Yen Carry Trade คืออะไร? จับตาเยนแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน เขย่าตลาด 2.34 ล้านล้านดอลลาร์
เงินเยนแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน สั่นคลอน Yen Carry Trade หลังการกู้ยืมเงินเยนข้ามพรมแดนพุ่งแตะ 2.34 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางคาดการณ์ BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย
วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 15.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่นขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน กำลังทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับ Yen Carry Trade หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อตลาดการเงินโลกมายาวนานหรือไม่
แรงกดดันต่อ Yen Carry Trade เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนเพิ่มขึ้นและลดความน่าสนใจของการนำเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
Yen Carry Trade คืออะไร
Carry Trade เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินในสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น เงินเยน ก่อนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสกุลเงินหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เปโซเม็กซิโก ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ
เงินเยนเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักที่ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับ Carry Trade มานานหลายปี เนื่องจากญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน นักลงทุนจึงสามารถกู้เงินเยนด้วยต้นทุนต่ำ ก่อนนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรหรือสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
เมื่อสิ้นสุดการลงทุน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นการลงทุนระยะสั้น นักลงทุนจะขายสินทรัพย์หรือแลกเงินกลับมาเป็นเยน เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้
ผลตอบแทนต่อปีของ Dollar-Yen Carry Trade โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5% ตามส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐกับญี่ปุ่น และนักลงทุนยังสามารถทำกำไรเพิ่มเติมได้หากเงินเยนอ่อนค่าลงระหว่างช่วงที่ถือสถานะ
อย่างไรก็ตามผลตอบแทนดังกล่าวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งกลยุทธ์นี้เคยสร้างผลตอบแทนประมาณ 5-6%
นักลงทุนเริ่มหันไปใช้ฟรังก์สวิสแทนเยน
หลังญี่ปุ่นและสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ Carry Trade มีสัญญาณเริ่มหันไปใช้ฟรังก์สวิส เป็นสกุลเงินสำหรับระดมทุนแทน
Yen Carry Trade ในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักลงทุนต่างชาติ เริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เมื่อญี่ปุ่นดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นและเงินเยนอ่อนค่า
กลยุทธ์ดังกล่าวขยายตัวอย่างมากอีกครั้งในช่วงปี 2565-2566 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ BOJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับติดลบ ประกอบกับเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างญี่ปุ่นกับต่างประเทศกว้างขึ้น
Yen Carry Trade ใหญ่แค่ไหน
ไม่มีใครทราบขนาดที่แท้จริงของ Yen Carry Trade เนื่องจากสถานะการลงทุนจำนวนมากไม่ได้สามารถตรวจสอบได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลบางชุดที่สามารถใช้ประเมินขนาดของตลาดได้
Jefferies วิเคราะห์ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า การกู้ยืมเงินเยนข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 360 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.34 ล้านล้านดอลลาร์ ณ เดือนมีนาคม ถือเป็นการสะสมสถานะที่เกี่ยวข้องกับ Carry Trade ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ
อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือสถานะเดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่า ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) ระบุว่า ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 กันยายน นักลงทุนมีสถานะขายสุทธิในเงินเยนจำนวน 92,227 สัญญา เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 163,412 สัญญา ซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 กรกฎาคม
ขนาดสถานะที่แท้จริงของ Carry Trade อาจสูงกว่าที่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อน เนื่องจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์และกองทุนที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการซื้อขายมักใช้ Leverage หรือเงินกู้เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน
ต่างจากวิกฤต Carry Trade ปี 2567 อย่างไร
ไม่ว่า Yen Carry Trade จะมีขนาดใหญ่เพียงใด หากนักลงทุนเร่งปิดสถานะพร้อมกันอย่างกะทันหัน ก็สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อตลาดการเงินทั่วโลกได้
เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2567 เมื่อ BOJ สร้างความประหลาดใจแก่ตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากประมาณ 154 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 141 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
นักลงทุนที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนจึงถูกบังคับให้ปิดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่องในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ ดัชนี Nikkei ร่วงถึง 12.4% ภายในวันเดียว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังซ้ำรอยเหตุการณ์ปี 2567 เนื่องจากครั้งนี้เจ้าหน้าที่ BOJ ส่งสัญญาณมาหลายสัปดาห์แล้วว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยกำลังใกล้เข้ามา และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต
ตลาดหุ้นจึงสามารถรับมือกับทั้งสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินและการแข็งค่าของเงินเยนได้ค่อนข้างดี ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนจนถึงขณะนี้ยังเป็นไปอย่างมีระเบียบ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังทยอยปรับสถานะและมุมมองล่วงหน้า ก่อนการประชุม BOJ ครั้งสำคัญในสัปดาห์หน้า
อ้างอิง : reuters.com