โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นั่งทำงานนานไม่ได้แปลว่าเก่ง ทำไมโมเดล 8 ชั่วโมงเริ่มไม่เวิร์ก

SpringNews

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จริงไหมที่ความเชื่อเรื่อง 'การทำงานวันละ 8 ชั่วโมงแล้วจะโปรดักทีฟ' เป็นเพียงเรื่องปรัมปรา และเราควรเลิกเชื่อเสียที?

เมื่อชั่วโมงการทำงานและเนื้องานไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันทั้งหมด ในยุคที่เรายุ่งกว่าที่เคย มีสิ่งเร้ารายล้อมตั้งแต่การแจ้งเตือน อีเมล ไปจนถึงการประชุมนับไม่ถ้วน ยิ่งเมื่อ AI เข้ามามีบทบาท เราก็ยิ่งถูกคาดหวังให้ผลิตงานได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

แต่คำถามสำคัญคือ งานทั้งหมดที่เรากำลังทำอยู่นั้น 'มีความหมาย' และสร้างผลลัพธ์จริงมากน้อยแค่ไหน?

ความจริงคือ งานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้จำเป็นหรือสร้างผลผลิตอย่างที่เราคิด แต่ระบบการทำงาน 8 ชั่วโมงกลับมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับ 'เวลาที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะ' และภาพของการ 'ดูยุ่ง' ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน จนหลายคนรู้สึกกดดันว่าต้องทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

ความหมกมุ่นเรื่อง 'Productivity' อาจกำลังทำให้เราโปรดักทีฟน้อยลง

ข้อมูลด้านผลิตภาพสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เช่น ตัวเลขจากสำนักงานสถิติออสเตรเลียที่ระบุว่า ผลิตภาพแรงงานลดลง 0.2% ในช่วงปี 2024-2025 ขณะที่ในปี 2023 GDP ต่อชั่วโมงการทำงานลดลงอย่างมาก

เช่นเดียวกับข้อมูลจาก OECD ที่สะท้อนว่า การเติบโตของผลิตภาพแรงงานในหลายประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในภาวะซบเซามานับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความโดยตรงว่า 'ทำงานนานขึ้นจึงทำให้ผลิตภาพลดลง' เพราะผลิตภาพระดับประเทศได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตั้งคำถามคือ จำนวนชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีพอสำหรับประสิทธิภาพของการทำงาน

ชั่วโมงทำงานแต่ละชั่วโมงมีคุณค่าไม่เท่ากัน

บทความจาก Fast Company เสนออีกมุมมองว่า เวลาส่วนใหญ่ของพนักงานบริษัทอาจหมดไปกับงานที่ดูเหมือนเร่งด่วน แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์สำคัญจริงๆ

แนวคิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้จึงเป็นการจัดระเบียบวันทำงานใหม่ โดยตั้งอยู่บนหลักง่ายๆ ว่า

'เวลาแต่ละชั่วโมงมีค่าไม่เท่ากัน'

แทนที่จะพยายามทำงานหนักตลอด 8 ชั่วโมง เราอาจเลือกช่วงเวลาที่ตัวเองมีสมาธิและพลังงานสูงที่สุดสำหรับจัดการกับงานที่สำคัญ เช่น การเขียน การคิดเชิงกลยุทธ์ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจเรื่องยาก

บางคนจึงใช้ช่วง 60 นาทีแรกที่มีสมาธิสูงสุดจัดการกับงานสำคัญที่สุดของวันก่อนเปิดอีเมลหรือเข้าสู่การประชุม

เพราะความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า 'เรามีเวลากี่ชั่วโมง' แต่อยู่ที่ว่า 'เราใช้พลังงานที่ดีที่สุดกับอะไร'

เน้น 'Performance' มากกว่า 'ความยุ่ง'

หนึ่งในปัญหาของวัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่ คือเรามักนำความยุ่งไปผูกติดกับความมีประสิทธิภาพ

คนที่ประชุมเต็มปฏิทิน ตอบอีเมลตลอดวัน หรือออนไลน์จนดึก อาจดูเหมือนกำลังทำงานหนัก แต่กิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่มีมูลค่าสูงเสมอไป

สำหรับงานที่ต้องใช้สมาธิสูง หรือที่เรียกว่า Deep Work ความสามารถในการจดจ่ออย่างเข้มข้นของมนุษย์มีข้อจำกัด การพยายามรักษาสมาธิระดับสูงตลอดวันจึงเป็นเรื่องยาก

ดังนั้น แทนที่จะคาดหวังให้ทั้ง 8 ชั่วโมงเป็นช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เราอาจแบ่งวันทำงานออกเป็นช่วง เช่น ใช้เวลาที่สมองสดที่สุดกับงานยากและงานสำคัญ ก่อนใช้เวลาที่เหลือกับการประชุม อีเมล งานประสานงาน หรืองานที่ต้องใช้พลังทางความคิดน้อยกว่า

นอกจากนี้ การสร้างพื้นที่ให้สมองได้พัก เช่น การเดินเล่นหรือพักเบรกระหว่างวัน ก็อาจช่วยให้เรากลับมาจดจ่อกับงานได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยลดความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงานต่อเนื่อง

ทำไมเราถึงชอบทำ 'งานง่าย' ก่อน 'งานสำคัญ'?

อีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักไม่โฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูง คือ งานเหล่านั้นมักเป็นงานที่ยากที่สุด

การเขียนข้อเสนอสำคัญ การคิดกลยุทธ์ใหม่ การตัดสินใจเรื่องใหญ่ หรือการแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบชัดเจน ล้วนต้องใช้พลังทางความคิดสูง

ในทางกลับกัน การตอบอีเมล เช็กข้อความ จัดไฟล์ หรือเข้าประชุมบางประเภทให้ความรู้สึกว่า 'กำลังทำงาน' ได้ง่ายกว่า

เราจึงอาจใช้เวลาทั้งวันไปกับงานเล็กๆ จำนวนมาก และจบวันด้วยความรู้สึกว่าเหนื่อยมาก ทั้งที่งานสำคัญที่สุดยังไม่ได้ถูกแตะต้อง

นี่คือจุดที่ระบบการทำงาน 8 ชั่วโมงอาจกลายเป็นกับดัก เพราะเมื่อเราวัดการทำงานด้วย 'เวลา' มากกว่า 'ผลลัพธ์' การทำตัวให้ยุ่งจึงอาจกลายเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับงานยากที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริง

ถึงเวลานิยาม 'วันทำงานที่มีประสิทธิภาพ' ใหม่?

ปัญหาอาจไม่ใช่เพราะเราขยันไม่พอ แต่อาจเป็นเพราะเรายังคงใช้กรอบการทำงานที่พัฒนาขึ้นในยุคอุตสาหกรรมมาประเมินงานในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

สำหรับโรงงาน จำนวนชั่วโมงที่เครื่องจักรและแรงงานทำงานอาจสัมพันธ์กับจำนวนสินค้าที่ผลิตออกมาได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

แต่สำหรับนักเขียน โปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ นักการตลาด นักวิเคราะห์ นักวิจัย หรือคนทำงานที่ใช้ความคิด การนั่งทำงานเพิ่มอีก 2 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดไอเดียเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมงเสมอไป

ดังนั้น หากต้องการยกระดับผลงาน เราอาจต้องเปลี่ยนนิยามของ 'วันที่มีประสิทธิภาพ' เสียใหม่

เลือกทำงานที่สร้างผลกระทบสูง ใช้ช่วงเวลาที่สมองมีพลังมากที่สุดกับงานที่สำคัญ ปกป้องสมาธิจากสิ่งรบกวน และยอมรับว่าการพักก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน

วันทำงานที่มีประสิทธิภาพจริงๆ จึงอาจไม่ได้ดูยุ่งเหยิงหรืออัดแน่นไปด้วยงานตลอด 8 ชั่วโมง แต่อาจเป็นวันที่มีพื้นที่ให้คิด มีพื้นที่ให้พัก และมีเวลาเพียงพอสำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆ

แทนที่จะถามว่า

'เราจะยัดงานให้ได้มากที่สุดภายใน 8 ชั่วโมงได้อย่างไร?'

บางทีคำถามที่ควรถามมากกว่าคือ

'อะไรคือสิ่งที่คู่ควรกับช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสมองเรา?'

ที่มา : Fast Company — The productive eight-hour workday is a myth, and we need to stop believing it

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...