โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เวียดนาม’ผงาดฐานชิปอาเซียน FDI สูงกว่าไทย 10 เท่า ส่งออกแซงไทย 2 เท่า

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
‘เวียดนาม’ ผงาดฐานชิปอาเซียน ดึงดูด FDI ได้สูงกว่าไทย 10 เท่า ดันมูลค่าส่งออกชิปพุ่งแซงไทย 2 เท่า

เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของอาเซียน โดยใช้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นกลไกยกระดับอุตสาหกรรม จากฐานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมกิจกรรมซับซ้อนและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในเวียดนามเริ่มขยายจากโรงงานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging and Testing) โดยมีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าไทย 10 เท่า ขณะที่ไทยมีเงินลงทุนในกิจกรรมดังกล่าวประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เม็ดเงินลงทุนที่แตกต่างกันอย่างมากกำลังช่วยให้เวียดนามขยับจากฐานการผลิตทั่วไปไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น สะท้อนจากภาคส่งออกในปี 2568 ซึ่งเวียดนามส่งออกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นมูลค่ามากกว่าไทย 2 เท่า และมีราคาส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าราว 40%

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าไทยหรือเวียดนามเป็นผู้ชนะ แต่อยู่ที่ไทยจะวางตำแหน่งของตนในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลกอย่างไร เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานอุตสาหกรรมเดิมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

เวียดนามเร่งเครื่องส่งออกชิป แซงไทยทั้งขนาดและมูลค่า

ข้อมูลการส่งออกวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ในพิกัด HS 8542 ระหว่างปี 2553-2568 สะท้อนเส้นทางการเติบโตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างไทยกับเวียดนาม ในช่วงเริ่มต้น ไทยส่งออกชิปคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเวียดนามซึ่งยังมีมูลค่าการส่งออกค่อนข้างต่ำ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของเวียดนามขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา จนขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทยและแซงหน้าได้ในช่วงกลางของระยะเวลาที่ศึกษา แม้จะผันผวนเป็นระยะ แต่แนวโน้มโดยรวมยังเติบโตต่อเนื่อง ก่อนเร่งตัวอย่างชัดเจนในช่วงท้าย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในปี 2568 สูงกว่าไทยประมาณ 2 เท่า

ด้านไทย มูลค่าการส่งออกชิปทรงตัวอยู่หลายปี ก่อนเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงท้าย แม้ยังรักษาการเติบโตไว้ได้ แต่อัตราการขยายตัวต่ำกว่าเวียดนามอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ช่องว่างระหว่างสองประเทศกว้างขึ้น

ความแตกต่างไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมูลค่าการส่งออกรวม โดยข้อมูลระหว่างปี 2566-2568 พบว่า ชิปส่งออกของเวียดนามมีราคาเฉลี่ย 0.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย เทียบกับไทยที่ 0.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย หรือสูงกว่าราว 40% สะท้อนว่าเวียดนามไม่เพียงเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ยังส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าไทยด้วย

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการไหลเข้าของ FDI ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง ซึ่งมีมูลค่าลงทุนกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับขีดความสามารถของเวียดนามให้ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิม

เวียดนามเน้นชิปประมวลผล แต่ยังขาดฐานผลิตเวเฟอร์

โครงสร้างการส่งออกในปี 2568 สะท้อนว่า เวียดนามมีความเชี่ยวชาญด้านชิปประมวลผลและชิปควบคุมอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Processors and Controllers มีสัดส่วนสูงถึง 87% ของมูลค่าการส่งออกชิปทั้งหมด ขณะที่ชิปประเภทอื่นคิดเป็น 9% และชิปหน่วยความจำ (Memories) อีก 4%

โครงสร้างดังกล่าวแตกต่างจากไทยอย่างมาก โดยประมาณ 70% ของมูลค่าการส่งออกชิปของไทยอยู่ในกลุ่มวงจรรวมประเภทอื่น ส่วนใหญ่เป็นชิปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive ICs) และชิปจัดการพลังงาน (Power Management ICs) ตามด้วยชิปประมวลผลและชิปควบคุม 24% ชิปหน่วยความจำ 5% และชิปขยายสัญญาณ 1%

สัดส่วนการส่งออกชิปประมวลผลและชิปควบคุมของเวียดนามที่สูงถึง 87% สอดคล้องกับทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากชิปขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติส่วนใหญ่ประกอบด้วยชิปประมวลผล ชิปควบคุม และชิปหน่วยความจำ

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง การลงทุนในปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่ที่การประกอบและทดสอบชิปขั้นสูงเป็นหลัก แม้จะเริ่มมีการลงทุนด้านการออกแบบชิปโดยไม่มีโรงงานผลิต (Fabless Design) เพิ่มขึ้น แต่กิจกรรมต้นน้ำที่สำคัญอย่างการผลิตเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ยังไม่มีการลงทุนจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่

ข้อจำกัดสำคัญคือการผลิตเวเฟอร์ต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมาก ดังนั้น แม้เวียดนามจะดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว แต่การพัฒนาระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำยังต้องใช้เวลาและเงินลงทุนอีกมาก

ไทยต้องวางตำแหน่งตามจุดแข็ง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เวียดนามไม่ควรถูกมองเพียงว่าไทยหรือเวียดนามเป็นผู้ชนะ แต่ควรเป็นสัญญาณให้ไทยเร่งกำหนดตำแหน่งของตนในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลกให้ชัดเจนและสอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออก ไทยมีจุดแข็งด้านชิปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปจัดการพลังงาน จึงควรมุ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเซมิคอนดักเตอร์สำหรับยานยนต์ (Automotive Semiconductor) และเซมิคอนดักเตอร์กำลัง (Power Semiconductor) ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบชิป (Chip Design) เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

แนวทางนี้จะช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับเวียดนามในทุกตลาด พร้อมนำฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่มาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทาง ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงไม่ควรมุ่งเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถด้านการออกแบบภายในประเทศไปพร้อมกัน

ภาครัฐควรจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดึงดูดบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก พร้อมออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้เหมาะกับความต้องการของนักลงทุนแต่ละราย แทนการใช้มาตรการรูปแบบเดียวกับทุกบริษัท เนื่องจากกิจกรรมแต่ละส่วนของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึงการผลิตขั้นสูง ล้วนมีความต้องการด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรแตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงผลักดันการจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิป (Chip Design Center) เพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทาง สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าสู่ภาคการผลิต

หากดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ (New Engine of Growth) ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...