โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชงรัฐฉีดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้น Easy e-Receipt อุ้ม ‘ค้าปลีก’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายมักสร้างความหวังให้แก่ภาคธุรกิจทว่าสำหรับค้าปลีกไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้กลับเต็มไปด้วยความท้าทายจากกำลังซื้อที่แท้จริงหดตัวรุนแรงอันเนื่องมาจากหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพสะสมส่งผลผู้บริโภคจำกัดงบประมาณอย่างเข้มงวดท่ามกลางมรสุมลบรอบตัวที่มีโอกาสเติบโตจำกัด

สัญญาณเตือนภัยของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 ได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนผ่านตัวชี้วัดสำคัญอย่างดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (RSI) ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 0.5 จุด มาอยู่ที่ระดับ 55.3 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นที่กำลังชะลอตัวต่อเนื่อง

สัญญาณชะลอตัวรอบนี้ลึกซึ้งเนื่องจากดัชนียอดขายสาขาเดิม ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ รวมถึงความถี่ในการใช้บริการ ต่างปรับลดลง ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ว่า ค้าปลีกไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “กำลังซื้อที่อ่อนแรงขั้นวิกฤต” (Weakened Purchasing Power) ไม่ใช่ปรากฏการณ์เปลี่ยนช่องทางจับจ่าย จากห้างค้าปลีกขนาดกลางและใหญ่ไปยังร้านค้ารายย่อยภายนอกระบบ

มูลค่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยปี 2568 - 2570

ค้าปลีกโอกาสโตเกิน 3% ยาก

ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-2% อย่างไรก็ตาม หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หรือการจับจ่ายในช่วงไฮซีซั่น (High Season) ในไตรมาสที่ 4 ดำเนินไปด้วยดี และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่า 2%

แต่นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในปีนี้จะเติบโตได้ราว 3% ซึ่งหากจะผลักดันให้เติบโตได้มากกว่านี้เป็นเรื่องยาก หากเติบโตได้ 3.5% จะต้องกระตุ้น GDP ของประเทศให้สูงขึ้นกว่านี้อีกมาก

นายณัฐ กล่าวยอมรับว่า โอกาสที่ภาคค้าปลีกของไทยจะกลับไปเติบโตในระดับสองหลัก (Double Digit) เหมือนในอดีตนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งมีความแข็งแกร่งอย่างมากในหลายด้าน อีกทั้งรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นยังมีนโยบายที่เอื้ออำนวยและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าไปในประเทศเป็นจำนวนมาก

ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย

“เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นแต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก”

เสนอรัฐเดินหน้า 3 มาตรการ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้ยื่นหนังสือไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ผ่านช่องทางของสมาคมเองและผ่านทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แม้จะไม่ได้คุยโดยตรงกับรองนายกรัฐมนตรี แต่คาดว่าข้อเสนอได้รับการส่งต่อผ่านทางสภาหอการค้าฯ หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว โดยข้อเสนอแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้:

1. มาตรการระยะสั้น (Short-term) เน้นการอัดฉีดกำลังซื้อเร่งด่วน ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือ “ไทยเที่ยวไทย plus” ถือเป็นมาตรการที่ดีและได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ช่วยกระตุ้นกลุ่ม SME และร้านค้าที่อยู่นอกระบบภาษีได้ดี ทว่าสมาคมเสนอให้ภาครัฐขยายเกณฑ์การช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มค้าปลีกในหลากหลายช่องทางและหลากหลายกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง

เนื่องจากรูปแบบเดิมช่วยกระตุ้นเฉพาะกลุ่มร้านอาหารและโรงแรม แต่กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) หรือ SME ที่จดทะเบียนภาษีอย่างถูกต้องยังไม่ได้รับประโยชน์โดยตรซึ่งมาตรการนี้เปรียบเสมือน “ยาฉีด” ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ไม่ได้ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว และรัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณมารองรับ

ชงเพิ่มวงเงิน Easy e-Receipt เป็นแสนบาท

อีกมาตรการที่อยากให้รัฐดำเนินการคือ “Easy e-Receipt” หรือ “Easy e-Refund” สมาคมได้เสนอให้ภาครัฐนำมาตรการนี้กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมขยายวงเงินสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนบาท จากเดิมที่ปีก่อนอยู่ที่ระดับ 3 หมื่นบาท หรือ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายในภาคค้าปลีกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันของมาตรการนี้ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวจากภาครัฐแต่อย่างใด

“Easy e-Receipt จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการกระตุ้นยอดขายและภาพรวมของภาคค้าปลีก วงเงินที่สูงขึ้นจะช่วยจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลให้ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายได้ดีขึ้น และช่วยผลักดัน ให้ตัวเลขการเติบโตของภาคค้าปลีกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลนำกลับมาใช้และดำเนินการขยายวงเงินตามที่เสนอ จะสามารถช่วยอัดฉีดและกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจได้ทันที”

ค้าปลีก ร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ดันไทย Shopping Paradise

2. มาตรการระยะกลาง (Medium-term) การปรับกฎระเบียบและผลักดัน Shopping Paradise โดยสมาคม เสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการทำธุรกิจและเติบโตได้ง่ายขึ้น, ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Shopping Paradise” โดยการปรับลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเภทไลฟ์สไตล์

เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ลดลงบ้าง แต่จะได้รับการชดเชยจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจากการใช้จ่ายที่สูงขึ้น

เสนอให้สร้างพื้นที่ทดลองหรือ “แซนด์บ็อกซ์” (Sandbox) เช่น ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อทดลองปรับลดภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ รวมทั้งเสนอให้มีระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย (VAT Refund at Point of Sale) แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติในทันที เช่นเดียวกับระบบที่ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการซื้อสินค้า ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการป้องกันและควบคุมผู้ที่อาศัยช่องทางนี้ดำเนินงานอย่างไม่ถูกต้องอย่างรัดกุมด้วย

3. มาตรการระยะยาว (Long-term) เป็นการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผลักดันให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีจากผู้ค้าต่างชาติทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าเทียม

ปรับแผนฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด สะท้อนภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจว่า ยอดขายเดือนกรกฎาคมถือว่าประคองตัวไปได้ นักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจนคือจีนและอเมริกา ในขณะที่ตลาดมาเลเซียยังอ่อนแรงและมียอดติดลบ

การสร้างบรรยากาศหรือ Mood & Tone มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากบรรยากาศดูเศร้าคนจะไม่อยากใช้เงิน การสร้างความสุขเล็กๆ หรือ Small Celebration รวมถึงการมีร้านอาหาร หนังดีๆ และอีเวนต์ที่ช่วยฮีลใจ จะช่วยดึงทราฟฟิกเข้าศูนย์การค้าได้ดี

การวางแผนกลยุทธ์มีความยากขึ้น ต้องปรับทุกไตรมาสเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไว ผู้บริโภคยอมตัดค่าใช้จ่ายอื่นแต่ไม่ยอมตัดเรื่องการท่องเที่ยว อัตราการเกิดที่ติดลบ ทำให้ตลาดสินค้าเด็กทั่วไปไม่เติบโต แต่สินค้าเด็กระดับพรีเมียมยังขายดีเพราะพ่อแม่ยอมจ่ายให้ลูก ในขณะที่ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตสูงมากจากการที่คนไม่แต่งงานและหันมาเลี้ยงสัตว์แทน ศูนย์การค้าจึงต้องหาเซกเมนต์ใหม่และดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเสริม

ทางรอดและการวางยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะวิกฤตความเงียบเหงาผู้ประกอบการค้าปลีกไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการดึงดูดผู้ซื้อจากการมุ่งเน้นขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การส่งมอบประสบการณ์และความสุขเชิงอารมณ์เพื่อฮีลใจผู้บริโภค เช่น การปรับตัวเข้าสู่ยุค Retailtainment และ Small Celebration รวมถึงจัดอีเวนต์ความบันเทิงขนาดเล็กเพื่อสร้างทราฟฟิกและดึงดูดอารมณ์ผู้ซื้อให้รู้สึกมีความสุขและสบายใจจึงจะยอมจ่ายเงิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...