โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 500 จุด! หุ้นเทคฟื้นหนุนตลาด ขณะน้ำมัน WTI ทะยานเกือบ 98 ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกในวันพฤหัสบดี โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 500 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ฟื้นตัวเล็กน้อย หลังนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นนอกกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อชดเชยแรงขายหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ ด้านราคาน้ำมัน WTI ทะยานเกือบ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาทองคำฟื้นตัวรับดอลลาร์อ่อนค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง ท่ามกลางการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ดาวโจนส์พุ่งกว่า 500 จุด แม้หุ้น AI ยังเผชิญแรงขาย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกในวันพฤหัสบดี (15 ต.ค. 2569) โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่า 500 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ฟื้นตัวจากแรงซื้อหลังเผชิญแรงขายต่อเนื่องก่อนหน้านี้ นักลงทุนเริ่มกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังหุ้นกลุ่มอื่นของตลาด ส่งผลให้ดัชนีหลักทั้ง 3 แห่งปิดในแดนบวก

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ยังเผชิญแรงกดดัน จากความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันจากจีน รวมถึงภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่นักลงทุนยังประเมินว่าการเติบโตของธุรกิจ AI จะสามารถรองรับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาได้หรือไม่

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับผลกระทบจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ Fed ส่งผลให้นักลงทุนติดตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด

  • ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,177.69 จุด เพิ่มขึ้น 556.21 จุด (+1.08%)
  • ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,744.06 จุด เพิ่มขึ้น 25.12 จุด (+0.33%)
  • ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 26,713.026 จุด เพิ่มขึ้น 20.158 จุด (+0.08%)

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก รับแรงซื้อหุ้นทั่วภูมิภาค

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นโลก ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

แม้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องติดตาม แต่บรรยากาศการลงทุนโดยรวมได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และแรงซื้อในหุ้นหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ส่งผลให้ตลาดหุ้นสำคัญในยุโรปปิดในแดนบวก

  • ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 640.16 จุด เพิ่มขึ้น 2.41 จุด (+0.38%)
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนี ปิดที่ 25,382.62 จุด เพิ่มขึ้น 84.01 จุด (+0.33%)
  • ดัชนี CAC 40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ 7,934.70 จุด เพิ่มขึ้น 61.59 จุด (+0.78%)

ตลาดหุ้นอังกฤษปิดบวกกว่า 1% เศรษฐกิจขยายตัวหนุนความเชื่อมั่น

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี FTSE 100 ปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นยุโรปและตลาดการเงินโลกที่ฟื้นตัว ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 0.1% ในเดือนสิงหาคม สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะไม่เติบโต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังติดตามความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะถัดไป

  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นอังกฤษ ปิดที่ 10,840.35 จุด เพิ่มขึ้น 115.49 จุด (+1.08%)

ราคาน้ำมัน WTI พุ่งเกือบ 3% แตะ 97.97 ดอลลาร์ กังวลโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนกังวลว่าเหตุโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ขณะที่รายงานระบุว่าเรือที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ถูกโจมตีจนจมลงในเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้ ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความยืดเยื้อของความขัดแย้ง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ซึ่งลดลงถึง 8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 ตุลาคม ตามรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ขณะที่ความคืบหน้าทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังมีจำกัด ทำให้ตลาดกังวลว่าการเปิดเส้นทางขนส่งพลังงานตามปกติอาจใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งน้ำมันบางส่วน และมาตรการระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินที่อาจช่วยบรรเทาความตึงตัวของอุปทาน

  • ราคาน้ำมันดิบ WTI (ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน) ปิดที่ 97.97 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.88 ดอลลาร์ (+3.03%)
  • ราคาน้ำมันดิบ Brent (ส่งมอบเดือนธันวาคม) ปิดที่ 105.92 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 0.14 ดอลลาร์ (-0.13%)

ราคาทองคำฟื้นตัวกว่า 1% รับดอลลาร์อ่อนค่า บอนด์ยีลด์ลดลง

ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยราคาทองคำตลาดสปอตเพิ่มขึ้นกว่า 1% หลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 3 วันก่อนหน้า แรงหนุนสำคัญมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ทำให้ทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุน

แม้ข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตจะออกมาสูงกว่าคาด แต่ความเห็นของเจ้าหน้าที่ Fed บางรายที่ระบุว่ายังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยทันที ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบายการเงินในระยะใกล้ โดยตลาดยังประเมินความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธาน Fed ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาทองคำในระยะต่อไป

  • ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) อยู่ที่ 4,156.52 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.3%
  • ราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์ (ส่งมอบเดือนธันวาคม) อยู่ที่ 4,177.80 ดอลลาร์/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.7%

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน นักลงทุนลดคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงในวันพฤหัสบดี แม้ข้อมูลเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด โดยดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัวมากกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน สะท้อนถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับให้น้ำหนักกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ Fed ที่ส่งสัญญาณว่ายังสามารถรอประเมินข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงและกดดันค่าเงินดอลลาร์ หลังจากดัชนีดอลลาร์เพิ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือนเมื่อวันก่อนหน้า

นักลงทุนยังจับตาความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ของบริษัท AI ซึ่งกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอตัว หรือภาวะ Stagflation

  • ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ลดลง 0.44% สู่ระดับ 102.00
  • ยูโร/ดอลลาร์ ปรับขึ้น 0.48% สู่ระดับ 1.1210 ดอลลาร์
  • ปอนด์/ดอลลาร์ ปรับขึ้น 0.45% สู่ระดับ 1.3251 ดอลลาร์
  • ดอลลาร์/เยน ลดลง 0.32% สู่ระดับ 157.82 เยน

อ้างอิง : CNBC , Reuters

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...