ทุ่นระเบิดปะทุชายแดนเกาหลี จุดเสี่ยงปะทะ ท้าทายนโยบายสันติภาพโซล
เขตปลอดทหาร (ดีเอ็มซี) ซึ่งแบ่งคาบสมุทรเกาหลีออกเป็นสองส่วน กลับมาเป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้งอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทุ่นระเบิดระเบิดจนทหารเกาหลีใต้ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางตามแนวชายแดน แต่ยังเผยให้เห็นความแตกต่างในการตีความเส้นแบ่งเขตแดนของสองเกาหลี และกลายเป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายลดความตึงเครียดของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ทหารเกาหลีใต้ 18 นายจากกองพลทหารราบที่ 25 กำลังเปิดเส้นทางลาดตระเวนใหม่ในดีเอ็มซี บริเวณแนวรบด้านตะวันตก ก่อนเกิดเหตุทุ่นระเบิดสองลูกระเบิดขึ้นในฝั่งเกาหลีใต้ ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
ผลสอบสวนร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับกองบัญชาการสหประชาชาติ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ระบุว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นของกองกำลังเกาหลีเหนือที่นำมาฝังไว้เมื่อประมาณหนึ่งปีก่อน สำนักงานคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ยังระบุว่า ทหารเกาหลีเหนือข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร (เอ็มดีแอล) ลงมาทางใต้และฝังทุ่นระเบิดไว้อย่างน้อยสี่ลูก ทำให้รัฐบาลโซลเรียกร้องให้รัฐบาลเปียงยางขอโทษอย่างเป็นทางการ พร้อมเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่
เกาหลีเหนือปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างแข็งกร้าว น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ กล่าวหาว่า การสอบสวนของเกาหลีใต้เป็นเพียง “ละครตลกที่จัดฉากขึ้นเอง” พร้อมเตือนว่า หากทหารเกาหลีใต้ยิงใส่ทหารเกาหลีเหนือ รัฐบาลเปียงยางจะตอบโต้ทันทีและอย่างไร้ความปรานี โดยระบุว่าได้ส่งแนวทางรับมือไปยังหน่วยชายแดนแล้ว
เธอยังวิจารณ์ว่าท่าทีของรัฐบาลโซลขัดแย้งกันเอง เนื่องจากฝ่ายทหารเรียกร้องคำขอโทษจากเกาหลีเหนือ ขณะที่ผู้นำเกาหลีใต้กลับเน้นย้ำการลดความตึงเครียดและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความเห็นที่แตกต่างกันนี้สะท้อนความยากลำบากของเกาหลีใต้ ในการประสานการตอบโต้ทางความมั่นคงเข้ากับความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
รากของปัญหาอยู่ที่เส้นแบ่งเขตทหารเอ็มดีแอล ซึ่งพาดผ่านเขตปลอดทหารที่มีความกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร และทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนทางบกโดยพฤตินัยระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ภายใต้ข้อตกลงสงบศึกสงครามเกาหลีเมื่อปี 2496 ทหารของทั้งสองฝ่ายต้องไม่ข้ามเส้นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเกาหลีมีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวเส้นแบ่งเขตไม่ตรงกัน ความขัดแย้งนี้มีลักษณะคล้ายข้อพิพาทเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเล (เอ็นแอลแอล) ในทะเลเหลือง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยึดถือแนวเขตที่ไม่สอดคล้องกัน ความแตกต่างดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าฝังทุ่นระเบิดในดินแดนเกาหลีใต้ เพราะอาจมองว่าพื้นที่นั้นอยู่ภายใต้เขตอำนาจของตนเอง
นับตั้งแต่ปลายปี 2566 ที่นายคิม จอง-อึนประกาศให้เกาหลีใต้เป็น “รัฐศัตรู” เกาหลีเหนือได้เพิ่มมาตรการตามแนวชายแดน โดยตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา มีรายงานว่าทหารเกาหลีเหนือก่อสร้างแนวกั้นและวางทุ่นระเบิดตามแนวเอ็มดีแอลอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวทำให้ความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลียิ่งริบหรี่ลง
เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลโซลให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียด โดยเกาหลีใต้ระงับการกระจายเสียงผ่านลำโพงโฆษณาชวนเชื่อตามแนวชายแดน และผลักดันแนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนคาบสมุทรเกาหลีในปีนี้
ในสุนทรพจน์เนื่องในวันครบรอบการสถาปนากองทัพเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 1 ต.ค. อีเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด” โดยไม่ได้กล่าวโทษเกาหลีเหนือโดยตรง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากัน อย่างไรก็ตาม ภายในรัฐบาลเกาหลีใต้ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยบางฝ่ายเรียกร้องให้เกาหลีเหนือรับผิดชอบและขอโทษ ขณะที่เจ้าหน้าที่บางคนยังไม่เห็นตรงกันว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกจัดเป็นการยั่วยุหรือไม่
นอกจากนี้ สถานการณ์ยังแตกต่างจากเหตุทุ่นระเบิดเมื่อปี 2558 ซึ่งทำให้ทหารเกาหลีใต้สองนายพิการ และนำไปสู่การเปิดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อตอบโต้ เพราะรัฐบาลโซลชุดปัจจุบันยุติมาตรการดังกล่าวแล้ว แต่เกาหลีเหนือยังปฏิเสธการติดต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ
ข้อพิพาทครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความพยายามสร้างสันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการลดแรงกดดันจากฝ่ายเดียว หากทั้งสองเกาหลียังไม่สามารถตกลงเรื่องเส้นแบ่งเขตและแนวทางอยู่ร่วมกันได้ เหตุปะทะเล็ก ๆ ตามชายแดนอาจลุกลามเป็นวิกฤตืใหญ่ได้ทุกเมื่อ เกาหลีใต้จึงต้องหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องทหารและอธิปไตยของประเทศ กับการรักษาโอกาสในการนำคาบสมุทรเกาหลีไปสู่สันติภาพในระยะยาว.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS