Thai Festival ปารีส จากวัฒนธรรมสู่ Public Diplomacy ไทยยกระดับสัมพันธ์ฝรั่งเศสในวาระ 170 ปี
ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการรับรู้ในเวทีโลก ประเทศไทยกำลังพยายามปรับบทบาทของ ‘เทศกาลไทย’ จากงานเผยแพร่วัฒนธรรม ไปสู่เครื่องมือทางการทูตสาธารณะที่เชื่อมทั้งผู้คน เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ประเด็นสำคัญ
- จากเทศกาลวัฒนธรรม สู่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ
- 170 ปี จากประวัติศาสตร์สู่ความร่วมมือใหม่
วานนี้ (1 ตุลาคม) นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัว ‘Tout à fait Thaï 2026 – เทศกาลไทยในกรุงปารีส’ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคมนี้ ณ สวนบากาแตล (Parc de Bagatelle) กรุงปารีส ท่ามกลางสื่อมวลชนฝรั่งเศสและไทย รวมถึงผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ
งานปีนี้มีความหมายมากกว่าการจัดเทศกาลวัฒนธรรม เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในกิจกรรมใหญ่ช่วงท้ายของปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
นิกรเดชมองว่า Thai Festival เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมี ‘Visibility’ และ ‘Relevance’ เพิ่มขึ้นในสายตาประชาคมโลก
“งานการทูตตอนนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้าง exposure สร้าง Visibility, Relevance, Competitiveness เอาไทยไปอยู่ในแผนที่โลกให้มากที่สุด”
จากแนวคิดดังกล่าว Thai Festival ที่กรุงปารีส จึงไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงอาหารไทย นาฏศิลป์ มวยไทย นวดไทย หรือหัตถกรรมแบบดั้งเดิม แต่พยายามนำเสนอประเทศไทยในภาพที่กว้างขึ้น ทั้งด้าน Wellness การแพทย์ นวัตกรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และศักยภาพทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในธีมสำคัญของปีนี้คือ ‘ผ้าไทยและชุดไทย’ ซึ่งเชื่อมโยงกับความพยายามผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีศิลปินไทยและกิจกรรมร่วมสมัย เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ของฝรั่งเศสด้วย
จากเทศกาลวัฒนธรรม สู่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ
ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่า โครงการเทศกาลไทยเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญด้านการทูตสาธารณะและการทูตวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศ และดำเนินการมานานกว่า 30 ปี
แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเริ่ม ‘Rebranding’ Thai Festival อย่างจริงจัง เพื่อสร้างภาพจำและเอกลักษณ์ร่วมกัน พร้อมขยายเนื้อหาจากมรดกทางวัฒนธรรม ไปสู่ภาพประเทศไทยที่ ‘เปิดกว้าง ทันสมัย และสร้างสรรค์’
ใจไทยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ เพลง รวมถึงศิลปินไทยที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ ตลอดจนนวัตกรรมอาหารและ Future Food ซึ่งสามารถเชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจได้
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ร่วมงาน ‘รู้จักประเทศไทย’ แต่ต้องการให้เทศกาลเป็นพื้นที่ต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว สินค้าไทย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“ความสำเร็จของงานเทศกาลไทยไม่ได้วัดแค่จำนวนคนที่มาเข้าร่วมเยี่ยมชมงานในวันนั้นๆ แต่เรามองในภาพรวมและมองในระยะยาวด้วย”
อธิบดีกรมสารนิเทศกล่าวว่า ความสัมพันธ์ในระดับประชาชนสามารถเป็นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะความคุ้นเคยและความเข้าใจระหว่างผู้คนสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนในด้านอื่นได้
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กระทรวงการต่างประเทศจัด Thai Festival ทั้งหมด 42 แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้ 12 แห่งได้รับการจัดวางให้เป็นงานระดับ Flagship และฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในนั้น
170 ปี จากประวัติศาสตร์สู่ความร่วมมือใหม่
ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส หลังทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการมาครบ 170 ปี และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันย้อนหลังไปกว่า 3 ศตวรรษ
นิกรเดชมองว่า หากนับเฉพาะประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ปีนี้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสอยู่ในระดับสูงที่สุด โดยตลอดปีมีทั้งกิจกรรมทางวัฒนธรรม การเยือนระดับสูง และความร่วมมือในกรอบต่างๆ
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การเปลี่ยนทุนทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์อันยาวนานให้กลายเป็นความร่วมมือที่จับต้องได้ในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การลงทุน และนวัตกรรม
เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ระบุว่า ฝรั่งเศสมีศักยภาพในหลายสาขาที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศไทย ตั้งแต่พลังงาน เทคโนโลยี ระบบราง การบิน ไปจนถึงการแพทย์ ขณะเดียวกัน การเจรจา FTA ไทย-EU และกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
ในบริบทนี้ Thai Festival จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง ‘พาประเทศไทยไปให้คนฝรั่งเศสเห็น’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างกว่าในการสร้างความคุ้นเคย ความเชื่อมั่น และพื้นที่ใหม่ให้ประเทศไทยในสังคมฝรั่งเศสและยุโรป
สำหรับนิกรเดช เป้าหมายหนึ่งที่สำคัญคือการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสที่ยังไม่เคยเดินทางมาประเทศไทย
แนวคิดของงานจึงคล้ายกับการนำ ‘ประเทศไทยขนาดย่อม’ มาไว้ในปารีส ให้ผู้ร่วมงานได้พบทั้งอาหาร กีฬา Wellness ศิลปวัฒนธรรม นวัตกรรม การท่องเที่ยว และวิถีชีวิต ก่อนที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองว่า ประเทศไทยอาจเป็นจุดหมายต่อไปของพวกเขา
และนี่อาจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการทูตวัฒนธรรมในยุคใหม่ ที่ไม่ได้จบลงเมื่อเทศกาลปิดงาน แต่ต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ โอกาส และความสนใจต่อประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ในระยะยาว