนแรงของพันตรี มาร์กัส รีโน นั่นเอง ที่ได้สร้าง ‘แผลแค้นแผลเจ็บ’ ให้กับ “หัวหน้ากอลล์” อย่างรุนแรง เป็นแผลแค้นที่เขาไม่สามารถให้อภัยได้เลย
ภรรยาของหัวหน้ากอลล์ 2 คนและลูกอีก 3 คนของเขาถูกฆ่าตายอย่างทารุณจากการบุกเข้าโจมตีค่ายพักที่มีแต่คนแก่ ผู้หญิง และเด็ก (เป็นส่วนใหญ่) ในครั้งนี้
หลักฐานบันทึกบอกว่ากอลล์โกรธแค้นมาก มีปากคำที่หลงเหลือต่อมาในชั้นหลังของหัวหน้ากอลล์ในทำนองว่า “…มันทำให้หัวใจของข้าสลาย และมันจะต้องได้รับการตอบแทนด้วยขวานโทมาฮอกของข้า…”
หลังพันตรีรีโนโจมตีค่ายพัก กอลล์ได้นำกองกำลังนักรบเผ่าฮุนก์ปาปา ลาโกต้า และกองกำลังพันธมิตรเผ่าอื่นเข้าโจมตีกองกำลังของรีโนอย่างรุนแรง การโจมตีของกอลล์ทำลายแนวตั้งรับของพันตรีรีโนจนพังพินาศ เขาต้องนำกองทหารม้าถอยร่นอย่างทุลักทุเล ข้ามแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์นขึ้นไปทางสันเขาและหน้าผาชันเพื่อตั้งรับ
มีหลักฐานบันทึกถึงการรบครั้งนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า ในการปะทะกันอย่างหนักหน่วงนั้น “บลัดดี้ ไนฟ์” (Bloody Knife) ซึ่งเป็น “พรานนำทาง” ชาวอินเดียนเผ่าอาริการาที่เคียงข้างรีโนตลอดเวลาถูกยิงเข้าที่ศีรษะตายอยู่ข้างๆ รีโนนั่นเอง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้พันตรี มาร์กัส รีโน ลูกน้องคนสำคัญของ “คัสเตอร์ผมยาว” เสียขวัญและเสียสติอย่างหนัก
ด้วยความชาญฉลาด เมื่อบดขยี้จนกองกำลังของรีโนต้อง ‘ถอยร่นพ่ายแพ้’ หนีไปตั้งหลักบนสันเขาเชิงผา จนไม่สามารถผนวกรวมกับกองกำลังหลักของพันโทคัสเตอร์ได้แล้ว หัวหน้าเผ่ากอลล์ไม่ได้ตามบดขยี้กองกำลังของรีโน แต่เขากลับนำกำลังนักรบเข้าสมทบกับกองกำลังของ “เครซี่ ฮอส” (Crazy Horse) เพื่อเข้าโจมตีและบดขยี้กองกำลังหลักซึ่งนำโดยแม่ทัพใหญ่อย่างพันโทจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ ที่ติดวงล้อมอยู่ในหุบเขาริมแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์น
แบบ “ปิดประตูตีแมว”!!!
ภาพประกอบสร้างโดย AI