ปฏิบัติการหยุดนาซี สร้างระเบิดนิวเคลียร์ สุดยอดภารกิจลับที่มีโลกเป็นเดิมพัน
1
“ผมไม่สามารถบอกทุกคนได้ว่า ทำไมภารกิจนี้จึงสำคัญยิ่ง แต่ถ้าคุณทำสำเร็จ มันจะอยู่ในความทรงจำของนอร์เวย์ไปอีกร้อยปีเลย”
27 กุมภาพันธ์ 1943 ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนทุกข์ทน มีแต่ความลำบาก หายนะ และความตาย ยุโรปอยู่ใต้อุ้งเท้าของพญามารนาซีแห่งเยอรมนี ที่กรีธาทัพอย่างโหดร้ายยึดครองประเทศต่างๆ
แม้หลายชาติจะจำนน สูญสิ้นเอกราช แต่ประชาชนจำนวนมากไม่เคยอยากก้มหัวให้ทรราชจากเบอร์ลิน พวกเขายังคิดหาทางต่อสู้ เพื่อปลดปล่อยบ้านเกิดเมืองนอนสู่อิสรภาพ
แม้กองทัพจะยอมแพ้ แต่ประชาชนรวมตัวตั้งเป็นกองกำลังปลดปล่อยตัวเอง เป็นเสรีชนจับปืนสู้นาซี
นอร์เวย์ก็เป็นแบบนั้น
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษจำนวนมากเลือกจะสู้มากกว่าปล่อยให้ประเทศถูกย่ำยี และในวันนี้ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือก 10 ผู้กล้ากำลังย่ำเท้าไปตามหิมะ เพื่อทำภารกิจสุดหิน
พวกเขารู้เพียงว่ามันสำคัญมาก ถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายสงครามได้เลย เยอรมนีจะครองโลกได้สำเร็จหรือไม่ อยู่ที่พวกเขาจะหยุดยั้งได้ไหม
ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย หิมะขาวโพลนที่บดบังวิสัยทัศน์ ยิ่งมีลมแรงด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีโรงงานมาตั้งอยู่แถวรยูกัน (Rjukan) ซึ่งอยู่ทางใต้ของนอร์เวย์ได้
หน้าที่ของทั้ง 10 คนคือ เข้าไปในนั้นอย่างเงียบเชียบ แล้วจัดการระเบิดเสีย
กระนั้นงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโรงงานแห่งนี้มีทหารนาซีคุ้มกันและสอดส่อง 24 ชั่วโมง มนุษย์หน้าไหนก็ฝ่าไปได้ยาก ยกเว้นเพียงจุดเดียวเท่านั้น คือตรงหน้าผา พวกนาซีไม่เชื่อว่าจะมีใครหน้าไหนปีนขึ้นมาได้
หารู้ไม่ว่า 10 นักรบนอร์วีเจียนกำลังพิสูจน์ให้พวกเยอรมันรู้ว่าพวกเขาคิดผิด และจะต้องถูกลงโทษอย่างสาสม
งานนี้ต้องสำเร็จเท่านั้น หากพลาด พวกเขาจะถูกยิงเป้าแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำสูงสุดของเยอรมนี มีคำสั่งง่ายๆ ถึงทหารนาซีทุกคน หากพบศัตรูเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ชอบใช้กำลังคนแค่หลักสิบ ไม่ว่าเจอที่ไหน จับได้เมื่อไร สอบสวนให้สิ้นความ จากนั้นให้ยิงทิ้งทันที
แต่ทุกคนตัดสินใจแล้ว ตายอย่างเสรีชน ดีกว่าอยู่เยี่ยงทาส แด่นอร์เวย์ แด่โลก แด่ชัยชนะ
ภารกิจคืนนี้ พวกเขามีแค่ทางเลือกเดียว
อย่าให้นาซีสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ…
2
เมื่อเยอรมนีเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 2 และรุกรานประเทศยุโรปอย่างโหดเหี้ยม สังหารอย่างเลือดเย็น พวกเขายังมุ่งมั่นที่จะครองโลก การป้องกันไม่ให้ใครยึดดินแดนคืนดูจะไม่เพียงพอ มันต้องมีอาวุธระดับมหาประลัยที่จะหยุดยั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้
นักวิทยาศาสตร์เยอรมันฉลาดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พวกเขาเป็นชาติแรกๆ ที่ศึกษาการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และหากสร้างมันได้ พวกเขาจะยึดครองได้ทั่วทั้งปฐพีแน่นอน
นาซีอนุมัติการสร้างยอดอาวุธนี้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะนำมาซึ่งหายนะที่รุนแรงเพียงไหน แต่จากทฤษฎีมันเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาคว้าชัยชนะในสงครามแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างสบายๆ
กระนั้นการหาส่วนประกอบและตั้งโรงงานเพื่อปูทางไปสู่การมีนิวเคลียร์ในครอบครองไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะตั้งในเยอรมนี ก็เสี่ยงจะถูกชาติสัมพันธมิตรพบ และส่งเครื่องบินมาทำลายได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ดินแดนยึดครองที่อยู่ไกลและเดินทางไปลำบาก ที่สำคัญเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่อาจเห็นเป้าหมายได้
จะมีอะไรเหมาะไปกว่านอร์เวย์อีก
พวกเขาเลือกเมืองรยูกัน ซึ่งรายล้อมด้วยหุบเขา ยากที่ศัตรูจะฝ่าแนวมาได้ แม้แต่เครื่องบินก็หาพิกัดลงไม่เจอ ทางเข้าออกที่มีไม่มาก ดังนั้นการวางกำลังไว้โดยรอบย่อมเพียงพอจะสกัดชาติสัมพันธมิตร หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษใดๆ ได้แน่
แท้จริงแล้ว โรงงานแห่งนี้เป็นของนอร์เวย์ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานน้ำ แต่เมื่อนาซีส่งกำลังไปยึด จึงเปลี่ยนเป้าหมายให้มาช่วยผลิตน้ำมวลหนัก (Heavy Water) ซึ่งเป็นน้ำที่อะตอมของธาตุไฮโดรเจน มีนิวตรอนเพิ่มมา 1 ตัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เยอรมันเลือกใช้วิธีนี้แทน โดยเชื่อว่าจะต่อยอดสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้
ในเวลานั้นพวกเขามั่นใจในน้ำมวลหนักมาก คิดว่าคงจะเป็นสารสำคัญในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การผลิตพลูโตเนียมสำหรับอาวุธมหากาฬได้
การทดลองสร้างเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง ในสถานที่ลับตาคน และปราศจากการคุกคามจากเครื่องบินของข้าศึก จึงเอื้อให้ความสำเร็จของนาซีใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสัมพันธมิตรยังคงมีความโชคดีเหลืออยู่ เพราะฮิตเลอร์ยังนึกไม่ออกว่าอาวุธมหาประลัยนี้จะมีหน้าตาอย่างไร แล้วอันตรายเพียงใด จึงโยกงบประมาณและจำนวนคนไปสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลเสียมากกว่า นั่นทำให้ช่วยชะลอโอกาสที่เยอรมนีจะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม การจะปล่อยโรงงานแห่งนี้ไว้เฉยๆ ดูจะเป็นอันตรายต่อโลกใบนี้ เพราะนักวิทยาศาสตร์เยอรมันมีความสามารถไม่เป็นสองรองใคร ถ้าไม่มีอะไรไปจัดการ พวกเขาจะต้องบรรลุเป้าหมายแน่
กลุ่มนอร์เวย์เสรี ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักรบผู้รักชาติ ต่างทยอยส่งข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับโรงงานแห่งนี้ให้กับอังกฤษ ทหารนอร์วีเจียนจำนวนมากถูกฝึกให้เข้าร่วมในปฏิบัติการพิเศษ เพื่อเตรียมพร้อมก่อวินาศกรรมในนอร์เวย์ เพื่อทำลายประสิทธิภาพของเยอรมนี
ในช่วงปลายปี 1942 อังกฤษตัดสินใจส่งเครื่องร่อน 2 ลำ ภายในมีทหารของตัวเองที่มีความคล่องตัวและมีศักยภาพกว่า 34 คน เป้าหมายคือต้องหยุดยั้งการสร้างระเบิดที่โรงงานแห่งนี้โดยเร็ว
ทว่าเพราะสภาพภูมิอากาศที่อันตราย ทำให้เครื่องร่อนไม่อาจลงสู่จุดหมายได้ แต่กลับตกจนมีคนเสียชีวิต และผู้ที่รอดก็โดนนาซีจับกุมได้ ถูกส่งไปขัง ทรมาน สอบสวน ก่อนจะโดนยิงเป้าตามคำสั่งของฮิตเลอร์
ตามแผนของอังกฤษ หากเครื่องร่อนลงถูกจุด จะมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษของนอร์เวย์ 4 คนรอรับพวกเขา แล้วพาไปยังที่ตั้งของโรงงานแห่งนี้
เมื่อเกิดความล้มเหลว ทำให้ปฏิบัติการต้องหยุดลง โรงงานแห่งนี้จึงเดินหน้าสร้างระเบิดนิวเคลียร์ต่อไป
เมื่ออังกฤษผิดพลาด ทางนอร์เวย์จึงขอลุยเอง พวกเขาเชื่อว่า ทหารของตัวเองชินกับอากาศที่หนาวเย็นยิ่งกว่า และรู้ภูมิประเทศเป็นอย่างดี ดังนั้นหากเกิดอะไรผิดพลาด ก็น่าจะเอาตัวรอด หรือไปถึงขั้นประสบความสำเร็จในการทำลายโรงงานนี้
เมื่อได้รับไฟเขียว พวกเขาเลือกหนทางที่ยากสุดคือ จะกระโดดร่มลงสู่จุดที่ไกลจากโรงงานยิ่งกว่าเดิม แล้วเดินลงหุบเขา ก่อนจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไปทางหน้าผาที่สูงนับร้อยเมตร และปีนได้ยากมากๆ แต่กองกำลังปลดปล่อยแห่งนอร์เวย์มั่นใจว่าทหารของพวกเขาทำได้แน่
แผนได้รับการอนุมัติ ชุดล่วงหน้า 4 คนที่เดิมต้องรอรับทหารอังกฤษถูกส่งลงไปใหม่ เพื่อประสานงานและคุ้มกันทีมกระโดดร่มชุดนี้
โดยเมื่อทั้ง 2 ทีมพบกัน ก็จะร่วมกันปีนหน้าผา แล้วลอบเข้าโรงงานในจุดที่ทหารเยอรมันไม่วางกำลังป้องกันไว้ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครอาจหาญบุกมาทางนี้
หัวหน้าชุดใช้คีมที่ซื้อ ณ ร้านขายของในเมืองแคมบริดจ์หลังดูหนังเสร็จ ซึ่งทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ตัดลวดหนามของเยอรมนีจนขาด ทำให้ทั้ง 10 คนลอบเข้าไปได้อย่างสบายๆ
“ถ้าเราใช้ของที่พวกอังกฤษให้มา กว่าจะตัดเสร็จ พวกนาซีคงจับเราได้ก่อนแน่”
3
กระนั้นใช่ว่าชุดปฏิบัติการจะไม่พบอุปสรรค เพราะตอนที่ทีมล่วงหน้า 4 คนแรกกระโดดร่มลงไปก่อนในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1943 ปรากฏว่าลงผิดจุดไปไกล แถมอุปกรณ์ที่เตรียมมาก็เกือบจะสูญหาย ยิ่งมาเจอสภาพอากาศสุดหนาวเย็นกระหน่ำใส่ ถ้าเป็นทหารปกติคงจะยอมแพ้และยกเลิกภารกิจ
แต่พวกเขาถูกฝึกมาอย่างหนัก สอนให้คิดเป็น และวางแผนแก้ไขได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ในที่สุดจึงตั้งหลัก แล้วเดินทางไปยังจุดนัดพบ เพื่อรอรับทีมงานที่เหลืออีก 6 คนได้สำเร็จ
สำหรับปฏิบัติการนี้ ทหารนอร์เวย์เสรีจะใส่ชุดของกองทัพอังกฤษ เผื่อผิดพลาดล้มเหลวโดนจับ นาซีจะได้เข้าใจว่า อังกฤษส่งหน่วยรบมาอีก จะได้สอบสวนยิงทิ้ง โดยไม่กระทบต่อชาวบ้านใกล้โรงงาน
เพราะหากเยอรมนีจับได้ว่านอร์เวย์ส่งทหารมาร่วม มีโอกาสที่พวกมันจะเอาชาวบ้านบริสุทธิ์มายิงทิ้ง เพื่อให้ทุกคนหวาดกลัว และไม่กล้าร่วมมือกับใครอีก
และพวกเขาทำมาแล้วในหลายประเทศด้วย
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ 6 คนถูกส่งลงมา แล้วเดินเท้าไปจนพบกับชุดล่วงหน้า แผนข้อแรกสำเร็จ บัดนี้ทั้ง 10 คน กำลังดำเนินการสู่แผนขั้นถัดไป พวกเขาเดินฝ่าความหนาวเย็น จนกระทั่ง 4 วันต่อมา จึงบรรลุผลเข้าใกล้โรงงานเพียงพอแล้ว
ทุกคนรอจนถึง 20.00 น. จึงได้ฤกษ์ลงมือ
สาเหตุที่เลือกช่วงเวลานี้ เพราะทีมรักษาความปลอดภัยเยอรมันจะเปลี่ยนผลัด โดยชุดปฏิบัติการมีแผนที่ซึ่งหน่วยข่าวกรองนอร์เวย์ทำไว้ร่วมกับอังกฤษ โดยได้รับความร่วมมือจากคนงานในโรงงานแห่งนี้ มันละเอียดและแม่นยำจนรู้ว่าควรจะไปวางระเบิดที่ไหน
พวกเขาเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนพุ่งถึงที่วางระเบิด 2 จุด ตรงท่อของน้ำมวลหนัก โดยไม่ถูกใครตรวจพบ นักรบแห่งนอร์เวย์เสรีวางระเบิดอย่างประณีต ตั้งเวลาให้ทำงานหลังเที่ยงคืน แล้วทิ้งปืนกลกระบอกหนึ่งไว้ เพื่อให้เยอรมนีรู้ว่า คนที่ลงมือคือทหาร ไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่แน่นอน
เมื่อแน่ใจว่าทำตามแผนที่วางไว้แล้ว จึงลอบออกจากโรงงาน แล้วกลับไปทางเดิม
ไม่มีใครเห็นพวกเขา ไม่ต้องยิงปืนสู้กับใคร แค่เข้ามาและออกไป
ที่สำคัญ ไม่มีใครบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
เมื่อถึงเวลา ระเบิดก็ทำงานอย่างเที่ยงตรง แม้เสียงจะไม่ดังมาก แต่ได้ผล โรงงานแห่งนี้สูญเสียน้ำมวลหนักถึง 500 กิโลกรัม จนต้องหยุดและปิดซ่อมแซมทันที
ขณะที่เยอรมนีเร่งสอบสวนว่า ใครคือผู้ก่อเหตุนี้ นักรบผู้กล้าแห่งนอร์เวย์จำนวนหนึ่งเลือกจะอยู่ในประเทศเพื่อทำงานร่วมกับขบวนการใต้ดินต่อ ขณะที่บางส่วนเดินทางไปยังสวีเดน ซึ่งประกาศเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ช่วยชาติสัมพันธมิตรอย่างลับๆ
พวกเขาซ่อนตัวในสวีเดนสักพัก ก่อนถูกพาตัวออกจากประเทศไปยังอังกฤษ พร้อมกับเสียงชื่นชมยกย่องในความสำเร็จนี้
แม้นาซีจะใช้เวลาไม่นานในการซ่อมโรงงานแห่งนี้ให้กลับมาดำเนินการได้ดังเดิม แต่เพราะการก่อวินาศกรรมทำให้เกิดความล่าช้า และสหรัฐฯ ที่รุดหน้าด้วยกำลังคนและเงินอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นชาติแรกในโลกที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จ
การวางระเบิดโรงงานจากฝีมือของนักรบนอร์วีเจียน ยังทำให้สหรัฐฯ รู้จุดที่ตั้งได้ละเอียดขึ้น เมื่อฟ้าเปิด สภาพอากาศปลอดโปร่ง พญาอินทรีจึงส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดใส่โรงงานแห่งนี้อีกจนใช้งานไม่ได้
ความฝันของนาซีและความหวังของฮิตเลอร์ที่อยากชนะสงคราม และพาเยอรมนีครองโลกจบสิ้นลง สุดท้ายพวกเขาไม่มีโอกาสได้ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ และถูกตอบโต้กลับจนยุโรปได้รับการปลดปล่อย นอร์เวย์ได้รับเอกราช และนาซีคือผู้แพ้ในสงคราม
ส่วนระเบิดนิวเคลียร์นั้นไม่ได้ถูกใช้จัดการเยอรมนี แต่สหรัฐฯ เลือกทิ้งระเบิดใส่ญี่ปุ่น ทำให้โลกได้เห็นและตระหนักว่า อาวุธชนิดนี้รุนแรงเพียงใด จนกลายเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
หัวหน้าชุดปฏิบัติการระเบิดโรงงานนี้พูดอย่างถ่อมตนในความสำเร็จของเรื่องนี้ว่า “เราทำมันได้เพราะโชคช่วยเป็นเสียส่วนมากนะครับ”
กระนั้นราษฎรของนอร์เวย์ต่างรู้ดีว่า ความจริงแล้ว มันมาจากความสามารถของผู้กล้าทั้ง 10 คน และผู้อยู่เบื้องหลังอีกนับร้อยต่างหาก
4
ขณะปฏิบัติหน้าที่ 10 นักรบนอร์วีเจียนรู้เพียงว่าภารกิจนี้สำคัญแค่ไหน แต่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า มันสำคัญอย่างไร มีแต่คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่บอกว่า หากทำสำเร็จ มันจะอยู่ในความทรงจำของนอร์เวย์ไปอีกร้อยปี
และสุดท้ายมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวของพวกเขาให้คนรุ่นหลังได้จดจำในความกล้าหาญ
มันคือภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้โลกปลอดภัย และปลดแอกตัวเองจากเผด็จการ
อดีตหัวหน้าชุดปฏิบัติการนี้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว The New York Times หลายปีให้หลังว่า หากพวกเขาวางระเบิดไม่สำเร็จ แล้วเยอรมนีสร้างนิวเคลียร์ได้ ชาติสัมพันธมิตรคงประสบกับหายนะ เพราะนาซีจะต้องใช้อาวุธนี้ถล่มศัตรูจนพังพินาศ
“ถ้าเราล้มเหลว ลอนดอนจะต้องเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกับฮิโรชิมาอย่างแน่นอน… ดังนั้นพอเราระเบิดโรงงานนี้ได้ มันจึงเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาล…”
ข้อมูลอ้างอิง
- https://ahf.nuclearmuseum.org/ahf/history/operation-gunnerside/
- https://www.nia.no/en/the-saboteurs/
- https://www.nia.no/en/the-operations/
- https://ahf.nuclearmuseum.org/ahf/history/operation-gunnerside/
- https://www.nytimes.com/2015/11/21/world/europe/wwii-hero-credits-luck-and-chance-in-foiling-hitlers-nuclear-ambitions.html?smid=tw-nytimesworld&smtyp=cur&_r=4