โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บ้านสองชั้น…วาดอนาคตไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 6 ตุลาคม 2569 เวลา 6.58 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บ้านสองชั้นหลังไม่ใหญ่นักในซอยประชาชื่น 46 เมื่อวานคึกคักกว่าที่ผมคิดไว้ครับ

ปกติ “เปิดซองออนไลน์” เรานั่งคุยกันผ่านจดหมายที่ส่งเข้ามา แต่คราวนี้ผมขอพาออกจากซองไปดูผู้คนกันสักวัน

เพราะเมื่อวานไทยโพสต์จัดงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ที่สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ พร้อมเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย”

นักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ คนในแวดวงสื่อ รวมถึงคนรุ่นใหม่และนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยค่อยๆ เข้ามา จนพื้นที่ชั้นล่างที่ใช้ต้อนรับแขกแน่นขึ้นเรื่อยๆ

ทีมงานไทยโพสต์ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทั้งดูแลแขก อาหาร และความเรียบร้อยของงาน

ผมยืนดูอยู่พักหนึ่ง สิ่งที่สะดุดตากลับไม่ใช่ว่าใครมาบ้าง แต่เป็นตอนที่แต่ละคนเจอกันครับ

คนคุ้นเคย คนที่ห่างหายกันไปตามหน้าที่การงานและเส้นทางชีวิต กลับมาทักทายถามไถ่กันอีกครั้ง ความคิดวันนี้อาจเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่พอเจอหน้ากันจริง เรื่องที่จะคุยกลับมีมากกว่าการเมือง

เสียงทักทาย เสียงหัวเราะ และการจับกลุ่มพูดคุยจึงมีให้เห็นอยู่ทั่วชั้นล่าง

แล้วผมก็เริ่มรู้สึกว่า งานนี้มีอะไรให้เขียนมากกว่าเรื่องบนชั้นสองเสียแล้ว

พอถึงเวลา ทุกคนก็ทยอยขึ้นไปข้างบน

สถานที่ไม่ได้เป็นห้องประชุมใหญ่ เป็นพื้นที่ขนาดพอเหมาะ คนพูดกับคนฟังนั่งใกล้กัน มองเห็นหน้ากันชัดๆ บรรยากาศเลยไม่ห่างเหินเหมือนงานเสวนาใหญ่ๆ

จากการทักทายกันข้างล่าง พอขึ้นมาชั้นสอง เรื่องที่จะคุยกันก็อยู่ตรงหน้าแล้วครับ

ประเทศไทยจะไปทางไหน

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดภาพจากด้านเศรษฐกิจ

สาระสำคัญคือ โลกกำลังเปลี่ยนทั้งการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี ประเทศไทยยังมีโอกาสจากการลงทุนที่เคลื่อนเข้ามา แต่โจทย์ไม่ใช่เพียงดึงเงินเข้าประเทศ ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างทักษะ และพาอุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านไปด้วย

ดร.เอกนิติใช้คำว่า “สติ” หรือ S-T-I เป็นกรอบคิดในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดย S คือ Stabilize Today สร้างเสถียรภาพในวันนี้, T คือ Transition Now เร่งเปลี่ยนผ่าน และ I คือ Invest for Tomorrow ลงทุนเพื่อวันข้างหน้า

ส่วนศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี พาย้อนกลับไปดูว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ ประเทศไทยผ่านอะไรมาบ้าง

ตั้งแต่การพัฒนาประเทศหลังปี 2500 ความหวังครั้งหนึ่งว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย วิกฤตปี 2540 การเมืองประชานิยม ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ มาจนถึงปัญหาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ความเหลื่อมล้ำ หนี้ครัวเรือน และสังคมสูงวัยในวันนี้

ก่อนทิ้งประโยคหนึ่งที่น่าคิดต่อว่า

“เราเป็นชาติที่ล้มเหลวแล้ว แต่ไม่ถึงรัฐล้มเหลว”

คำสำคัญน่าจะอยู่ตรงช่วงหลังครับ

เพราะอาจารย์ธีรยุทธไม่ได้บอกว่าประเทศไทยหมดทางไปต่อ ยังมองว่าเรามีโอกาสลุกขึ้นมาได้ เพียงแต่ถ้าอีกไม่กี่ปีข้างหน้ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลง ปัญหาที่สะสมอยู่ โดยเฉพาะเรื่องคนจน อาจกลายเป็นชนวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

ฟังมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงชื่องานขึ้นมาพอดี

เราเหลียวหลังกันมาพอสมควรแล้ว ทีนี้คงต้องแลหน้ากันบ้าง

ช่วงเสวนามี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุริยะใส กตะศิลา และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยสำราญ รอดเพชร กับนิธินาฏ ราชนิยม เป็นผู้ดำเนินรายการ

สามคนนี้ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันครับ ที่มาและประสบการณ์ทางการเมืองก็ต่างกันอยู่แล้ว

คุณอภิสิทธิ์เริ่มจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การผูกขาด การลงทุนในคน ก่อนมาถึงการเมือง รัฐธรรมนูญ และอำนาจของประชาชน

ส่วนคุณสุริยะใสหยิบประสบการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาตั้งเป็นโจทย์

หลังปี 2549 ความขัดแย้งไม่ได้อยู่เพียงว่าใครจะเป็นรัฐบาล แต่ลึกลงไปถึงความเข้าใจต่อคำว่า “ประชาธิปไตย”

ทุกฝ่ายพูดถึงประชาธิปไตย แต่ความหมายที่แต่ละฝ่ายให้กับคำนี้กลับไม่เหมือนกัน พอกติกาที่คิดว่าถูกต้องไม่ตรงกัน การเมืองจึงอยู่กับการเอาแพ้เอาชนะมาเรื่อยๆ

คุณสุริยะใสจึงตั้งโจทย์เรื่อง “ฉันทามติ”

ผ่านความขัดแย้งกันมาขนาดนี้แล้ว สังคมไทยจะหาจุดที่พอยอมรับร่วมกันได้หรือไม่

แกเล่าถึงคนจากหลายสีหลายกลุ่มที่เคยผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมา วันนี้เริ่มกลับมาพูดคุยกันถึงอนาคตประเทศ และมีประโยคหนึ่งว่า

“ต้องวางกันลงบ้าง”

ไม่ได้หมายความว่าความเห็นต่างต้องหายไป หรืออดีตไม่ต้องพูดถึง เพียงแต่เมื่อจะเดินต่อ สิ่งที่ผ่านมาก็ควรถูกนำมาเป็นบทเรียนมากกว่าเป็นเหตุให้กลับไปเริ่มต้นทะเลาะกันใหม่

พอกลับเข้าสู่การพูดคุยรอบต่อมา คุณอภิสิทธิ์รับโจทย์นี้โดยตรง และบอกว่าคุณสุริยะใสตั้งโจทย์ไว้ดี

ก่อนจะตามด้วยประโยคว่า

“ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย”

อดีตนายกรัฐมนตรีพูดเองครับ

ใจความของคุณอภิสิทธิ์คือ ถ้าจะสร้างฉันทามติ จุดตั้งต้นควรกลับไปอยู่ที่ประชาชน คนใช้อำนาจต้องมาจากประชาชน ขณะเดียวกัน คนที่มาจากประชาชนก็ต้องอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาลและกติกาที่ป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด

คุณสุริยะใสตั้งคำถามไว้ คุณอภิสิทธิ์ก็รับมาขยายต่อ

จากนั้นคุณธนาธรพาย้อนกลับไปดู 20 ปีที่ผ่านมา ว่าประเทศไทยเสียเวลาและเสียโอกาสไปกับความขัดแย้งทางการเมืองมากแค่ไหน

คุณธนาธรไล่ตัวเลขให้ฟังว่า ในช่วง 20 ปี ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งอยู่ในตำแหน่งประมาณ 2 ปี มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ การชุมนุมใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกทำให้เป็นโมฆะ 2 ครั้ง และรัฐประหารอีก 2 ครั้ง

ตัวเลขเหล่านี้ฟังแล้วก็พอเห็นภาพครับว่า เวลา 20 ปีของประเทศหายไปกับอะไรบ้าง

ในมุมของคุณธนาธร ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้รัฐบาลไม่มีเวลาและสมาธิมากพอที่จะวางนโยบายระยะยาว ประเทศเสียโอกาสที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และลงทุนกับสิ่งที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องเป็นสิบปี

เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2549-2568 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและหลายประเทศในอาเซียน

20 ปีจึงไม่ได้เสียไปเฉพาะกับความขัดแย้งทางการเมือง โอกาสทางเศรษฐกิจก็เสียไปพร้อมกันด้วย

คุณธนาธรจึงกลับมาที่เรื่องกติกา หากจะเขียนหรือวางกติกากันใหม่ ก็ไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองฝ่ายเดียว กองทัพ ระบบราชการ เครือข่ายจารีต ภาคประชาสังคม รวมถึงฝ่ายต่างๆ ต้องนำความต้องการของตัวเองมาคุยกัน เพื่อหาข้อตกลงว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

ฟังมาถึงตรงนี้ ความคิดของทั้งสามคนมีจุดที่มาต่อกันได้

คุณสุริยะใสตั้งโจทย์จากความหมายของประชาธิปไตยที่เรายังมองไม่ตรงกัน คุณอภิสิทธิ์เสนอให้กลับไปตั้งต้นที่ประชาชน ส่วนคุณธนาธรหยิบ 20 ปีที่ผ่านมาให้ดูว่า ถ้ายังหากติกาที่พอยอมรับร่วมกันไม่ได้ ประเทศต้องจ่ายราคาอะไรบ้าง

คำว่า “ฉันทามติ” จึงค่อยๆ มีเนื้อมีหนังขึ้นมาจากการพูดคุย

แล้วพอเงยหน้าจากคนพูดมามองคนฟัง ผมกลับเห็นอีกภาพหนึ่งที่เข้ากับงานพอดีครับ

นักศึกษาและผู้นำนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยนั่งปะปนอยู่กับคนที่ผ่านเรื่องราวของบ้านเมืองมาหลายยุค พื้นที่ชั้นสองไม่ได้กว้างมาก เก้าอี้จึงอยู่ใกล้กัน คนต่างวัยนั่งฟังเรื่องเดียวกัน มองเห็นหน้ากัน และเมื่อถึงเวลาก็มีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามถึงอนาคตที่พวกเขาจะต้องอยู่กับมันต่อไป

คนหนึ่งมีอดีตให้เล่า อีกคนมีอนาคตให้ถาม

บ้านสองชั้นหลังนี้เลยมีทั้ง “เหลียวหลัง” และ “แลหน้า” อยู่พร้อมกันพอดี

พอจบงาน ผมหันกลับมามองบ้านสองชั้นหลังนี้อีกที

สถานที่ไม่ใหญ่ แต่เรื่องที่คุยกันคืออนาคตของประเทศ

ไม่ต้องคิดเหมือนกันก็ได้ เอาคนเห็นต่างมาคุยกันบ่อยๆ ต่างคนต่างพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด แล้วฟังกันให้จบ

และถ้าภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้อีกหลายๆ ที่ ก็คงดีครับ

เพราะจากการนั่งคุยกันธรรมดาๆ แบบนี้ วันหนึ่งเราอาจเจออะไรบางอย่างที่พอจะเห็นร่วมกันได้บ้าง

แต่บ้านสองชั้นหลังนี้ทำให้เห็นแล้วว่า อย่างน้อยมันเริ่มจากการคุยกันได้

คราวหน้าเอาอีกครับ

— เสมอต้น
6 ตุลาคม 2569

📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ samerton.thaipost@gmail.com หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...