โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Yen Carry Trade คืออะไร? จับตาเยนแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน เขย่าตลาด 2.34 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.ย เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย เวลา 08.34 น.

เงินเยนแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน สั่นคลอน Yen Carry Trade หลังการกู้ยืมเงินเยนข้ามพรมแดนพุ่งแตะ 2.34 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางคาดการณ์ BOJ จ่อขึ้นดอกเบี้ย

วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 15.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การแข็งค่าของเงินเยนญี่ปุ่นขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน กำลังทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับ Yen Carry Trade หนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่มีบทบาทสำคัญต่อตลาดการเงินโลกมายาวนานหรือไม่

แรงกดดันต่อ Yen Carry Trade เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมสัปดาห์หน้า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนเพิ่มขึ้นและลดความน่าสนใจของการนำเงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

Yen Carry Trade คืออะไร

Carry Trade เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินในสกุลที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น เงินเยน ก่อนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสกุลเงินหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เปโซเม็กซิโก ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ

เงินเยนเป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักที่ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับ Carry Trade มานานหลายปี เนื่องจากญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน นักลงทุนจึงสามารถกู้เงินเยนด้วยต้นทุนต่ำ ก่อนนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรหรือสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

เมื่อสิ้นสุดการลงทุน ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นการลงทุนระยะสั้น นักลงทุนจะขายสินทรัพย์หรือแลกเงินกลับมาเป็นเยน เพื่อนำไปชำระคืนเงินกู้

ผลตอบแทนต่อปีของ Dollar-Yen Carry Trade โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2.5-3.5% ตามส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐกับญี่ปุ่น และนักลงทุนยังสามารถทำกำไรเพิ่มเติมได้หากเงินเยนอ่อนค่าลงระหว่างช่วงที่ถือสถานะ

อย่างไรก็ตามผลตอบแทนดังกล่าวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งกลยุทธ์นี้เคยสร้างผลตอบแทนประมาณ 5-6%

นักลงทุนเริ่มหันไปใช้ฟรังก์สวิสแทนเยน

หลังญี่ปุ่นและสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม นักลงทุนที่ใช้กลยุทธ์ Carry Trade มีสัญญาณเริ่มหันไปใช้ฟรังก์สวิส เป็นสกุลเงินสำหรับระดมทุนแทน

Yen Carry Trade ในรูปแบบปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยนักลงทุนต่างชาติ เริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เมื่อญี่ปุ่นดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นและเงินเยนอ่อนค่า

กลยุทธ์ดังกล่าวขยายตัวอย่างมากอีกครั้งในช่วงปี 2565-2566 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ BOJ ยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับติดลบ ประกอบกับเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างญี่ปุ่นกับต่างประเทศกว้างขึ้น

Yen Carry Trade ใหญ่แค่ไหน

ไม่มีใครทราบขนาดที่แท้จริงของ Yen Carry Trade เนื่องจากสถานะการลงทุนจำนวนมากไม่ได้สามารถตรวจสอบได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลบางชุดที่สามารถใช้ประเมินขนาดของตลาดได้

Jefferies วิเคราะห์ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า การกู้ยืมเงินเยนข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 360 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.34 ล้านล้านดอลลาร์ ณ เดือนมีนาคม ถือเป็นการสะสมสถานะที่เกี่ยวข้องกับ Carry Trade ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ

อีกตัวชี้วัดหนึ่งคือสถานะเดิมพันว่าเงินเยนจะอ่อนค่า ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) ระบุว่า ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 กันยายน นักลงทุนมีสถานะขายสุทธิในเงินเยนจำนวน 92,227 สัญญา เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 163,412 สัญญา ซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 กรกฎาคม

ขนาดสถานะที่แท้จริงของ Carry Trade อาจสูงกว่าที่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อน เนื่องจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์และกองทุนที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการซื้อขายมักใช้ Leverage หรือเงินกู้เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน

ต่างจากวิกฤต Carry Trade ปี 2567 อย่างไร

ไม่ว่า Yen Carry Trade จะมีขนาดใหญ่เพียงใด หากนักลงทุนเร่งปิดสถานะพร้อมกันอย่างกะทันหัน ก็สามารถสร้างผลกระทบรุนแรงต่อตลาดการเงินทั่วโลกได้

เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2567 เมื่อ BOJ สร้างความประหลาดใจแก่ตลาดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากประมาณ 154 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 141 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

นักลงทุนที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุนจึงถูกบังคับให้ปิดสถานะ Carry Trade ส่งผลให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่องในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ ดัชนี Nikkei ร่วงถึง 12.4% ภายในวันเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังซ้ำรอยเหตุการณ์ปี 2567 เนื่องจากครั้งนี้เจ้าหน้าที่ BOJ ส่งสัญญาณมาหลายสัปดาห์แล้วว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยกำลังใกล้เข้ามา และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต

ตลาดหุ้นจึงสามารถรับมือกับทั้งสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินและการแข็งค่าของเงินเยนได้ค่อนข้างดี ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนจนถึงขณะนี้ยังเป็นไปอย่างมีระเบียบ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังทยอยปรับสถานะและมุมมองล่วงหน้า ก่อนการประชุม BOJ ครั้งสำคัญในสัปดาห์หน้า

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...