โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เปิดฉบับเต็มคำพิพากษา สั่งประหารชีวิต ‘โกทร’ พร้อมพวก 4 คน ลั่นไกฆ่า ‘สจ.โต้ง’

เดลินิวส์

อัพเดต 24 กันยายน 2569 เวลา 20.13 น. • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิตโกทร พร้อมพวก 4 คน ฐานลั่นไกฆ่า สจ.โต้ง พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหม 801,400 บาท ให้การเป็นประโยชน์เหลือคุกตลอดชีวิต

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 24 ก.ย. ห้องพิจารณาคดี 914 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฆ่า นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ “สจ.โต้ง” ปราจีนบุรี ตามหมายเลขดำ อ 629/2568 โดยมีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์

คดีนี้มีจำเลยรวม 8 คน ได้แก่ นายธนศรัณย์กรณ์ เตชะธนัตถ์โชติ จำเลยที่ 1 นายศักดิ์สิทธิ์ หรือ “ตูน” ชินวงษ์ จำเลยที่ 2 นายธนภัทร หรือ “แนว” ส่งแสง จำเลยที่ 3 นายอภิสิทธิ์ หรือ “บาส” สดชื่น จำเลยที่ 4 นายสิทธิชัย หรือ “จิ้ม” หรือ “จิ้น” ศรีภักดี จำเลยที่ 5 นายภัทรนนท์ หรือ “อ๊อฟ” บุญชู จำเลยที่ 6 นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ “โกทร” อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จำเลยที่ 7 และ น.ส.มินช์ญารัศน์ หรือ “เมย์” พชระมารกุล จำเลยที่ 8

ตามคำฟ้องของอัยการโจทก์ ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 11 ธ.ค. 67 โดยนายสุนทร หรือ “โกทร” ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้จำเลยรายอื่นใช้อาวุธปืนยิง นายชัยเมศร์ หรือ “สจ.โต้ง” จำนวน 22 นัด จนเสียชีวิตภายในบ้านพักเลขที่ 21/1 ถนนวัดโรมันอุทิศ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายสุนทร

บรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าศาลอาญา ก่อนการฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรืออดีต สจ.จอย ภรรยาของอดีต สจ.โต้ง พร้อมด้วย นายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง รวมถึงครอบครัว และกลุ่มผู้ที่มาร่วมให้กำลังใจภรรยา สจ.โต้ง ได้เดินทางมาถึงศาลอาญาเพื่อขึ้นไปฟังผลการพิพากษา โดยทนายเอี้ยง ระบุว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 67 ทางฝ่ายผู้เสียหายได้ร้องขอโอนคดีมายังกองบังคับการปราบปราม ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนอย่างละเอียดรอบคอบ

นายนิติศักดิ์ ทนายความฝ่ายผู้เสียหาย ย้ำว่า ฝ่ายโจทก์ไม่มีความกังวลใจ เนื่องจากพยานหลักฐานในสำนวนมีความชัดเจนสูง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งผลการตรวจคราบเขม่าดินปืน และการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุเพื่อระบุตัวบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมัดตัวผู้กระทำความผิดไว้อย่างครบถ้วน จึงเชื่อมั่นว่าศาลจะลงโทษผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทั้งหมด

ขณะที่ น.ส.ณภาภัช หรือ อดีต สจ.จอย ภรรยา สจ.โต้ง เปิดเผยว่า ก่อนเดินทางมาศาลได้บอกกล่าวกับวิญญาณของ สจ.โต้ง ให้มาร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วยกัน ทั้งนี้ ไม่ว่าผลคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ตนพร้อมน้อมรับคำพิพากษาของศาล และหวังว่าศาลจะเมตตาตนและลูก ส่วนการกำหนดวันประกอบพิธีฌาปนกิจศพนั้น จะต้องรอปรึกษาหารือกับครอบครัวอีกครั้งหลังฟังคำตัดสินเสร็จสิ้น

นอกจากนี้ น.ส.ณภาภัช ภรรยา สจ.โต้ง ยังกล่าวถึงเรื่องความปลอดภัยและการทำงานในพื้นที่ว่า ปัจจุบันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือระแวงเหมือนช่วงแรก และเนื่องจากไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ได้ลงพื้นที่ โดยทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลลูกเป็นหลัก และยังไม่ได้วางแผนเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นในอนาคตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้เสียชีวิตยังคงเก็บรักษาศพของ สจ.โต้ง ไว้ ณ วัดมะกอกสีมาราม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โดยยืนยันว่ายังไม่ประกอบพิธีฌาปนกิจจนกว่าคดีจะได้รับความยุติธรรมจากคำพิพากษาของศาล เพื่อส่ง สจ.โต้ง เป็นครั้งสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เบิกตัวจำเลยทั้ง 8 คน พบว่า นายสุนทร ใส่แว่นแต่งกายตามชุดนักโทษของเรือนจำ ตามกฎระเบียบของราชทัณฑ์ นั่งรถเข็นวีลแชร์ โดยมีลูกน้องหนึ่งในจำเลยเป็นผู้เข็นให้ ทันทีที่เข้ามาในห้องพิจารณาคดี นายสุนทร ไม่ได้ใส่เครื่องพันธนาการ ก่อนยกมือไหว้ยิ้มทักทายคนที่มาร่วมรับฟังพิจารณาคดี และคาดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักของนายสุนทร

พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วรับฟังเป็นข้อยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 67 ผู้ตาย หรือ สจ.โต้ง พร้อมพวกอีกประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาที่บ้านของจำเลยที่ 7 หรือ นายสุนทร ที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสนับสนุนให้ภรรยาของผู้ตายลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีพยานเบิกความว่า ผู้ตายได้เข้าไปหาจำเลยที่ 7 เพียงคนเดียว ก่อนที่จำเลยที่ 7 ได้ลงมาจากบริเวณชั้น 2 ของบ้าน และลงมาพูดคุยกับผู้ตายในลักษณะโต้เถียงกัน จนจำเลยที่ 7 ร้องไห้ ก่อนที่ผู้ตายจะก้มกราบและเดินออกมาจากบริเวณบ้าน ระหว่างที่รอประตูรั้วเปิด ผู้ตายเปลี่ยนใจและตัดสินใจเดินกลับเข้าไปภายในบ้านโดยใช้ประตูด้านข้างสระว่ายน้ำ พยานเบิกความอีกว่าหลังผู้ตายเข้าไปนานกว่า 20 นาที ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมากกว่า 10 นัด และมีคนตะโกนว่าผู้ตายถูกยิง จึงได้มีการตะโกนบอกฝั่งพรรคพวกของผู้ตายให้เตรียมรถนำตัวผู้ตายไปส่งที่โรงพยาบาล

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิด แต่ได้มีการนำพยานแวดล้อมจากตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน และเขม่าดินปืน ซึ่งได้นำหลักฐานที่เก็บจากกลุ่มคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และมีการจำลองการยิงในที่เกิดเหตุหลายแบบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนยิงและผู้ใดอยู่ใกล้ ไกล จากระยะการยิง

จากผลการจำลองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ศาลสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1, 2 ประกอบในร่างของผู้ตายมีกระสุน 2 แบบ ส่วนจำเลยที่ 4 อ้างว่าตัวเองไปหลบอยู่ภายในห้องเก็บของ แต่จากการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ รวมถึงคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่กับตัวจำเลยที่ 4 จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 4 อยู่ในบริเวณที่ยิงกัน และจำเลยที่ 4 เคยให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 7 เคยสั่งว่าหากผู้ตายมาที่บ้าน “ให้ฟาดมันเลย” ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิด

จากการตรวจสอบเขม่าดินปืนของจำเลยที่ 7 พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 7 ได้ใช้อาวุธปืนของจำเลยที่ 2 ที่เป็นอาวุธปืนลูกซองยาวมายิง 3 นัด ทำให้เชื่อได้ว่า ตัวการร่วมกันกระทำความผิดใช้อาวุธปืนยิง มีเจตนาฆ่าผู้ตาย แต่การกระทำของจำเลย 1, 2, 4, 7 ไม่เข้าข่ายการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้มีการประชุมวางแผนการ และผู้ตายเป็นคนเดินกลับเข้ามาหาเอง ประกอบกับจำเลยที่ 1, 2, 4 เป็นลูกน้องที่อยู่กับจำเลยที่ 7 ก่อน แล้วไม่ได้เรียกมารวมตัวกัน และไม่มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

ส่วนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่า ตนได้ใช้อาวุธปืนยิงไปนอกบ้าน เพื่อข่มขู่ 3 นัด เป็นการยกข้ออ้างมาต่อสู้ในภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับเขม่าดินปืน จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง

อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 3, 5 และ 6 จะเป็นตัวการร่วมด้วยหรือไม่นั้น โจทก์มีแค่เขม่าดินปืน ผลของการตรวจสอบดินปืน ซึ่งจำเลยที่ 3 มีเพียงคราบเขม่าดินปืนเล็กน้อย ส่วนจำเลยที่ 5 และ 6 ไม่พบคราบเขม่าดินปืน จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 3 คน ได้ร่วมลงมือ และฆ่าผู้ตาย จึงมีเหตุอันสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยทั้ง 3 คน

ส่วนจำเลยที่ 8 พบว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุ ระหว่างขับรถผ่านหน้าบ้านของจำเลยที่ 7 พบว่ามีรถยนต์และคนจำนวนมากอยู่ที่หน้าบ้าน แชตแจ้งเตือนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้รายงานให้ความหรือให้ความช่วยเหลือ พิจารณาหลักฐานทั้งหมด ไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 8 กระทำความผิด ความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย

ส่วนจำเลยที่ 1-7 กระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรหรือไม่นั้น คดีนี้พยานหลักฐานของโจทก์พิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันฆ่าผู้ตายเฉพาะหน้า ไม่ได้มีการวางแผน และจำเลยที่ 1-7 ไม่ได้มีการประชุมรับฟังคำสั่งแบ่งหน้าที่กระทำการสมคบคิดร่วมกันฆ่าผู้ตาย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ากระทำผิดฐานซ่องโจร

ส่วนเรื่องคำขอค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ซึ่งคือพี่ชายของผู้ตาย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ได้ขอค่าสินไหมทดแทนจากการทำพิธีปลงศพ โดยเป็นเงินจำนวนกว่าหนึ่งล้านบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นควรให้จำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 3, 5, 6, 8 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้

ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลย 1, 2, 3, 4, 5, 7 ผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ในฐานฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นโทษหนักสุด ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 2, 4, 7 ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่มีเหตุให้ลดโทษ เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 801,400 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน ให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 8 เดือน ปรับ 7,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 และ 5 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญามีกำหนดไว้ 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 8 ส่วนข้อหาสมคบกันซ่องโจรและข้อหาอื่นๆ ให้ยกฟ้อง

ต่อมา นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ สจ.จอย ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ตนพูดมาตลอดว่าคนจะเบิกความโกหกยังไงก็ได้ แต่โกหกหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้ จากคำพิพากษามีเขม่าดินปืนในจำเลยที่ถูกกล่าวหา รวมถึงมีการจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาและนำบุคคลแต่ละคนไปอยู่ตามจุดต่างๆ ในส่วนนี้ตนต้องขอขอบคุณกองปราบปรามที่รับคดีนี้มาและทำสำนวนอย่างรัดกุม ผลนิติวิทยาศาสตร์ออกมาชัดว่า นายสุนทร ซึ่งเป็นจำเลยที่ 7 เกี่ยวข้องด้วย จากคำพิพากษาเชื่อได้ว่าเป็นคนที่ร่วมยิงด้วยซ้ำ ตนถือว่าวันนี้ น.ส.ณภาภัช ก็ได้รับความเป็นธรรมจากศาลจากการที่สูญเสียสามีไป แต่ก็ยังไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีการอุทธรณ์ฎีกาอีกหรือไม่ ต้องรอดูต่อไป แต่ส่วนจำเลยที่มีการยกฟ้อง ก็ยอมรับคำพิพากษาของศาล ส่วนการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ จะต้องศึกษาจากตัวคำพิพากษาฉบับเต็มอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อผลออกมาแบบนี้ได้คุยกับตัว น.ส.ณภาภัช อย่างไรบ้าง นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า น.ส.ณภาภัช ได้กล่าวขอบคุณศาลและสื่อมวลชนทุกคนที่ตามเรื่องนี้ไม่ปล่อยให้เงียบ จนทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางด้าน น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ สจ.จอย ได้เดินทางกลับทันทีโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่รออยู่.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...