โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดชื่อ 10 เมืองอันตรายที่สุดในยุค 90! อัตราฆาตกรรมพุ่ง 381 รายต่อแสนคน

sanook.com

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
10 เมืองที่อันตรายที่สุดในทศวรรษ 1990 (มีอัตราการฆาตกรรมสูงถึง 381 คดีต่อประชากร 100,000 คน)

381 ต่อแสนคน! เปิด 10 เมืองอันตรายที่สุดในยุค 90 อันดับ 1 เคยมีคนถูกฆาตกรรม 6,349 รายในปีเดียว

ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นอีกหนึ่งยุคที่หลายเมืองทั่วโลกต้องเผชิญกับความรุนแรงจากอาชญากรรม ยาเสพติด แก๊งอาชญากรรม และความขัดแย้งทางสังคมอย่างหนัก โดยบางพื้นที่มีอัตราการฆาตกรรมสูงจนแทบไม่ต่างจากพื้นที่ที่อยู่ท่ามกลางสงคราม หนึ่งในกรณีที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่ เมืองเมเดยิน ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งในปี 1991 มีอัตราการฆาตกรรมสูงถึง 381 รายต่อประชากร 100,000 คน

การจัดอันดับ 10 เมืองอันตรายที่สุดในยุค 1990 จากข้อมูลต้นทางไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขการฆาตกรรมในปีที่เลวร้ายที่สุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ระยะเวลาที่ความรุนแรงดำเนินต่อเนื่อง จำนวนผู้เสียชีวิต ผลกระทบต่อระบบการปกครอง และบาดแผลที่หลงเหลืออยู่กับเมืองและผู้คน ทำให้บางเมืองที่มีอัตราฆาตกรรมสูงเพียงช่วงสั้น ๆ อยู่ในอันดับต่ำกว่าเมืองที่เผชิญความรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน

จัดอันดับอย่างไร? ไม่ได้ดูแค่จำนวนคนเสียชีวิต

ข้อมูลต้นทางระบุว่า การจัดอันดับใช้ WorldRankd Composite Index ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น UNODC, FBI Uniform Crime Reports, ตำรวจแห่งชาติโคลอมเบีย และสถิติจากตำรวจแอฟริกาใต้ โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความรุนแรง 35%, ระยะเวลา 20%, จำนวนและการกระจายตัวของผู้เสียชีวิต 15%, การบริหารจัดการของรัฐ 15% และผลกระทบระยะยาว 15%

ข้อมูลยังระบุว่า อัตราการฆาตกรรมเฉลี่ยทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1990 อยู่ที่ประมาณ 6-7 รายต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เมืองทั้ง 10 แห่งในการจัดอันดับมีอัตราสูงกว่า 50 รายต่อ 100,000 คนในช่วงที่รุนแรงที่สุด และเมเดยินมีตัวเลขสูงกว่า 380 รายต่อ 100,000 คน

อันดับ 10 วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ

อัตราสูงสุด: 80.6 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1991 โดยมีผู้เสียชีวิต 482 ราย และได้รับฉายาว่า “เมืองหลวงแห่งการฆาตกรรมของสหรัฐฯ” ในช่วงเวลานั้น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยเฉพาะโคเคนชนิดแคร็ก รวมถึงตลาดยาเสพติดในพื้นที่ต่าง ๆ ของเมือง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่วอชิงตัน ดี.ซี. อยู่เพียงอันดับ 10 ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่รุนแรง แต่เพราะวิกฤตเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นกว่าเมืองอื่น อัตราการฆาตกรรมพุ่งสูงสุดในปี 1991 ก่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบสถาบันของรัฐยังคงดำเนินต่อไปได้

อันดับ 9 โจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้

อัตราสูงสุด: มากกว่า 52 รายต่อ 100,000 คน ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โจฮันเนสเบิร์กต้องเผชิญกับความรุนแรงในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของแอฟริกาใต้ หลังการเลือกตั้งประชาธิปไตยครั้งแรกในปี 1994 ปัญหาการปรับโครงสร้างตำรวจ ความยากจน แก๊งอาชญากรรม และอาวุธปืนจำนวนมากกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

ความรุนแรงยังส่งผลต่อโครงสร้างของเมืองอย่างชัดเจน ธุรกิจจำนวนหนึ่งย้ายออกจากใจกลางเมือง ขณะที่บางพื้นที่กลายเป็นแหล่งรวมของการปล้นรถและอาชญากรรมติดอาวุธ แม้อัตราสูงสุดจะต่ำที่สุดใน 10 เมืองที่จัดอันดับ แต่สถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จึงทำให้เมืองติดอันดับ 9

อันดับ 8 โบโกตา โคลอมเบีย

อัตราสูงสุด: ประมาณ 80 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1993 และมีผู้ถูกฆาตกรรมถึง 4,378 รายในปีเดียว โบโกตาในช่วงเวลานั้นได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสงครามระหว่างแก๊งค้ายา กลุ่มติดอาวุธ และอาชญากรรมบนท้องถนน

ข้อมูลต้นทางระบุว่า หากเฉลี่ยจากจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 1993 จะเท่ากับมีคนถูกฆาตกรรมประมาณ 12 รายต่อวัน เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ยังรวมถึงเหตุระเบิดที่อาคารหน่วยข่าวกรอง DAS ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 63 ราย อย่างไรก็ตาม เมืองสามารถฟื้นตัวจากสถานการณ์ดังกล่าวได้เร็วกว่าหลายเมืองที่อยู่ในอันดับสูงกว่า

อันดับ 7 ดีทรอยต์ สหรัฐฯ

อัตราสูงสุด: ประมาณ 57 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1991 โดยมีผู้เสียชีวิต 615 ราย ดีทรอยต์ต้องเผชิญปัญหาการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรม ควบคู่กับการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และโครงสร้างของเมือง

สิ่งที่ทำให้ดีทรอยต์ติดอันดับสูงกว่าวอชิงตัน ดี.ซี. คือ ความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่อัตราการฆาตกรรมไม่เคยลดต่ำกว่า 40 รายต่อ 100,000 คนตลอดทศวรรษ ขณะเดียวกันเมืองยังสูญเสียประชากรอีกประมาณ 100,000 คนในช่วงปี 1990-1999 ทำให้ปัญหาอาชญากรรมเชื่อมโยงกับวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึกซึ้ง

อันดับ 6 คิงส์ตัน จาเมกา

อัตราสูงสุด: ประมาณ 88 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1997 หรือเกือบ 475 คดีฆาตกรรมในเมืองที่มีประชากรราว 540,000 คน สถานการณ์ในคิงส์ตันมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยแก๊งติดอาวุธ หรือที่เรียกว่า “garrison communities” ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเมืองและอำนาจในระดับท้องถิ่น

ต่อมาเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามประเทศเข้ามาเพิ่มรายได้ให้กับแก๊ง ทำให้กลุ่มอาชญากรรมมีอำนาจมากขึ้น ความรุนแรงจึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เชื่อมโยงกับพื้นที่และเขตอิทธิพลของแต่ละกลุ่มจนการเดินทางข้ามย่านบางแห่งกลายเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง

อันดับ 5 นิวออร์ลีนส์ สหรัฐฯ

อัตราสูงสุด: 85.8 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1994 โดยมีผู้เสียชีวิต 421 ราย ซึ่งถือเป็นอัตราการฆาตกรรมสูงที่สุดในบรรดาเมืองสหรัฐฯ ในปีนั้น แต่สิ่งที่ทำให้นิวออร์ลีนส์อยู่สูงถึงอันดับ 5 ไม่ใช่เพียงจำนวนคดี แต่รวมถึงปัญหาความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐและตำรวจด้วย

ข้อมูลต้นทางระบุถึงคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่ที่ถูกตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งฆ่าและการปล้น ขณะเดียวกันการสอบสวนของรัฐบาลกลางยังพบปัญหาการทุจริตในหน่วยงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนบางพื้นที่ต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากอาชญากรและความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่ที่ควรทำหน้าที่ปกป้องพวกเขา

อันดับ 4 เคปทาวน์ แอฟริกาใต้

อัตราสูงสุด: ประมาณ 79 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1998 โดยพื้นที่ Cape Flats กลายเป็นศูนย์กลางของความรุนแรงจากแก๊งและยาเสพติด กลุ่มอาชญากรรมหลายกลุ่มแข่งขันกันควบคุมพื้นที่และตลาดยาเสพติด ส่งผลให้เกิดการปะทะและการใช้อาวุธรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เคปทาวน์ติดอันดับ 4 คือ ผลกระทบไม่ได้จบลงพร้อมกับทศวรรษ 1990 ข้อมูลต้นทางระบุว่าปัญหาความรุนแรงในบางพื้นที่ยังส่งผลต่อเมืองต่อเนื่องมาถึงยุคปัจจุบัน จึงถูกมองว่าเป็นกรณีที่วิกฤตในช่วงทศวรรษ 1990 ทิ้งร่องรอยเอาไว้ยาวนานกว่าหลายเมืองในรายการ

อันดับ 3 ริโอเดจาเนโร บราซิล

อัตราสูงสุด: ประมาณ 80 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1995 และมีผู้เสียชีวิตในเขตมหานครประมาณ 7,047 รายในปีเดียว หรือเฉลี่ยมากกว่า 19 รายต่อวัน ความรุนแรงส่วนหนึ่งกระจุกตัวอยู่ในชุมชนแออัดหรือฟาเวลา ซึ่งถูกควบคุมโดยกลุ่มค้ายาเสพติดและแก๊งติดอาวุธ

อีกปัจจัยหนึ่งคือบทบาทของตำรวจในเหตุความรุนแรง โดยข้อมูลต้นทางระบุว่ามีกรณีการวิสามัญฆาตกรรมและการใช้กำลังโดยเจ้าหน้าที่จำนวนมาก สถานการณ์จึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับแก๊งอาชญากรรม แต่ยังมีประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ริโอเดจาเนโรมีทั้งอัตราการเสียชีวิตสูง ความรุนแรงต่อเนื่อง และผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่

อันดับ 2 กาลี โคลอมเบีย

อัตราสูงสุด: ประมาณ 106 รายต่อ 100,000 คน ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยในปี 1994 เพียงปีเดียวมีผู้ถูกฆาตกรรมประมาณ 2,500 ราย เมืองกาลีในเวลานั้นเป็นฐานสำคัญของ Cali Cartel ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก

ลักษณะความรุนแรงของกาลีแตกต่างจากเมเดยินในหลายด้าน โดยแก๊งค้ายาในกาลีถูกกล่าวถึงในเรื่องการใช้การลอบสังหาร การติดสินบน และการแทรกซึมเข้าสู่หน่วยงานรัฐมากกว่าการใช้ความรุนแรงแบบเปิดเผย แม้ผู้นำกลุ่มจะถูกจับกุมในปี 1995 แต่ความรุนแรงไม่ได้หายไปทันที และอัตราการฆาตกรรมยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายทศวรรษ

อันดับ 1 เมเดยิน โคลอมเบีย เมืองที่มีอัตราฆาตกรรมพุ่งถึง 381 รายต่อแสนคน

อัตราสูงสุด: 381 รายต่อ 100,000 คน ในปี 1991 หรือมีผู้เสียชีวิตจากการฆาตกรรมถึง 6,349 รายในปีเดียว จากประชากรประมาณ 1.66 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในยุคนั้นหลายสิบเท่า และเป็นตัวเลขที่ทำให้เมเดยินถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 อย่างขาดลอย

เบื้องหลังความรุนแรงส่วนหนึ่งมาจาก Medellín Cartel และเครือข่ายของ Pablo Escobar ซึ่งทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่ที่มีทั้งการวางระเบิด การลอบสังหาร และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาชญากรรมกับภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีการใช้เยาวชนในชุมชนยากจนเข้ามาเป็นผู้ก่อเหตุ ส่งผลให้คนรุ่นหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางความรุนแรงและการสูญเสีย

แม้ Escobar เสียชีวิตในปี 1993 แต่สถานการณ์ไม่ได้ยุติลงทันที เพราะกลุ่มอาชญากรรมและกองกำลังอื่นยังคงมีบทบาท ทำให้อัตราการฆาตกรรมยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงกลางทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเมเดยินเริ่มเปลี่ยนแปลงผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาชุมชน ระบบขนส่ง และมาตรการด้านความปลอดภัย จนภาพลักษณ์ของเมืองเปลี่ยนไปอย่างมาก

สรุป 10 เมืองอันตรายที่สุดในยุค 1990

อันดับ เมือง ประเทศ อัตราสูงสุดต่อ 100,000 คน ปีที่พุ่งสูงสุด 1 เมเดยิน โคลอมเบีย 381 1991 2 กาลี โคลอมเบีย 106 1994 3 ริโอเดจาเนโร บราซิล 80 1995 4 เคปทาวน์ แอฟริกาใต้ 79 1998 5 นิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา 85.8 1994 6 คิงส์ตัน จาเมกา 88 1997 7 ดีทรอยต์ สหรัฐอเมริกา 57 1991 8 โบโกตา โคลอมเบีย 80 1993 9 โจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ 52 ช่วงกลางทศวรรษ 1990 10 วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา 80.6 1991

ความน่ากลัวไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าสนใจจากการจัดอันดับนี้คือ เมืองที่มีอัตราฆาตกรรมสูงที่สุดในปีใดปีหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่อยู่ในอันดับสูงสุดเสมอไป เพราะยังต้องพิจารณาว่าความรุนแรงกินเวลานานเพียงใด กระจายตัวไปทั่วเมืองหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อสถาบันของรัฐและคนรุ่นต่อไปมากแค่ไหน

เมเดยินจึงอยู่ในอันดับ 1 อย่างชัดเจนจากทั้งอัตราการฆาตกรรม จำนวนผู้เสียชีวิต และผลกระทบในวงกว้าง ขณะที่กาลีและริโอเดจาเนโรมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงและเผชิญความรุนแรงต่อเนื่อง ส่วนเคปทาวน์และดีทรอยต์ได้รับคะแนนจากระยะเวลาของวิกฤตและผลกระทบระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติอาชญากรรม แต่สะท้อนถึงชีวิตของผู้คนและเมืองที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียเป็นเวลาหลายปี หลายเมืองในรายชื่อนี้สามารถฟื้นตัวและเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาต่อมา แต่บาดแผลจากทศวรรษ 1990 ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่อธิบายว่าเหตุใดเรื่องความปลอดภัยในเมืองจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • WorldRankd Composite Index และข้อมูลการจัดอันดับ 10 เมืองอันตรายที่สุดในยุค 1990 จากข้อมูลต้นทางที่ใช้ในการเรียบเรียงบทความ
  • UNODC Global Study on Homicide – ข้อมูลและแนวโน้มการฆาตกรรมในระดับโลก
  • FBI Uniform Crime Reports – สถิติการฆาตกรรมในเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา
  • ข้อมูลตำรวจแห่งชาติโคลอมเบียและ South African Police Service ตามที่ระบุในข้อมูลต้นทาง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...