โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐ เล็งเก็บ “ภาษีสินค้าจีน” เพิ่ม 7.5% ปมกำลังผลิตล้นตลาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลทรัมป์ พิจารณาเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่ม 7.5% ดันภาษีรอบใหม่รวมแตะราว 20% ก่อนผู้นำสหรัฐ-จีนพบกัน 24 ก.ย. ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่ออายุข้อตกลงพักรบการค้า

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 06.47 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมในอัตรา 7.5% โดยอ้างปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของภาคอุตสาหกรรมจีน ก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดที่กรุงวอชิงตันในเดือนก.ย. ตามรายงานของ Bloomberg ที่อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องดังกล่าว

หากมาตรการนี้มีผลบังคับใช้ จะทำให้อัตราภาษีเพิ่มเติมที่รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 เรียกเก็บจากสินค้าจีนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลปักกิ่งเคยระบุว่าสอดคล้องกับข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ภาษีดังกล่าวยังเป็นคนละส่วนกับมาตรการภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บในวาระแรก และรัฐบาลโจ ไบเดนยังคงบังคับใช้ต่อมา

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการสร้างกำแพงภาษีการค้าขึ้นมาใหม่ หลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินให้มาตรการภาษีนำเข้าที่เคยใช้กับจีนและประเทศอื่น ๆ หลายสิบแห่งเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มาตรการล่าสุดยกระดับความขัดแย้งกับจีนเกินกรอบที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้

แหล่งข่าวระบุว่า อัตราภาษีขั้นสุดท้ายยังไม่ได้ข้อสรุป และทรัมป์ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในช่วงสุดท้าย โดยหนึ่งในแนวทางที่รัฐบาลกำลังพิจารณาคือ การประกาศอัตราภาษีจีนในระดับที่สูงกว่า แต่ระงับการบังคับใช้บางส่วนไว้ เพื่อให้อัตราภาษีที่มีผลจริงอยู่ที่ 7.5%

ขณะเดียวกันสหรัฐและจีนกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการ ขยายระยะเวลาข้อตกลงพักรบทางการค้า ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้เป็นเวลา 1 ปีและจะสิ้นสุดในวันที่ 10 พ.ย.

ทั้งนี้รัฐบาลทรัมป์เริ่มสอบสวนประเทศคู่ค้ารายใหญ่กว่า 12 ประเทศตั้งแต่เดือน มี.ค. ภายใต้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมุ่งตรวจสอบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อสร้างฐานทางกฎหมายใหม่สำหรับมาตรการภาษี หลังภาษีชุดก่อนหน้าถูกศาลตีตก

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐต้องการเผยแพร่ผลสอบสวนดังกล่าวก่อนที่ทรัมป์และสี จิ้นผิงมีกำหนดพบกันที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 ก.ย. อย่างไรก็ตามการจัดทำรายละเอียดของรายงานเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเผชิญความซับซ้อนในด้านกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า การสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินจะใช้เวลานานกว่าการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ เนื่องจากมีความซับซ้อนมากกว่า และยืนยันว่าความล่าช้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความพยายามรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้ากับจีน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า การประกาศมาตรการใด ๆ จะต้องออกมาจากรัฐบาลอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่ารายงานหรือการหารือเกี่ยวกับแผนภาษีในขณะนี้ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการคาดการณ์ ขณะที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ และกระทรวงพาณิชย์จีนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว

ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อจีนแตกต่างอย่างชัดเจนจากแนวทางที่ใช้กับพันธมิตรดั้งเดิมบางประเทศ โดยรัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายข้อตกลงพักรบทางภาษีกับจีน ขณะที่อีกด้านหนึ่งได้เรียกเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอัตรา 50% และทรัมป์ยังเคยกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือที่เขาเป็นผู้เจรจาใหม่ในวาระแรก

รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามสร้างมาตรการภาษีชุดใหม่ หลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อเดือน ก.พ.ว่า ภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ออกโดยอาศัย กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่ภาษีพื้นฐานทั่วโลก 10% ซึ่งหมดอายุในเดือน ก.ค. ก็ถูกศาลการค้าตัดสินว่าผิดกฎหมายเช่นกัน

รัฐบาลจึงหันมาใช้ผลการสอบสวนเกี่ยวกับแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ในประเทศคู่ค้าหลายสิบแห่ง เป็นฐานรองรับมาตรการภาษีชุดใหม่

เมื่อเดือน ก.ค. รัฐบาลทรัมป์ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มเติม 12.5% โดยอ้างว่าจีนดำเนินการไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ แม้ปักกิ่งวิจารณ์มาตรการดังกล่าว แต่ไม่ได้ประกาศมาตรการตอบโต้ พร้อมระบุว่าวอชิงตันตกลงที่จะจำกัดภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้าจีนไว้ไม่เกิน 20%

จีนเคยเรียกร้องให้สหรัฐปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการหารือทางการค้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะใช้เหตุผลใดในการเรียกเก็บหรือทดแทนมาตรการภาษีต่อจีน อัตราภาษีก็ไม่ควรเกินระดับที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้

มาตรา 301 เปิดทางให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ภายใต้การกำกับของประธานาธิบดี สามารถเรียกเก็บภาษีเพื่อตอบโต้แนวทางการค้าของต่างประเทศที่สหรัฐเห็นว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจอเมริกัน หรือละเมิดสิทธิของสหรัฐ ภายใต้ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตราดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายทางกฎหมาย โดยกลุ่ม 25 รัฐ รวมถึงนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ยื่นฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐเมื่อต้นเดือนนี้ โดยกล่าวหาว่าทรัมป์นำมาตรา 301 มาใช้เพื่อทดแทนมาตรการภาษีที่ถูกศาลฎีกายกเลิก และใช้ประเด็นแรงงานบังคับเป็นข้ออ้างในการเรียกเก็บภาษีชุดใหม่

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 มีฐานทางกฎหมายรองรับและเคยได้รับการยอมรับจากคำพิพากษาของศาลก่อนหน้านี้

นอกเหนือจากประเด็นภาษี ความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งด้านอื่นก่อนการประชุมสุดยอดเดือน ก.ย. ทั้งคำขู่ของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่จะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ตลอดจนมาตรการจำกัดเทคโนโลยีของสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้กระตุ้นให้จีนตอบโต้ด้วยการคุมเข้มการส่งออกโดรน คว่ำบาตรหน่วยงานของสหรัฐ และเตือนว่าอาจมีมาตรการเพิ่มเติมหากวอชิงตันเดินหน้ากดดันต่อไป

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...