โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯแจงโยก‘ฉัตรชัย’นั่งปลัด สปน.ปัดทาบ‘เสธ.ทบ.’คุม สมช.-แก้ กม.เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.สอบคดีใหญ่-คุมเข้ม ‘FA-ผู้สอบบัญชี’

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯแจงโยก ‘ฉัตรชัย’ นั่งปลัด สปน.ปัดทาบ ‘เสธ.ทบ.’ คุม สมช.
  • ตั้งเป้าเพิ่มยอดการค้า ‘ไทย-นิวซีแลนด์’ โต 3 เท่าในปี 2045
  • อุดช่องโหว่ระบบทะเบียน-ปราบนอมินี-ปืนเถื่อน-ยาเสพติด
  • มติ ครม.แก้ กม. 4 ฉบับ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.สอบคดีใหญ่-คุมเข้ม ‘FA-ผู้สอบบัญชี’
  • จัดงบ 558 ล้าน เยียวยาน้ำท่วม-โคลนถล่ม เสียชีวิตรับ 2 ล้าน
  • แก้ กม.เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เป็นผู้ประกันตน ม.33
  • จัดแพกเกจภาษีชุดใหญ่ดึงต่างชาติลงทุน “สนามบินอู่ตะเภา”
  • ตั้ง ‘ประวิต เอราวรรณ์’ ปลัด ศธ. ‘ฉัตรชัย บางชวด’ ปลัด สปน.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุมนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ

แจงโยก ‘ฉัตรชัย’ นั่งปลัด สปน.ปัดทาบ ‘เสธ.ทบ.’ คุม สมช.

ภายหลังการประชุม ครม. วันนี้ นายอนุทิน ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ แต่ผู้สื่อข่าวยังคงเดินตาม และถามถึงประเด็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน พูดทันทีว่า “เดี๋ยวมีนัด”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่จะดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. แทนเลขาฯ คนเดิม เพื่อดูแลสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย คนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เหมาะสม และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่มีอะไร”

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ จาก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงาน หรือไม่ แต่นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ถามต่อว่า บางฝ่ายได้ขอให้ตรวจสอบกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มีครับ ไม่มี แม่ทัพภาคสี่ยืนยันแล้ว”

ตั้งเป้าเพิ่มยอดการค้า ‘ไทย-นิวซีแลนด์’ โต 3 เท่าในปี 2045

ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี รายงานว่า จากที่นายกฯ ไปเยือนประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 โดยผลการไปเยือนมี 2 เรื่องที่สำเร็จลุล่วง คือ

(1) การยกระดับความสัมพันธ์ไทย-นิวซีแลนด์ โดยปัจจุบันมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้ว แต่ได้ยกระดับให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีความแน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนคือจะต้องเพิ่มมูลค่าการค้าอีก 3 เท่า สู่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045

(2) การลงนามจับมือการผนึกกำลังร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ครอบคลุมถึงยาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์และการฟอกเงิน

ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ประเทศไทย-ออสเตรเลียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยในเรื่องการค้าเสรี TAFTA จะปรับให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการปลดล็อกเงื่อนไขการส่งแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไทยที่มีความรู้ทักษะเฉพาะ เพื่อให้คนไทยเข้าไปทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้ ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ทุกทริปที่นายกฯ เดินทาง ได้จัดให้มี Business Matching โดยให้ภาคเอกชนไทย เจอกับภาคเอกชนต่างๆ ในประเทศนั้นๆ โดยในการไปเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทยได้พบภาคเอกชนต่างประเทศมากกว่า 50 บริษัท

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้มอบหมายให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ติดตามผลการไปพูดคุยกับภาคเอกชนไทย-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพราะทุกการพูดคุยอยากให้เกิดผลลัพธ์จริง

จากนั้นในเวลา 13.18 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว “การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ โดยพนักงานฝ่ายปกครองร่วมกับภาคีเครือข่าย” โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thai.gov.go.th/

อุดช่องโหว่ระบบทะเบียน-ปราบนอมินี-ปืนเถื่อน-ยาเสพติด

ดร.รัชดา กล่าวว่า การแถลงข่าววันนี้เป็นการรายงานภาพรวมความสำเร็จและความคืบหน้าของการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ การสวมสิทธิทางทะเบียน ทุนนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมาย อาวุธปืน ยาเสพติด และการฟอกเงิน โดยรัฐบาลยึดแนวทางการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน ต้องเชื่อมข้อมูล เชื่อมกำลัง และทำงานร่วมกันให้เร็วกว่าอาชญากร

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองทำงานร่วมกับตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง โดยมุ่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. อุดช่องโหว่ระบบทะเบียน ไม่ให้มีการซื้อขายสัญชาติ สวมสิทธิ หรือใช้คนไทยเป็นเครื่องมือของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมขยายผลไปถึงเส้นทางการเงินและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

2. จัดระเบียบธุรกิจและปราบปรามทุนนอมินี โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ดำเนินการควบคู่กันทั้งการจัดการผู้ที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเด็ดขาด และการแก้ไขกระบวนการอนุญาตที่ล่าช้า เพื่อให้ผู้ที่ต้องการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องสามารถดำเนินการได้สะดวกขึ้น

3. จัดการอาวุธปืนผิดกฎหมายและยาเสพติด ตั้งแต่ต้นทางของการออกใบอนุญาต การตรวจสอบร้านค้าและสนามยิงปืน ไปจนถึงการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่ เพื่อสกัดอาวุธและยาเสพติดก่อนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ผลการดำเนินงานในแต่ละด้านมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ทั้งการยึดและอายัดทรัพย์สิน การจับกุมผู้กระทำผิด การยึดคืนที่ดินของรัฐ และการตรวจยึดอาวุธปืนกับยาเสพติด โดยได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการปกครองรายงานรายละเอียดผลการปฏิบัติงานต่อไป

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า นอกจากประสิทธิภาพในการปราบปรามแล้ว หากพบเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่มีการช่วยเหลือหรือยกเว้น เพราะผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสียเองไม่ได้ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร ให้ดูที่พฤติการณ์และพยานหลักฐาน พร้อมใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ ตรวจจับให้เร็ว ขยายผลให้ถึงต้นตอ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงจับกุมให้ได้มากขึ้น แต่คือไม่ให้ระบบของรัฐถูกใช้เป็นช่องทางของอาชญากรรม ให้คนสุจริตทำมาหากินได้อย่างเป็นธรรม และให้ประชาชนปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน”

โดยในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงาน รวมถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสและเฝ้าระวัง โดยรัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และโปร่งใส เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ พร้อมรัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจังในการติดตามและขยายผลคดีไปจนถึงที่สุด พร้อมดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยทรัพย์สินที่ได้มาจะไม่เพียงนำส่งคืนรัฐเท่านั้น แต่จะนำไปสู่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและผู้เสียหายด้วย

“ขอให้ประชาชนมั่นใจในรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่า ทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และแน่วแน่ในการทำงานอย่างเต็มที่ โดยไม่มีความเกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ เพราะนโยบายของรัฐบาลมีความชัดเจนและแน่วแน่ เพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่สังคมและบ้านเมือง”

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ , ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกฯ, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

แก้ กม.เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.สอบคดีใหญ่-คุมเข้ม ‘FA-ผู้สอบบัญชี’

ดร. รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาระบบเศรษฐกิจตลาดทุน ให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของประเทศ ซึ่งตลาดทุนถือเป็นช่องทางระดมทุนของภาคธุรกิจ และเป็นทางเลือกในการออมและลงทุนของประชาชน ดังนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ปรับปรุงกฎหมายรองรับการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ในตลาดทุน สร้างความชัดเจนในการกำกับดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งสิ้น 4 ฉบับ ดังนี้

1. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

2. ร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

3. ร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

4. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 พ.ศ. ….

ดร. รัชดา กล่าวว่า การปรับปรุงร่างกฎหมายตลาดทุนชุดนี้ ช่วยยกระดับตลาดทุนไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) เพิ่มประสิทธิภาพและความทันสมัยของตลาดทุน ให้รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ดีขึ้น (2) เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ผ่านการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ (3) เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลการระดมทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน (ผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดรองและองค์กรที่เกี่ยวเนื่อง ผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน) ซึ่งช่วยวางรากฐานตลาดทุนไทยให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน ให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของประเทศ เป็นมาตรฐานสากล เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคตด้วย โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายตลาดทุน ทั้ง 4 ฉบับ มีดังนี้

1. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ อาทิ 1) ด้านเทคโนโลยี เพิ่มการกำกับดูแลผู้ให้บริการระบบที่มีนัยสำคัญต่อตลาดทุน (Digital Infrastructure) และรองรับการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจนและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 2) ยกระดับการกำกับ Gatekeepers ครอบคลุมผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน (Valuer) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (CRA) ทั้งในและต่างประเทศ และบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ ทำให้กำกับดูแลสำนักงานสอบบัญชีได้โดยตรงตลอด gatekeeper chain 3) การบังคับใช้กฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. มีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact และปรับโครงสร้างโทษเป็นมาตรการปรับเป็นพินัยให้ได้สัดส่วนกับความรุนแรงของการกระทำผิด

2. ร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ อาทิ 1) รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูล ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 2) เพิ่มอำนาจสอบสวนร่วม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน หรือ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact

3. ร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ อาทิ รองรับกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการส่ง รับ โฆษณา ประกาศ เอกสารหรือข้อมูล ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระและระยะเวลาการดำเนินการของประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ

4. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ อาทิ เพิ่มอำนาจสอบสวนร่วม ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. สอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดี high impact เพื่อให้กระบวนการก่อนฟ้องรวบรัด รวดเร็ว และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

จัดงบ 558 ล้าน เยียวยาน้ำท่วม-โคลนถล่ม เสียชีวิตรับ 2 ล้าน

ดร. รัชดา กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่อาศัย รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรและสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุม ครม. กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ไม่ให้การยื่นเอกสารหรือหลักฐานสร้างภาระเกินความจำเป็น ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว ให้หน่วยงานประสานและตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหลายหน่วยงานเพื่อยืนยันความเสียหายซ้ำอีก

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติอนุมัติงบกลาง กรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 งบกลาง รายจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 558,739,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม ดังนี้

1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท

2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ( รวมจำนวน 60,971 ครัวเรือน)

3. กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือในอัตรารายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน)

ดร. รัชดากล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบหลักการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย แต่เนื่องจากการจัดตั้งกองทุนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงมีข้อสั่งการให้ ปภ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำระบบประกันภัยมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเร่งสรุปหลักการ รูปแบบ และแนวทางดำเนินการ เสนอ ครม. พิจารณาในสัปดาห์หน้า ในการประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดสงขลา

ตรึงอัตรากำลัง ‘องค์การมหาชน’ถึงปี’72

ดร. รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดยขยายระยะเวลาการตรึงกรอบอัตรากำลังขององค์การมหาชน จากเดิมสิ้นสุดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2572 พร้อมยกเลิกการทบทวนกรอบอัตรากำลัง ซึ่งเดิมกำหนดให้ดำเนินการภายในเดือนกันยายน 2569 ตามที่คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) เสนอ

เพื่อสนับสนุนการบริหารกำลังคนให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 และ 11 สิงหาคม 2569 เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ

ทั้งนี้ มติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการด้านอัตรากำลังและโครงสร้างภาครัฐ โดยมุ่งตรึงและลดขนาดกำลังคน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์การมหาชน กำหนดให้ลดหรือยุติงานและกิจกรรมที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมแทนการเพิ่มอัตรากำลัง รวมถึงลดตำแหน่งที่สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทดแทนได้ให้เหลือเท่าที่จำเป็น พร้อมพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและควบคุมภาระงบประมาณด้านบุคลากรในระยะยาว

ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกงานประชุม IMF-World Bank ปี’69

นางสาวพลอย ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วดำเนินการต่อไปได้

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจึงขอความอนุเคราะห์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสการเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเผยแพร่พระเกียรติคุณทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศทั้งในส่วนของผู้เข้าประชุมและนักท่องเที่ยวทั่วไป และเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว

ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลาย และลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 รวม 2 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคาหนึ่งร้อยบาท ประเภทขัดเงา 2) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคาหนึ่งร้อยบาท ประเภทธรรมดา ซึ่งมีลวดลาย ด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดียวกันทั้ง 2 ชนิด

ผ่าน กม.กำหนดเงินเดือน-ตำแหน่ง-หน้าที่ บุคคลากรทหารชั่วคราว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงกลาโหมรับข้อสังเกตของสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สืบเนื่องจากปัจจุบันส่วนราชการที่สามารถเปิดรับสมัครบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว ได้แก่ 1) กองบัญชาการกองทัพไทย 2) กองทัพบก 3) กองทัพเรือ และ 4) กองทัพอากาศ ตามกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือนและค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2543 เพื่อปฏิบัติภารกิจใดเป็นการเฉพาะ โดยอาจเรียกชื่อ และกำหนดตำแหน่งได้ตามความเหมาะสม และจะกำหนดให้มีชั้นยศทหารด้วยหรือไม่ ก็ได้ ประกอบกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้สามารถเปิดรับสมัครบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวได้

กระทรวงกลาโหม จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงฯ โดยได้ปรับแก้เพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดระยะเวลาการทำหน้าที่ เงินเดือน และค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว พ.ศ. 2553 ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมสามารถรับสมัครบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) เข้ามาปฏิบัติภารกิจในหน่วยงานภายในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมได้ เช่น ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กองพันระวังป้องกัน ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและรักษาความปลอดภัย ณ พื้นที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมกำหนด และสอดคล้องกับนโยบายโครงการทหารอาสา 100,000 อัตราของรัฐบาล

แก้ กม.เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เป็นผู้ประกันตน ม.33

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการ หรือ ลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่เป็นการขยาย “หลักประกัน” ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น

ไฟเขียวไทยเข้าร่วม “เครือข่ายความยุติธรรมทางสังคม”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม (Global Coalition for Social Justice) โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย ภายใต้กรอบองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

เครือข่ายดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดย ILO เพื่อส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานโดยตรง อาทิ สิทธิแรงงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรม การเข้าถึงงานและการคุ้มครองทางสังคม การสร้างงานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และการเจรจาระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

การเข้าร่วมครั้งนี้จะช่วยให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางด้านแรงงานกับภาคีในระดับนานาชาติ และนำไปต่อยอดการพัฒนานโยบายให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ เศรษฐกิจสีเขียว และรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพ การประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM ครั้งที่ 29) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23–28 สิงหาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Advancing ASEAN Human Capital: Skill Certification towards Global Recognition” มุ่งผลักดันการรับรองทักษะฝีมือให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แรงงานนำทักษะไปต่อยอดในตลาดแรงงานที่กว้างขึ้น และช่วยให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การเดินหน้าความร่วมมือทั้งในระดับโลกและอาเซียนจะช่วยให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านแรงงาน พร้อมเตรียมแรงงานให้มีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดงาน ควบคู่กับการส่งเสริมสิทธิและหลักประกันที่เหมาะสมกับโลกการทำงานยุคใหม่

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีกำหนดลงนามในหนังสือยืนยันการเข้าเป็นภาคีเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคม ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการต่อไป

ขยาย “นำเรือประมงออกนอกระบบ” ถึงสิ้น 30 ก.ย.นี้

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 (ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) จากเดิมที่มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

การขอขยายเวลาในครั้งนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของเรือประมง ซึ่งมีความประสงค์จะนำเรือออกนอกระบบ แต่ไม่สามารถดำเนินการแยกชิ้นส่วน ทำลายเรือ หรือ เปลี่ยนแปลงประเภทเรือ ได้ทันตามกรอบเวลาเดิมที่กำหนดไว้ จำนวน 7 ลำ

ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ มีเป้าหมายทั้งสิ้น 923 ลำ จ่ายเงินเยียวยาเสร็จสิ้นแล้ว 782 ลำ อยู่ระหว่างการขอขยายเวลา 7 ลำ และไม่ต้องจ่ายเงินเยียวยาชดเชย 134 ลำ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การขยายระยะเวลาโครงการในครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อภาระงบประมาณ และไม่มีการขอเพิ่มวงเงินงบประมาณแต่อย่างใด โดยยังคงใช้วงเงินเดิมที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 กรอบวงเงินรวม 1,622.61 ล้านบาท ซึ่งการขยายเวลาจะช่วยรักษาสิทธิและความเป็นธรรมให้แก่ชาวประมงที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขถูกต้อง พร้อมทั้งช่วยปรับสมดุลกองเรือประมงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับปริมาณสัตว์น้ำ เพื่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนต่อไป

เห็นชอบ MOU พัฒนาสังคม‘ไทย–สิงคโปร์’ดูแลเด็ก 1,000 วันแรก

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคมระหว่าง 2 ประเทศ

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจ มุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ นโยบาย และแนวปฏิบัติ ระหว่างหน่วยงานของทั้ง 2 ประเทศ ครอบคลุมด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาและคุ้มครองเด็ก ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากร การศึกษาดูงาน การฝึกอบรม การประชุม และการสัมมนาร่วมกัน

สำหรับประเด็นด้านเด็ก ร่างบันทึกความเข้าใจเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ การพัฒนาเด็กในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต รวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบาย และการจัดบริการด้านสังคมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนบุคลากรและกิจกรรมด้านวิชาการ ทั้งการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การประชุม และการสัมมนา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้แนวปฏิบัติด้านสวัสดิการและการพัฒนาสังคมระหว่างกัน

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จะมีการจัดตั้ง คณะทำงานร่วม ทำหน้าที่วางแผน เตรียมการ ประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีความเหมาะสม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกให้ไทยและสิงคโปร์ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการทำงานด้านการพัฒนาสังคมระหว่างกัน โดยเฉพาะการพัฒนาและคุ้มครองเด็ก รวมถึงการดูแลเด็กในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต เพื่อนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมมาต่อยอดการทำงานด้านสังคมของไทย

ทั้งนี้ มีแผนลงนามร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในวันที่ 6 กันยายน 2569 ในโอกาสการประชุมผู้นำไทย–สิงคโปร์ ครั้งที่ 6 ซึ่งกำหนดให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ

จัดรูปที่ดินอ่างทอง 6,800 ไร่ พัฒนาพื้นที่เกษตร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน ในท้องที่ตำบลศรีพราน ตำบลบ้านพราน อำเภอแสวงหา และตำบลหนองแม่ไก่ ตำบลคำหยาด ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง พ.ศ. …. เพื่อกำหนดพื้นที่สำหรับการสำรวจและจัดทำโครงการจัดรูปที่ดิน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6,800 ไร่ มุ่งพัฒนาพื้นที่เกษตรให้ได้รับประโยชน์จากระบบชลประทานและสาธารณูปโภคอย่างทั่วถึง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรายได้ของเกษตรกร

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีสาระสำคัญเพื่อกำหนดพื้นที่ในท้องที่ตำบลศรีพราน ตำบลบ้านพราน อำเภอแสวงหา และตำบลหนองแม่ไก่ ตำบลคำหยาด ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นเขตสำรวจการจัดรูปที่ดิน เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปสำรวจพื้นที่ที่จะจัดทำเป็นโครงการจัดรูปที่ดิน รวมทั้งให้คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดมีอำนาจพิจารณาการนำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตสำรวจมาใช้ เพื่อการจัดรูปที่ดินได้

สำหรับพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจมีขนาดประมาณ 6,800 ไร่ โดยการจัดรูปที่ดินมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโครงการชลประทานและการสาธารณูปโภคอย่างทั่วถึง เช่น การสร้างคูส่งน้ำ คูระบายน้ำ และทางลำเลียงน้ำในระดับแปลงนา ซึ่งจะช่วยให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงในการผลิตและการตลาด อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดเขตสำรวจดังกล่าวเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการจัดทำโครงการจัดรูปที่ดิน โดยจะเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจและเตรียมการดำเนินโครงการตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะเดียวกัน คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดสามารถพิจารณาการนำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินภายในเขตสำรวจมาใช้เพื่อการจัดรูปที่ดินได้ตามอำนาจหน้าที่

ทั้งนี้ หนังสือราชการระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2558 ซึ่งมีเป้าหมายให้พื้นที่เกษตรกรรมได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความถูกต้องของพื้นที่และแนวทางดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว

หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ก่อนดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เพิ่มโทษ กม.เหยื่อความรุนแรงในครอบครัว-ยอมความไม่ได้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการยกเครื่องกฎหมายเดิม พ.ศ. 2550 ให้เท่าทันรูปแบบความรุนแรงในครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งปิดช่องว่างของกฎหมาย เพิ่มกลไกคุ้มครองผู้ถูกกระทำให้รวดเร็วขึ้น และทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความชัดเจนและบูรณาการระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการเสนอ ครม.

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ขยายความหมายของ “ความรุนแรง” ให้มากกว่าการทำร้ายร่างกาย ครอบคลุมการกระทำที่ทำให้เกิดความกลัว การขู่เข็ญ และการบั่นทอนทางเศรษฐกิจ พร้อมขยายความหมายของ “บุคคลในครอบครัว” ให้ครอบคลุมถึงอดีตคู่สมรสและผู้ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน เพื่อให้การคุ้มครองสอดคล้องกับรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายยัง เปลี่ยนความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ พร้อมกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี จะต้องรับโทษหนักขึ้น

อีกมาตรการสำคัญคือการ “หยุดความรุนแรงให้เร็ว ก่อนเหตุจะบานปลาย” โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือ ห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทางกฎหมาย

ส่วนการจัดการหลังเกิดเหตุ ยังปรับจากการ “ไกล่เกลี่ย–ยอมความ” มาเป็นการจัดทำ “แผนแก้ไขและป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัว” ร่วมกัน ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หากปฏิบัติตามแผนสำเร็จ ศาลอาจสั่งยุติคดีได้ แต่หากฝ่าฝืน ศาลจะยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาทันที

การปรับกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น

ทั้งนี้ พม. มีภารกิจดูแลเด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว และผู้สูงอายุ ครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้าง “ครอบครัวที่เข้มแข็ง” เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งต้องเกิดจากความร่วมมือของสมาชิกทุกช่วงวัย ทั้งเด็กและเยาวชน พ่อแม่ และผู้สูงอายุ ที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อครอบครัวมีความสุข สมาชิกก็มีโอกาสเติบโตอย่างมีศักยภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ร่างกฎหมายยังวางระบบป้องกันปัญหาในระยะยาว โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว พร้อมกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว

เพิ่มปริญญา “สาธารณสุขศาสตร์” มทร.สุวรรณภูมิ 3 ระดับ

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

โดยการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาในครั้งนี้ มีสาระสำคัญเพื่อกำหนดปริญญาและอักษรย่อรองรับการเปิดสอนในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ซึ่งครอบคลุมปริญญา 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปริญญาเอก สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ส.ด.) และ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) / ระดับปริญญาโท สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (ส.ม.) และระดับปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ส.บ.)

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า หลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และแจ้งต่อสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ครม. ได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชา อักษรย่อสำหรับสาขาวิชา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

โดยการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาในครั้งนี้ มีสาระสำคัญเพื่อกำหนดปริญญาและอักษรย่อรองรับการเปิดสอนในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ซึ่งครอบคลุมปริญญา 3 ระดับ ได้แก่ ระดับปริญญาเอก สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ส.ด.) และ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) / ระดับปริญญาโท สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต (ส.ม.) และระดับปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต (ส.บ.)

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า หลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และแจ้งต่อสำนักงานปลัดกระทรวง อว. เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ครม. ได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

จัดแพกเกจภาษีชุดใหญ่ดึงต่างชาติลงทุน “สนามบินอู่ตะเภา”

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมีเป้าหมายเร่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ดึงดูดผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ และผลักดันโครงการให้เดินหน้าโดยเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ขณะที่มาตรการที่เสนอในครั้งนี้มุ่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้า และดึงดูดผู้ประกอบการชั้นนำเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

มาตรการสำคัญที่ กพอ. เห็นชอบ ครอบคลุมทั้งด้านภาษี การลงทุน การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและบุคลากรต่างชาติ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การให้ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ (CAPEX) และรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ได้ 2 เท่า พร้อมเปิดทางให้พิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมการใช้แรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด การถ่ายทอดองค์ความรู้หรือเทคโนโลยี หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่เพื่อทำงาน หรือ ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ หรือ EECa Visa รวมถึงการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบกิจการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะการขนส่งทางอากาศ โดยมาตรการด้านภาษีดังกล่าวจะกำหนดระยะเวลาคราวละ 5 ปี และมีการประเมินผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่าก่อนพิจารณาต่ออายุ

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางลดค่าจดทะเบียนการเช่าและค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญ (Cruise) ท่าเรือยอร์ช (Yacht Marina) ระบบขนส่งขนาดรอง (Feeder Systems) และการขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงสนามบินกับกิจกรรมการท่องเที่ยว การเดินทาง และการลงทุนโดยรอบอย่างเป็นระบบ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กพอ. ยังเห็นชอบให้ปรับมาตรการบางส่วนให้เหมาะสมกับข้อกฎหมายและการดำเนินงานจริง เช่น การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภค และประกอบกิจการในเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) รวมถึงแนวทางการนำเข้า การซ่อมบำรุง และการเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยให้ สกพอ. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการควบคุมที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบสามารถเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569

“มาตรการครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าการเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง โดย สกพอ. ประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนภายในโครงการประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ สร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 400,000 คนต่อปี และเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ประมาณ 20,000 ล้านบาทเมื่อเริ่มเปิดให้บริการ รวมถึงสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลาโครงการ” นางสาวลลิดา กล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องการให้อู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน แต่เป็นกลไกดึงดูดการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการมูลค่าสูง เชื่อมโยงการพัฒนา EEC เข้ากับเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการจ้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

เพิ่มอำนาจ “ศาลแรงงาน” พิจารณาคดีอาญา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงานให้มีความเหมาะสม รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาคดีแรงงานในส่วนที่ไม่รวมคดีอาญา ทำให้เมื่อข้อพิพาทเรื่องเดียวกันมีทั้งส่วนที่เป็นคดีแรงงานและความผิดอาญาตามกฎหมายแรงงาน คู่ความอาจต้องดำเนินกระบวนพิจารณาแยกกันคนละศาล ร่างกฎหมายครั้งนี้จึงกำหนดให้ศาลแรงงานสามารถพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานได้ เพื่อให้คดีได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานโดยตรง และช่วยลดภาระจากการดำเนินคดีแยกกัน

สำหรับขอบเขตคดีอาญาที่จะอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ครอบคลุมความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน 11 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน การคุ้มครองแรงงาน การคุ้มครองแรงงานในงานประมง การจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การประกันสังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เงินทดแทน แรงงานทางทะเล แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และแรงงานสัมพันธ์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่อาจกำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจะไม่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน

“สาระสำคัญของการแก้กฎหมายครั้งนี้ คือทำให้คดีอาญาที่เกิดจากกฎหมายแรงงานสามารถเข้าสู่ศาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านแรงงานได้โดยตรง จากเดิมที่คดีแรงงานส่วนแพ่งกับส่วนอาญาต้องแยกดำเนินการคนละศาล ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างมีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดภาระของคู่ความในกระบวนการยุติธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายยังวางหลักสำหรับกรณีที่คดีหนึ่งมีความผิดหลายข้อหา หากเป็นการกระทำครั้งเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท และมีความผิดอย่างน้อยหนึ่งบทอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน ศาลแรงงานสามารถพิจารณาความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยได้ ส่วนกรณีมีหลายการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลแรงงานสามารถพิจารณารวมกันหรือแยกคดีไปยังศาลที่มีอำนาจได้ โดยคำนึงถึงความสะดวกและประโยชน์แห่งความยุติธรรมเป็นสำคัญ

สำหรับกระบวนพิจารณาคดีอาญา จะใช้หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ขณะที่การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานในคดีอาญาจะยื่นต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และร่างกฎหมายกำหนดหลักประกันว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่ออกใช้ในศาลแรงงานต้องไม่ทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีอาญาของจำเลยลดน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายแยก “คดีค้ามนุษย์” ออกจากอำนาจศาลแรงงานอย่างชัดเจน แม้บางคดีอาจเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ เนื่องจากคดีค้ามนุษย์มีความร้ายแรง มีอัตราโทษสูง และอาจเกี่ยวพันกับความผิดอาญาอื่น จึงแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 ควบคู่กัน เพื่อกำหนดไม่ให้ศาลแรงงานรับคดีที่มีข้อหาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ไว้พิจารณาพิพากษา โดยให้คดีดังกล่าวยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั่วไป

ทั้งนี้ สำหรับคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ศาลเดิมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ขณะที่ขั้นตอนต่อจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

เห็นชอบ MOU ไทย–ลาว รับมือมลพิษ–ภัยพิบัติ-บริหารน้ำร่วมกัน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับกรอบความร่วมมือให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของฝ่ายลาวที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันมากขึ้น โดยมีกำหนดลงนามในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อมแห่ง สปป.ลาว เดินทางเยือนประเทศไทยในเดือนกันยายน 2569

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยและ สปป.ลาว มีกรอบความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560 และได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ การฝึกอบรมเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ การเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตราย รวมถึงการแลกเปลี่ยนนโยบายและองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ภายหลัง สปป.ลาว ปรับโครงสร้างหน่วยงานเมื่อปี 2568 โดยผนวกรวมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม” ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างดังกล่าว และเพิ่มเติมความร่วมมือให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ยังคงครอบคลุมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นโยบายและแผนด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน การจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การเตือนภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และฐานข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการปรับขอบเขตความร่วมมือด้านน้ำ จากเดิมที่อ้างถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ความตกลงคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาเป็นการเน้น “การอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำ” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะและพื้นที่ชุ่มน้ำของทั้งสองประเทศมากขึ้น

“ความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะช่วยให้ไทยและ สปป.ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีได้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เช่น หมอกควัน มลพิษทางอากาศ น้ำและดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตือนภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดการได้เพียงลำพัง” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบความร่วมมือจะดำเนินการผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ การจัดสัมมนาและประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การแลกเปลี่ยนงานวิจัย ตลอดจนการพัฒนาแผนงานและโครงการที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ลงนาม มีระยะเวลา 5 ปี และขยายต่ออัตโนมัติครั้งละ 5 ปี เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งยุติล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่กำหนด และเอกสารฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่เป็นสนธิสัญญา และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตั้ง ‘ประวิต เอราวรรณ์’ ปลัด ศธ. ‘ฉัตรชัย บางชวด’ ปลัด สปน.

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ มีรายละเอียด ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งเดิมเกษียณอายุราชการ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. นายประวิต เอราวรรณ์ ตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เกษียณอายุราชการ 1 ตุลาคม 2569)

2. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายประวิต เอราวรรณ์)

3. นายธนู ขวัญเดช ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (แทน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอ แต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นวาระที่สอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 10 ราย เพื่อทดแทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากขอลาออกทั้งคณะ ดังนี้ 1) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย 2) พลอากาศเอก คงศักดิ์ จันทรโสภา 3) นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) 4) นายมณเฑียร อินทร์น้อย 5) นายมนต์สังข์ ภู่ศิริวัฒน์ 6) นายยศพนต์ จันทร์สุขศรี 7) นายศิริวัฒน์ จิตตศิลป์ 8) นายเศรษฐรัชต์ เลือดสกุล 9) พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย 10) ผู้ช่วยศาสตราจารย์อำนาจ จำรัสจรุงผล

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การรับโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ รับโอนนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ โดยให้การแต่งตั้งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

2. ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองต้น) จังหวัดภูเก็ต ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายยงยุทธ ชื้นประเสริฐ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติกร) ระดับสูง) สำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย ดังนี้

1. ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

2. ให้นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

3. ให้นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

4. ให้นางสาวอโรชา นันทมนตรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครปฐม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

5. ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง

6. ให้นายสมชาย ลีหล้าน้อย พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครศรีธรรมราช และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน

7. ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

8. ให้นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมโยธาธิการและผังเมือง

9. ให้นายปิยะ ปิจนำ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

10. ให้นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดจันทบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา

11. ให้นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่

12. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด

13. ให้นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตาก

14. ให้นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา

15. ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์

16. ให้นายเอกวิทย์ มีเพียร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบุรีรัมย์

17. ให้นางสาวธนียา นัยพินิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิจิตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดปทุมธานี

18. ให้นายชาธิป รุจนเสรี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกำแพงเพชร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสระแก้ว

19. ให้นายพิริยะ ฉันทดิลก พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี

20. ให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุดรธานี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

9. เรื่อง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (กระทรวงกลาโหม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอขอปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิกำลังพลปฏิบัติราชการพิเศษของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก โดยขอเพิ่ม “ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 หรือผู้แทน” เป็นกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

10. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี สุวิชาญ ญาณกิตติกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) (ผู้แทนภาคเอกชน) ในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แทน นางสาวพิมพ์ภาวดี พหลโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) (ผู้แทนภาคเอกชน) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

11. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยเพิ่มเติม จำนวน 2 คน ดังนี้

1. พลตำรวจตรี ชาตรี สุขศิริ

2. นางสาวกรณิศ นพอมรบดี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นางสาวพุทธชาด วัฒนวิมลกร ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...