ข่าวดี มช.-จอห์นส์ฮอปกินส์ ผนึก AIRRE ป้องกันโรคทารกตาบอด ROP สำเร็จ 100%
ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) ความร่วมมือระหว่างสถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กับภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในทารกแรกเกิด หลังเดินหน้ามาครบ 2 ปี พบว่าสามารถช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยงทุกรายให้พ้นจากภาวะตาบอดถาวรได้สำเร็จ
ROP ภัยเงียบ ต้นเหตุตาบอดในเด็กไทย
ภาวะจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด หรือ ROP (Retinopathy of Prematurity) ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะตาบอดในเด็กไทย
โดยมีข้อมูลชี้ว่าเด็กไทยที่ตาบอดกว่า 2 ใน 3 มีสาเหตุมาจากโรคนี้ ขณะที่อัตราการเกิดภาวะตาบอดในทารกแรกเกิดอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 1,000 คน สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนของการคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะแรก
คัดกรอง 6,000 ภาพ เจอ ROP 23 ราย รักษาทันทุกคน
โครงการเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2567 โดยทีมแพทย์ติดตามทารกกลุ่มเสี่ยงจำนวน 60 คน ผ่านการถ่ายภาพจอประสาทตากว่า 6,000 ภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนคัดกรอง ประเมินอาการ ไปจนถึงการรักษาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ รวมถึงการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาในรายที่จำเป็น ผลลัพธ์พบทารกที่มีภาวะ ROP จำนวน 23 คน และทุกคนได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไม่มีรายใดสูญเสียการมองเห็นถาวร
ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIRRE ระบุว่า หัวใจของโครงการคือการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในพื้นที่ขาดแคลนจักษุแพทย์เฉพาะทาง ผ่านกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ที่บุคลากรผ่านการฝึกอบรมสามารถใช้บันทึกภาพและส่งให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากระยะไกลได้
ทุ่มงบกว่า 330 ล้านบาท หนุนงานวิจัยและอุปกรณ์
การสนับสนุนโครงการมีมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 330 ล้านบาท ครอบคลุมทุนวิจัยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญคือกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงราว 125,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง
เรื่องจริงที่สะเทือนใจ ตอกย้ำความสำคัญของการคัดกรองไว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข คณะแพทยศาสตร์ มช. เล่าว่า ในโครงการมีเด็กรายหนึ่งคลอดก่อนกำหนดและตรวจพบความผิดปกติได้ทันเวลา ขณะที่พี่ของเด็กคนดังกล่าวเคยสูญเสียการมองเห็นจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการคัดกรองได้ทันในอดีต กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่าการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญเพียงใด
ทั้งนี้ ทารกกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการตรวจคัดกรอง ได้แก่ เด็กที่มีอายุครรภ์ไม่ถึง 30 สัปดาห์ หรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่า 1,500 กรัม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และหากพบความผิดปกติต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็วที่สุด
เดินหน้าสู่ AI ขยายเครือข่ายทั่วไทยและภูมิภาค
สำหรับแผนงานระยะต่อไป ศูนย์ AIRRE เตรียมพัฒนาระบบคัดกรองโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับระบบถ่ายภาพจอประสาทตาขั้นสูง พร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและขยายการเข้าถึงการคัดกรองไปยังพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีการนำผลวิจัยและรูปแบบการดำเนินงานไปศึกษาเพื่อปรับใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพิจารณานำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้
เบรสเลอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะยาวของศูนย์ AIRRE คือการสร้างองค์ความรู้และเครือข่ายด้านโรคจอตา เชื่อมโยงบุคลากรในพื้นที่กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านเทคโนโลยี เพื่อลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ และเพิ่มโอกาสให้ทารกกลุ่มเสี่ยงได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน