จีนเดือด! สหรัฐฯ เพิ่มกว่า 40 บริษัทจีนเข้าบัญชีคุมเข้มแรงงานบังคับ ซัดกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก
กระทรวงพาณิชย์จีนประณามสหรัฐฯ หลังขึ้นบัญชีมากกว่า 40 บริษัทจีนภายใต้กฎหมายป้องกันแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ชี้เป็นมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวและการกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันจีนจะใช้ทุกมาตรการปกป้องธุรกิจของตน
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว China Daily รายงานว่าจีนออกมาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่เพิ่มรายชื่อหน่วยงานและบริษัทจีนมากกว่า 40 แห่งเข้าสู่บัญชีควบคุมภายใต้ กฎหมายป้องกันแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ (Uyghur Forced Labor Prevention Act: UFLPA) โดยระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน รวมถึงสร้างความปั่นป่วนต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า การดำเนินการของสหรัฐฯ เป็นมาตรการที่ “ไร้เหตุผล” และเป็นความพยายามอีกครั้งในการใช้ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานบังคับเป็นข้ออ้างเพื่อคว่ำบาตรบริษัทจีนฝ่ายเดียว
จีนมองว่า การเพิ่มรายชื่อบริษัทดังกล่าวเป็น“การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ” (economic coercion) โดยชี้ว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจและการค้าของจีนและสหรัฐฯ เพิ่งหารือผ่านระบบวิดีโอคอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าให้มีเสถียรภาพ
“เพียงหนึ่งวันต่อมา สหรัฐฯ กลับออกมาตรการรุนแรงที่กระทบผลประโยชน์ของจีน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างร้ายแรงจากความเข้าใจร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าว
จีนย้ำว่า ต่อต้านแรงงานบังคับมาโดยตลอด พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแรงงานบังคับในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสงบเรียบร้อย มีเสถียรภาพทางสังคม เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง และประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
รัฐบาลจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการกล่าวหาและโจมตีซินเจียง รวมถึงหยุดใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นเครื่องมือกดดันบริษัทจีน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของภาคธุรกิจจีน
ทั้งนี้ ความขัดแย้งด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดโลกจับตา เนื่องจากมาตรการจำกัดการค้าระหว่างสองประเทศอาจส่งผลต่อการลงทุนและเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศในวงกว้าง
อ้างอิง : chinadaily.com.cn