เปิดใจพ่อ ม.6 ร้องล้อมคอก! หลังลูกโดนทำร้าย-ไถเงินตั้งแต่ ม.4 ซ้ำถูกขู่ฆ่า
(9 ส.ค. 69) ความคืบหน้ากรณีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ร้องเรียนว่าถูกเพื่อนนักเรียนกลั่นแกล้ง เรียกเงิน และทำร้ายร่างกาย รวมถึงใช้บุหรี่จี้ตามร่างกาย โดยก่อนหน้านี้โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนออกแถลงการณ์ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เหตุการณ์มีที่มาจากการทวงถามและยืมเงินระหว่างนักเรียน ซึ่งมีหลักฐานการสนทนาบางส่วน ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้บุหรี่จี้ยังมีข้อมูลไม่ชัดเจน ขณะที่นักเรียนอีกฝ่ายปฏิเสธ โรงเรียนจึงยังไม่สามารถสรุปหรือชี้ขาดความผิดของฝ่ายใดได้
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับพ่อของนักเรียนชายชั้น ม.6 โดยให้ข้อมูลว่า ลูกชายเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ชั้น ม.4 ช่วงแรกเพื่อน ๆ มีการยืมเงินกันตามปกติครั้งละประมาณ 100–200 บาท แต่เมื่อกลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเพื่อนในห้องยืมเงินบ่อยขึ้น ทำให้ต้องการเงินมากขึ้น เมื่อลูกไม่ยอมให้เงินก็ถูกทำร้าย ลูกชายถูกพาเข้าไปในห้องที่ไม่มีคน ถูกล็อกมือและซ้อมทำร้ายร่างกายหลายครั้ง ตั้งแต่ชั้น ม.4 ภาคเรียนที่ 2 ต่อเนื่องจนถึงชั้น ม.6 ทำให้มีบาดแผลตามร่างกายเป็นระยะ แต่ไม่ยอมบอกครอบครัว เพราะถูกข่มขู่ว่าจะฆ่าหรือทำร้าย จึงต้องเก็บเรื่องไว้และถูกกระทำต่อเนื่องมาโดยตลอด
กระทั่งวันเปิดภาคเรียนวันแรกของชั้น ม.6 ช่วงพักเที่ยง กลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาเรียกลูกชายเข้าไปในห้องที่ไม่มีคน พร้อมขู่เอาเงินและล็อกตัวไว้ เมื่อไม่ยอมให้เงินก็ถูกใช้บุหรี่ไฟฟ้าจี้บริเวณใบหน้าและทำร้ายร่างกาย หลังเกิดเหตุลูกชายยังคงไม่ยอมเล่าเรื่อง กระทั่งแม่สังเกตเห็นบาดแผลบนใบหน้าและรอยบอบช้ำตามร่างกาย จึงสอบถามจนทราบเหตุการณ์ทั้งหมด หลังทราบเรื่อง ครอบครัวเดินทางไปโรงเรียนและพบรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ซึ่งแจ้งว่าจะสอบสวนข้อเท็จจริงและนัดผู้อำนวยการโรงเรียนมาพูดคุย แต่เมื่อถึงวันนัด ผู้อำนวยการไม่ได้มาและมอบหมายครูคนอื่นมาพบแทน ทำให้ครอบครัวไม่ได้รับรายละเอียดตามที่ต้องการ
ครูให้ข้อมูลเพียงว่ากลุ่มนักเรียนที่ถูกกล่าวหาปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นผู้กระทำ และระบุว่าไม่มีหลักฐาน พร้อมพูดในทำนองอยากให้เรื่องจบลงเพื่อไม่ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง นอกจากนี้ ครูยังถูกกดดันจากผู้ปกครองอีกฝ่าย ซึ่งยืนยันว่าบุตรของตนไม่ได้กระทำ และหากโรงเรียนพักการเรียนก็จะฟ้องร้องโรงเรียนกลับ ครูจึงแนะนำให้ครอบครัวแจ้งความดำเนินคดี ครอบครัวจึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ในช่วงแรกครอบครัวต้องการย้ายโรงเรียน แต่ลูกชายยืนยันว่าไม่ย้าย เพราะใกล้เรียนจบแล้ว ครอบครัวจึงจำใจให้เรียนต่อจนจบ แม้ยังต้องเรียนร่วมกับนักเรียนทั้ง 3 คนที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ครอบครัวยังกังวล
สำหรับผู้ถูกกล่าวหา พ่อเด็กระบุว่า มีนักเรียนเกี่ยวข้องทั้งหมด 4 คน แต่อีกคนอยู่คนละห้องและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ชั้น ม.5 ซึ่งลูกชายจำรายละเอียดได้ไม่ชัดเจน ครอบครัวจึงแจ้งความเฉพาะนักเรียน 3 คนในห้องเดียวกัน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำต่อลูกชายอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้นักเรียนผู้เสียหายได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและทีมสหวิชาชีพแล้ว
โดยขณะให้สัมภาษณ์ พ่อเด็กระบุว่ายังไม่ทราบกำหนดเรียกฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 3 เดือน ส่วนความรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาของศาล ผู้ใดกระทำผิดก็ต้องรับโทษ ขณะที่ผู้ทำสิ่งถูกต้องควรได้รับคำชื่นชม ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง
ยืนยันว่าไม่ได้กล่าวโทษโรงเรียน ครู หรือบุคคลใด แต่เมื่อรับทราบปัญหาแล้วควรเร่งแก้ไข ไม่ควรปกปิดหรือปล่อยให้เรื่องเงียบ เพราะปัญหาอาจสะสมและปะทุเป็นเหตุรุนแรง พร้อมเสนอให้เพื่อนนักเรียนช่วยกันสอดส่องดูแล เมื่อพบเหตุควรแจ้งครู และครูต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้ที่กล้าเปิดเผยข้อมูลควรได้รับคำชื่นชมและกำลังใจ ไม่ใช่ถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุให้โรงเรียนเสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ไม่กังวล เพราะสอนลูกเสมอให้ใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ไม่ใช้กำลัง และลูกชายไม่เคยตอบโต้ โดยยึดหลักคำสอนว่า “ถ้าหมากัด อย่าไปกัดหมา เพราะจะกลายเป็นหมาสองตัว” ยืนยันด้วยว่า ครอบครัวเลี้ยงดูลูกชายอย่างดีไม่ได้ขาดความอบอุ่นหรือมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง สภาพจิตใจที่สังเกตภายนอกยังปกติ แต่ยอมรับว่าไม่สามารถรู้ความรู้สึกลึก ๆ ได้ทั้งหมด และกังวลว่าลูกอาจถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหรือทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง จึงอยากให้เพื่อนร่วมชั้นและครูช่วยกันให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ที่กล้าเปิดเผยความจริง
พ่อเด็กยังเสนอให้มีมาตรการป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงในโรงเรียนในระดับประเทศ เนื่องจากปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง โดยควรจัดครูออกตรวจตราช่วงพักเที่ยง ทั้งบริเวณห้องน้ำ ห้องประชุม และห้องที่ไม่มีคน พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ควรมีหน่วยสอดส่องพฤติกรรมนักเรียน ตรวจสอบเด็กที่มีอาการซึมเศร้าหรือขาดเรียนผิดปกติ และเร่งเข้าไปสอบถามช่วยเหลือ รวมถึงจัดตั้งสายด่วนหรือช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ระดับประเทศ เพื่อให้เด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงภายในโรงเรียนสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้โดยตรง พร้อมมีทีมสอบสวนจากส่วนกลางลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ
ด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีว่า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นักเรียนโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนพร้อมผู้ปกครอง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเพื่อนนักเรียนห้องเรียนเดียวกันจำนวน 3 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นเยาวชน ในข้อหาทำร้ายร่างกายและกรรโชกทรัพย์ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเยาวชนต่อหน้าสหวิชาชีพ พร้อมสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะครู รวม 5 ปาก พร้อมทั้งได้ทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และรวบรวมเอกสารผลการไกล่เกลี่ยของครูฝ่ายปกครอง รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนทั้งสองฝ่ายไว้ในสำนวนแล้ว โดยขั้นตอนต่อไป เจ้าหน้าที่นัดสอบปากคำเยาวชนผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนต่อหน้าสหวิชาชีพ ในวันที่ 18, 19 และ 25 สิงหาคม 2569 ตามลำดับ โดยขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสอบสวนและจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องดำเนินการด้วยความรัดกุมรอบคอบ