โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกา ฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว? (13)

สยามรัฐ

อัพเดต 45 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาพร ศรีสัจจัง

ใครที่อ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันที่เรียกกันว่า “อินเดียนแดง” อย่างละเอียดสักหน่อย ย่อมรู้กันดีว่า ผู้นำในการต่อสู้ฝ่ายอินเดียนแดงในการต่อสู้ที่ “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” นั้น ย่อมจะเลี่ยงกล่าวชื่อผู้นำคนสำคัญอย่างน้อย 3 ชื่อเสียไม่ได้

ชื่อแรกคือ “ซิทติ้ง บูลล์” หรือ “พ่อวัวนั่ง” ผู้นำทางจิตวิญญาณและหัวหน้าเผ่า “ฮุนก์ปาปา ลาโกต้า” (Hunkpapa Lakota) ซึ่งเป็นเผ่าย่อยหนึ่งของชนเผ่าซู (Sioux) หรือชนชาติลาโกต้า

คนที่ 2 คือ “เครซี่ ฮอส” (Crazy Horse) ผู้นำและหัวหน้านักรบคนสำคัญของอินเดียนแดงเผ่า “โอเกลาลา ลาโกต้า” ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของเผ่า “ซู” เช่นกัน

ชื่อที่ 3 ที่อยากจะพูดถึงอย่างค่อนข้างละเอียดก่อน คือ “หัวหน้ากอลล์” (Chief Gall) ที่มีชื่อในภาษาลาโกต้าว่า “ฟิซี” (Phizi) ที่แปลว่า “ถุงน้ำดี” คนผู้นี้เป็นหัวหน้านักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าฮุนก์ปาปา ลาโกต้า ซู (เผ่าเดียวกับซิทติ้ง บูลล์)

เขาเป็นผู้บัญชาการรบที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรอินเดียนแดงใน “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” เคียงบ่าเคียงไหล่กับ “ซิทติ้ง บูลล์” และ “เครซี่ ฮอส”

กอลล์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1840 (เขาจึงอายุ 36 ปีตอนเกิดยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น) ในเต็นท์บริเวณแม่น้ำโมโร ในรัฐเซาท์ดาโกต้าในปัจจุบัน เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก อยู่ในการอุปการะดูแลจากซิทติ้ง บูลล์ ในฐานะน้องชายร่วมสาบาน

ใน “สงครามเมฆแดง” (Red Cloud’s War) เขาเข้าร่วมรบแบบสงครามกองโจรเคียงบ่าเคียงไหล่กับเครซี่ ฮอส แถบแม่น้ำพาวเดอร์ แม้เขาจะยังไม่โดดเด่นเท่าเครซี่ ฮอส ในครั้งนั้น แต่กอลล์ก็ได้แสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาฟอร์ท ลารามี ในปี 1868 ที่บังคับให้ชาวอินเดียนแดงต้องเข้าไปอยู่ในเขตสงวนที่รัฐบาลอเมริกันกำหนดขึ้น เช่นเดียวกับซิทติ้ง บูลล์ และ เครซี่ ฮอส

กล่าวกันว่า บทบาทสำคัญที่ทำให้ชื่อของ “หัวหน้ากอลล์” กลายเป็นตำนานในการรบเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1876 ซึ่งอยู่ในช่วง “ยุทธการลิตเติ้ล บิกฮอร์น” หรือที่คนขาวเรียกว่า “Custer’s Last Stand”

ตอนเริ่มยุทธการครั้งนั้น “คัสเตอร์ผมยาว” (จอมปราบอินเดียนแดง) แบ่งกองกำลังทหารกรมทหารม้าที่ 7 ของรัฐบาลอเมริกันที่มีอยู่ทั้งหมด (ข้อมูลโดยทั่วไปบอกว่ามีทั้งสิ้น 647 นาย) ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรกเขานำทัพเอง มีทหารประมาณ 210 นาย (5 กองร้อย) โดยเขานำกำลังส่วนนี้เคลื่อนไปทางเหนือของแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์น เพื่อต้องการจะโอบล้อมเข้าโจมตีหมู่บ้านอินเดียนแดงจากด้านหลัง

กองกำลังส่วนที่ 2 ภายใต้การนำของ พันตรีมาร์กัส รีโน (Major Marcus Reno) มีกำลังทหารประมาณ 140 คน (3 กองร้อย) คัสเตอร์สั่งการให้กองกำลังส่วนนี้นำกำลังบุกตรงเข้าโจมตีค่ายพักแรมของชาวอินเดียนแดงจากทางด้านใต้ของหมู่บ้าน ที่ส่วนใหญ่เหลืออยู่เพียงคนแก่ ผู้หญิง และเด็กๆ เพราะคนหนุ่มเกือบทั้งหมดกลายเป็นนักรบเข้าร่วมการจัดทัพเพื่อการเข้าสู่ “สงคราม” เตรียมสู้กับกองกำลังของรัฐบาลอเมริกันผู้รุกรานที่บุกเข้ามาแล้ว

ที่สำคัญก็คือ ก่อนหน้าที่คัสเตอร์จะนำกองทหารม้าเข้ามา ซิทติ้ง บูลล์ ผู้นำทางจิตวิญญาณของเผ่าซูได้สร้างกำลังขวัญปลุกใจนักรบด้วยการจัดพิธี “เต้นรำบวงสรวงผีบรรพชน” ขึ้นอย่างคึกคักได้ผลก่อนแล้ว

กองกำลังส่วนที่ 3 ภายใต้การนำของร้อยเอกเฟรเดอริก เบนทีน (Captain Frederic Benteen) มีทหารประมาณ 125 นาย (3 กองร้อย) ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งซุ่มอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน เพื่อลาดตระเวน และคอยสกัดกั้นไม่ให้ชาวอินเดียนแดงเล็ดลอดหลบหนีไปได้ และเตรียมพร้อมเป็นกองกำลังสนับสนุน

กองกำลังส่วนที่ 4 มีทหารประมาณ 125 นาย จัดเป็นขบวนสัมภาระและกระสุนสำรอง (Pack Train) นำโดยร้อยเอกโทมัส แม็กดูกอลล์ (Captain Thomas McDougall) ทำหน้าที่คุ้มกันม้าบรรทุกเสบียงและกระสุนสำรองที่เคลื่อนตัวช้ากว่ากองกำลังส่วนอื่นๆ

การนำกำลังทหารบุกตรงๆ เข้าโจมตีค่ายพักอินเดียนแดงอย่างรุนแรงของพันตรี มาร์กัส รีโน นั่นเอง ที่ได้สร้าง ‘แผลแค้นแผลเจ็บ’ ให้กับ “หัวหน้ากอลล์” อย่างรุนแรง เป็นแผลแค้นที่เขาไม่สามารถให้อภัยได้เลย

ภรรยาของหัวหน้ากอลล์ 2 คนและลูกอีก 3 คนของเขาถูกฆ่าตายอย่างทารุณจากการบุกเข้าโจมตีค่ายพักที่มีแต่คนแก่ ผู้หญิง และเด็ก (เป็นส่วนใหญ่) ในครั้งนี้

หลักฐานบันทึกบอกว่ากอลล์โกรธแค้นมาก มีปากคำที่หลงเหลือต่อมาในชั้นหลังของหัวหน้ากอลล์ในทำนองว่า “…มันทำให้หัวใจของข้าสลาย และมันจะต้องได้รับการตอบแทนด้วยขวานโทมาฮอกของข้า…”

หลังพันตรีรีโนโจมตีค่ายพัก กอลล์ได้นำกองกำลังนักรบเผ่าฮุนก์ปาปา ลาโกต้า และกองกำลังพันธมิตรเผ่าอื่นเข้าโจมตีกองกำลังของรีโนอย่างรุนแรง การโจมตีของกอลล์ทำลายแนวตั้งรับของพันตรีรีโนจนพังพินาศ เขาต้องนำกองทหารม้าถอยร่นอย่างทุลักทุเล ข้ามแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์นขึ้นไปทางสันเขาและหน้าผาชันเพื่อตั้งรับ

มีหลักฐานบันทึกถึงการรบครั้งนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า ในการปะทะกันอย่างหนักหน่วงนั้น “บลัดดี้ ไนฟ์” (Bloody Knife) ซึ่งเป็น “พรานนำทาง” ชาวอินเดียนเผ่าอาริการาที่เคียงข้างรีโนตลอดเวลาถูกยิงเข้าที่ศีรษะตายอยู่ข้างๆ รีโนนั่นเอง มีส่วนอย่างมากที่ทำให้พันตรี มาร์กัส รีโน ลูกน้องคนสำคัญของ “คัสเตอร์ผมยาว” เสียขวัญและเสียสติอย่างหนัก

ด้วยความชาญฉลาด เมื่อบดขยี้จนกองกำลังของรีโนต้อง ‘ถอยร่นพ่ายแพ้’ หนีไปตั้งหลักบนสันเขาเชิงผา จนไม่สามารถผนวกรวมกับกองกำลังหลักของพันโทคัสเตอร์ได้แล้ว หัวหน้าเผ่ากอลล์ไม่ได้ตามบดขยี้กองกำลังของรีโน แต่เขากลับนำกำลังนักรบเข้าสมทบกับกองกำลังของ “เครซี่ ฮอส” (Crazy Horse) เพื่อเข้าโจมตีและบดขยี้กองกำลังหลักซึ่งนำโดยแม่ทัพใหญ่อย่างพันโทจอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ ที่ติดวงล้อมอยู่ในหุบเขาริมแม่น้ำลิตเติ้ล บิกฮอร์น

แบบ “ปิดประตูตีแมว”!!!

ภาพประกอบสร้างโดย AI

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...