โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะก.ม.สวมสิทธิ ‘บัตรชมพู’คุ้มเสี่ยง เตือนรื้อด่วนก่อนสิ้นความศักดิ์สิทธิ์

เดลินิวส์

อัพเดต 28 สิงหาคม 2569 เวลา 22.26 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
จากกรณีพบการทุจริตสวมสิทธิบัตรชมพูเป็นจำนวนมาก โดยขบวนการดังกล่าวพบว่ามีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และนายหน้าที่เป็นทั้งคนไทยและต่างด้าว ร่วมกันกระทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย อีกทั้งยังพบว่าทำกันมายาวนานและหากปล่อยไปก็อาจก่อให้เกิดความสูญเสียในอนาคตได้มากกว่านี้

“ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” ได้พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ มูลศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและกิจการพิเศษ มศว วิเคราะห์ถึงเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นในขบวนการสวมสิทธิบัตรชมพู รวมถึงพบมีช่องโหว่ทางกฎหมายใดบ้างที่ต้องแก้ไข

  • ดุลพินิจเจ้าหน้าที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ทุจริต

รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ ระบุว่า ปัญหาการสวมสิทธิจะทำให้ผู้ที่ได้บัตรมีสิทธิ หรือมีสวัสดิการบางประการที่จะได้รับจากรัฐไทย สิ่งที่จะต้องดูมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ 1.การที่จะมีสิทธิได้รับบัตร 2.การทุจริตในกระบวนการออกบัตร 3.ผลในทางกฎหมายของบัตรที่ออกแล้วว่าบัตรที่ออกไปนั้นจะสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่ง กระบวนการดังกล่าว จะเห็นว่ามีพฤติการณ์ทุจริตในการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเข้าบ้านคนไทยเป็นบ้านร้างหรือห้องพักอาศัย จากข่าวพบมีการแลกเงินจ้างในจำนวนเงินหลักพัน แต่ที่น่าสนใจคือในบางรายมีการย้ายเข้ามาหลังจากนั้นก็จะมีการย้ายออกไป

ส่วนเรื่องช่องโหว่ทางกฎหมายจนอาจก่อให้เกิดการทุจริตได้นั้น รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ ระบุ ส่วนใหญ่มักจะเป็นในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมกับกลุ่มนายหน้า เพื่อจะออกบัตรเหล่านี้ให้กับเด็กที่มีจำนวนนับพันราย นอกจากจะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับสิทธิต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาล ได้รับสิทธิเรียนฟรีแล้ว ในอนาคตอาจกลายเป็นช่องทางที่จะนำไปสู่การขอสัญชาติไทย และสามารถทำธุรกรรมบางอย่างได้ในอนาคต ส่วนการจะถูกจับกุมก็สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะมีบัตรที่ถูกต้องแล้ว

  • 3 ต้นทางที่ก่อให้เกิดการสวมสิทธิ

รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ ยังระบุด้วยว่า การสวมสิทธิพบใน 3 ลักษณะด้วยกันคือ กรณีที่ 1 จะมีการใช้บุคคลจริงมายื่นขอทำบัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) โดยบุคคลนั้นแต่เดิมไม่มีสิทธิ ที่จะยื่นขอออกบัตรสีชมพู แต่มีการสร้างสถานะทางทะเบียนให้สามารถมีสิทธิมายื่นขอได้ ยกตัวอย่างคือ มีการแอบนำชื่อเข้าทะเบียนบ้านคนไทยเพื่อให้ได้สิทธิในการยื่นขอใบอนุญาต เป็นต้น กรณีที่ 2 จะเป็นกลุ่มคนที่มีตัวตนแต่ว่ายินยอมให้บุคคลไปใช้สิทธิแทนตน ยกตัวอย่าง นาย ก.อาจจะมีบัตรชมพูได้โดยชอบแต่ไปยอมให้ นาย ข.ไปแสดงตนและกลายเป็นผู้ที่เป็นเจ้าของบัตร เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกรณีนี้จะมีความผิดในเรื่องของการใช้เอกสารหรือข้อมูลของผู้อื่นเพื่อแสดงตน และ กรณีที่ 3 จะเป็นการสร้างบุคคล และข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบทะเบียน ซึ่งกลุ่มนี้จะมีลักษณะพฤติกรรมการใช้เอกสารเท็จ ใช้พยาน หรือข้อมูลเท็จทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนนั้นมีสิทธิได้รับการบันทึก ซึ่งในกรณีนี้เจ้าหน้าที่อาจจะถูกหลอก หรือทำให้เข้าใจผิดว่าบุคคลนั้นที่เกิดจากพยานแวดล้อมเท็จมีสิทธิ

  • เจ้าหน้าที่รัฐถึงคนสวมสิทธิมีความผิดทั้งหมด

ส่วนความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องพิจารณาตามพฤติการณ์อีกครั้งว่า การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายนั้น ความจริงเจ้าหน้าที่รู้หรือไม่ว่าบุคคลกลุ่มนี้เองไม่มีสิทธิ แต่ก็ยังดำเนินการให้ ถ้าเจ้าหน้าที่รู้จะถือว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการทุจริตจะเข้ามาตรา 157 ได้ แล้วถ้าเจ้าหน้าที่ไปร่วมปลอมข้อมูลเอกสารด้วยก็จะมีความผิดเพิ่มเติม ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะถือเป็นกรณี ทุจริตทางทะเบียน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข หรือจัดทำเอกสารราชการโดยมิชอบ และถ้าการทำผิดดังกล่าวมีการรับเงินเพื่อออกบัตรให้ด้วย ก็จะถือว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้ที่ไปเรียกรับหรือไปยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นเพื่อจะทำการในตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง

แล้วคนที่มาขอสวมสิทธิจะมีความผิดอะไรหรือไม่ รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ ระบุว่า ถ้าเกิดบุคคลเหล่านี้ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จกับเจ้าหน้าที่จะมีความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎร เพราะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย หรืออีกกรณีถ้าใช้เอกสารปลอมหรือใช้เอกสารของผู้อื่นก็จะมีความผิดตามกฎหมายอาญาเกี่ยวกับเรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสาร

ซึ่งในทางคดีจะมองได้ 3 ส่วนคือขั้นแรกชั้นต้นทาง ในทางกฎหมายจะดูว่าบุคคลดังกล่าวมีสิทธิที่จะถูกบันทึกในทะเบียนหรือไม่ ขั้นตอนต่อมาชั้นที่ 2 คือในชั้นกระบวนการดูว่าเจ้าหน้าที่ขณะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานหรือตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมาย จงใจหรือละเว้นอย่างไรหรือไม่ และขั้นตอนที่ 3 คือชั้นปลายทาง หลังจากที่บุคคลดังกล่าวได้รับบัตรไปแล้วมีการนำบัตรไปใช้แสดงตัวหรือว่าทำธุรกรรมแทนบุคคลอื่นโดยที่ตัวเองไม่มีสิทธิหรือไม่ ทั้งนี้การกระทำผิดในลักษณะที่เป็นขบวนการไม่สามารถทำคนเดียวได้ ก็จะเรียกว่าเป็น Systemic Corruption หรือเรียกว่าคอร์รัปชันโดยระบบ ที่ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เพียงแต่จุดอ่อนของเราเองก็คือการที่จะสาวไปถึงต้นตอจะถูกตัดตอนได้ขนาดไหน แต่ในยุคปัจจุบัน การตัดตอนก็ไม่ง่าย เพราะว่าการใช้นิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นทั้งเส้นทางการเงิน หรือหากซัดทอดก็จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติม”

  • ผลประโยชน์มหาศาลคุ้มที่จะเสี่ยงทำผิด

ส่วนแรงจูงใจที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐยอมเข้าสู่กระบวนการกระทำความผิดนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ ระบุว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์แน่นอน ซึ่งจากข่าวพบว่ามีเป็น 1,000 คน ส่วนค่าตอบแทนก็มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งคนที่จะได้ผลประโยชน์ไม่ได้มีแค่เจ้าหน้าที่รัฐแต่รวมถึงเครือข่าย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเครือข่ายจึงไม่ใช่มีแค่เพียงพื้นที่ดินแดง แต่ก็ยังเห็นว่าพบเครือข่ายในหลายๆ พื้นที่ของไทย

เรียกว่าคุ้มเสี่ยง หรือคุ้มที่จะเสี่ยง หลายกรณีที่มีการทุจริตและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ทำให้บางคนคิดว่าคุ้มที่จะลองเสี่ยงทำดู นอกจากจะไม่ถูกจับแล้วก็จะเห็นว่ากระบวนการในการตรวจสอบอาจจะมีความล่าช้า รวมถึงกระบวนการยุติธรรมกว่าจะไปถึงศาล กว่าจะมีการลงโทษในบางกรณีผู้กระทำผิดเสียชีวิตไปก่อนแล้ว ก็เลยทำให้เกิดความกล้ารู้สึกคุ้มที่จะเสี่ยง”

  • ลงโทษตามกฎหมายอย่างจริงจัง

ส่วนข้อเสนอแนะที่รัฐจะปิดช่องโหว่การทุจริตสวมสิทธินั้น รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ กล่าวว่าต้องใช้ระบบ แต่ทั้งนี้ไม่ว่ารัฐจะออกมาตรการใด คนที่รู้ช่องทางในการหลีกเลี่ยง ก็จะสามารถหาช่องทุจริตได้ แต่หากจะทำให้เกิดความกลัว ต้องมีการลงโทษบุคคลที่กระทำความผิดนี้จริงๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างเห็นว่าหากมีการกระทำผิดจริงจะไม่ได้รอดโดยอัตโนมัติ อย่างน้อยอาจจะทำให้บางคนเกิดความกลัวขึ้นบ้าง และอีกสิ่งที่จะสามารถนำมาใช้อุดช่องว่างนี้ได้ คือ การลดช่องในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ดุลพินิจเพียงลำพัง อาจเปิดพื้นที่ให้มีการร่วมตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก ก็อาจจะทำให้การทุจริตทำได้ยากมากขึ้น

ปลายทางที่น่าเป็นห่วงที่สุดถ้าเรื่องคราวนี้ไม่ถูกรื้อ ไม่ถูกดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย สิ่งที่น่าห่วงก็คือจะทำให้คนที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วไม่ถูกลงโทษ มีความรู้สึกว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจะทำให้กล้าที่จะขยายเครือข่ายมากยิ่งขึ้น แล้วคนที่มาสวมสิทธิโดยมิชอบก็ไม่ได้ถูกเพิกถอน ไม่ได้ถูกเรียกเงินคืน ก็รู้สึกว่าคุ้มที่จะเสี่ยงที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากการมีบัตร ไม่ว่าจะเป็นทั้งบัตรประชาชนปลอม หรือบัตรชมพูปลอม ส่งผลถึงอนาคตมูลค่าของการทุจริตก็จะสูงขึ้น และกลายเป็นจูงใจให้คนอยากมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้มากขึ้น”

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...