โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เตือนพ่อแม่ยุค AI สร้าง Safe Zone ในบ้าน แยกความรัก-คาดหวังให้ลูก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โลกของเด็กและวัยรุ่นในวันนี้ กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม โซเซียล และการแข่งขัน ความคาดหวังจากครอบครัว ทำให้สำคัญของพ่อแม่อาจไม่ใช่เพียงการทำให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่คือการสร้าง “บ้าน” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในเวที “Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว” โดยโรงพยาบาลพระรามเก้า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองภายในงาน Mindful Fest ซึ่งจัดโดยมูลนิธิไทยคม ณ The Present Haus ราชวิถี 24

ถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรม Doctor Talk ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนในครอบครัว และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพชีวิตประจำวันได้จริง

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการมองคุณค่าของตัวเอง

ความคาดหวังของครอบครัว ทำให้เกิดความเครียด

เพราะเด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในบ้านหรือโรงเรียน แต่ยังมีโลกออนไลน์อยู่ในโทรศัพท์ ทำให้เข้าถึงทั้งข้อมูล การเปรียบเทียบ และแรงกดดันได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนมีพื้นอารมณ์ ความถนัด และความสามารถแตกต่างกัน ผู้ใหญ่จึงต้องระวังการใช้มาตรฐานเดียวไปวัดเด็กทุกคน เพราะเมื่อความคาดหวังของครอบครัวหรือสังคมสวนทางกับตัวตนที่แท้จริงของเด็ก ความเครียดก็เกิดขึ้นได้

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ “ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม” ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกาย เช่น เก็บตัว พูดน้อยลง หงุดหงิดหรือก้าวร้าวมากขึ้น ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้

“ก่อนจะถามว่า ‘ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป’ ลองเปลี่ยนเป็น ‘ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า’ อย่าเพิ่งตัดสินว่าเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบ หรือมีปัญหา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไร”

Digital Literacy สำคัญกว่าการจับผิด

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวว่า การดูแลลูกในโลกดิจิทัลไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำหนดเวลาใช้โทรศัพท์หรือคอยตรวจสอบว่าเด็กดูอะไร แต่พ่อแม่ควรมีทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อเข้าใจโลกที่ลูกใช้ชีวิต รู้เท่าทันสิ่งที่อาจส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ และสามารถพูดคุยกับลูกได้ โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐาน

ท่ามกลางโลกยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวจึงไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง แต่คือการรักษาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน

แยกให้ออก “รัก-หวังดี-คาดหวัง”

ด้าน นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการเป็นพ่อแม่คือการแยกให้ออกระหว่าง “ความรัก” “ความหวังดี” และ “ความคาดหวัง” เพราะความตั้งใจอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี หากมาพร้อมความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกไปได้ไกล แต่เด็กก็เป็นคนอีกคนหนึ่ง อาจไม่ได้ชอบสิ่งที่พ่อแม่ชอบ ไม่ได้ถนัดสิ่งที่พ่อแม่ถนัด และไม่จำเป็นต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน การยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่คือการมีขอบเขตในเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบตัวเอง

สิ่งสำคัญไม่แพ้ผลการเรียนหรือความสำเร็จคือ “ความไว้วางใจ” ในครอบครัว เพราะหากทุกครั้งที่ลูกเล่าปัญหาแล้วถูกตำหนิ สอบสวน หรือรีบสั่งสอน เด็กอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “การเงียบปลอดภัยกว่าการพูด”

หัวใจของการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ” (Safe Zone) จึงไม่ใช่การตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการทำให้เด็กรู้ว่า “ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป” โดยมีหลักสำคัญคือ “ฟังให้จบ ก่อนสอน” เพราะในวันที่ลูกเปิดใจ สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่คำตอบหรือคำแนะนำทันที แต่อาจเป็นเพียงคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า

“พ่อแม่มักถามว่า ‘ทำไมลูกไม่คุยกับเรา’ แต่บางครั้งอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า ‘ตอนที่ลูกคุย เราฟังเขาอย่างไร’ พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกเรื่อง แต่ควรเป็นคนที่เขามั่นใจว่า ต่อให้วันนี้ผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำผิด เขายังกลับมาหาเราได้”

เริ่มต้นที่พ่อแม่ ลดแรงกดดันที่ไม่จำเป็น

นพ.วิทยา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ตัวพ่อแม่ ทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังของตัวเอง เพราะเมื่อผู้ใหญ่แบกรับภาระมากเกินไป ความสามารถในการอดทนและทำความเข้าใจลูกย่อมลดลง

การสร้างครอบครัวที่มีความสุขจึงอาจไม่ใช่การพยายาม “เพิ่ม” ทุกอย่างให้ลูก แต่อาจเป็นการ “ลด” การเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีพื้นที่เติบโตในแบบของตัวเอง

โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกลูกว่าเขาต้องเก่งกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ หรือต้องพยายามมากกว่านี้ บ้านจึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่คือทำให้เขารู้ว่า หากวันหนึ่งล้มลง เขายังมีคนพร้อมฟังโดยไม่ซ้ำเติม และมีความรักที่ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะวันนี้เขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไร” แต่คือ “ถ้าวันหนึ่งเขามีปัญหาหนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า” เพราะหากเรื่องที่เจ็บที่สุด กลัวที่สุด หรือผิดพลาดที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ลูกไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า ครอบครัวต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ในบ้านอีกครั้งว่า กำลังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ลูก “กล้าพูด” หรือกำลังทำให้เขาเลือก “เงียบ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...