โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขข้อสงสัย! ปิดด่านชายแดนแล้วทำไมแรงงานกัมพูชายังอยู่ไทยได้

มุมข่าว

เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว • mm.
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 มีการเผยแพร่ข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์คนกัมพูชาที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย จากหน่วยงานความมั่นคง ท่ามกลางคำถามถึงมาตรการของภาครัฐ หลังมีการปิดด่านชายแดนทางบก โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีชาวกัมพูชาอยู่ในประเทศไทยทั้งกลุ่มที่เข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและกลุ่มที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันไปตามสถานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคล

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 มีการเผยแพร่ข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์คนกัมพูชาที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย จากหน่วยงานความมั่นคง ท่ามกลางคำถามถึงมาตรการของภาครัฐ หลังมีการปิดด่านชายแดนทางบก โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีชาวกัมพูชาอยู่ในประเทศไทยทั้งกลุ่มที่เข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและกลุ่มที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะแตกต่างกันไปตามสถานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคล

กรณีชาวกัมพูชาที่เข้าประเทศและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระบุว่า บุคคลเหล่านี้มีใบอนุญาตจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และสามารถต่อวีซ่าตามช่วงเวลาที่กำหนด จึงยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษหรือผลักดันออกนอกประเทศได้ หากยังไม่มีนโยบายของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าว

ส่วนผู้ที่เข้าประเทศโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการดำเนินคดีและผลักดันกลับประเทศตามขั้นตอน

สำหรับข้อสงสัยว่า เหตุใดหลังการปิดด่านชายแดนภายหลังการสู้รบ จึงยังมีชาวกัมพูชาอยู่ในประเทศไทยนั้น ข้อมูลชี้แจงระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เดินทางเข้าประเทศมาก่อนเกิดการสู้รบ และไม่ได้เดินทางกลับประเทศในช่วงดังกล่าว โดยสมัครใจพำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ทั้งในกลุ่มที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน การปิดด่านถาวรทางบกเป็นมาตรการที่มุ่งระงับการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการสู้รบ เพื่อลดทอนขีดความสามารถในการสู้รบของคู่ขัดแย้ง แต่ไม่ได้หมายถึงการระงับการเดินทางของบุคคลผ่านอากาศยานและสายการบินพาณิชย์ ทำให้ยังมีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมายตามการว่าจ้างของบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

ส่วนมาตรการควบคุมชาวกัมพูชาที่อยู่ในประเทศนั้น กรณีผู้ที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามใบอนุญาตของกรมการจัดหางาน รวมถึงกำหนดพื้นที่ในการปฏิบัติงาน โดยหากต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่นอกเหนือจากการปฏิบัติงาน จะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบพื้นที่ เช่น ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจ ฝ่ายปกครองท้องที่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนายจ้างจะต้องรับทราบ

สำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นแรงงานที่ลักลอบเข้ามาก่อนเกิดการสู้รบ หรือเป็นแรงงานที่ใบอนุญาตหมดอายุ รวมถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการ ผู้มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตให้ความช่วยเหลือในการหลบซ่อน ข้อมูลระบุว่า ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การดูแลพื้นที่ตอนในเป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายตามปกติ ทั้งตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการที่ได้รับสัมปทานในการบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่บทบาทของทหารในสถานการณ์การสู้รบ ข้อมูลชี้แจงว่า ภารกิจสำคัญลำดับแรกคือการป้องกันประเทศและรับมือภัยคุกคาม โดยกำลังทหารหลักจะถูกใช้ในการวางกำลังตามแนวชายแดน รวมถึงกำลังสำรองในพื้นที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวเขตแดนทางบกที่ติดต่อกับคู่ขัดแย้งเป็นระยะทางยาว การใช้กำลังทหารบริเวณพื้นที่การรบจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันประเทศ

ส่วนการบริหารจัดการพื้นที่ตอนในและเขตชุมชน เพื่อรับมือกับสิ่งที่ถูกเรียกว่า “ภัยแทรกซ้อน” จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของพื้นที่ส่วนหลัง และสนับสนุนให้กำลังรบด้านหน้าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับคำถามว่าทหารสามารถเข้าจัดการปัญหาในพื้นที่ตอนในได้หรือไม่นั้น ข้อมูลระบุว่า ในภาวะปกติที่ไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่ได้อยู่ในพื้นที่การรบ อีกทั้งไม่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ทหารไม่สามารถเข้าไปเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ดังกล่าวได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์หรือปัญหาในพื้นที่ถูกประเมินว่าเป็น “ภัยความมั่นคง” ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ กองทัพสามารถใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเข้าสู่กระบวนการดำเนินการ เพื่อสร้างเสถียรภาพในพื้นที่ และเปิดทางให้กำลังรบหลักบริเวณแนวชายแดนสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ตอนท้ายของข้อความชี้แจงยังระบุถึงความรู้สึกของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดน โดยขอให้ประชาชนเข้าใจภารกิจและความเสียสละของทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมยืนยันว่า ความสูญเสียของกำลังพลเป็นสิ่งที่ทหารทุกนายตระหนักและรู้สึกไม่ต่างจากประชาชนที่ติดตามข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์

พร้อมระบุว่า ทหารที่อยู่หน้าแนวการรบและแนวลวดหนามต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการเผชิญภัยคุกคาม และขอให้ประชาชนที่อยู่ด้านหลังใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมั่นใจว่ากำลังพลยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องประเทศอย่างเต็มกำลัง

ข้อมูลดังกล่าวทิ้งท้ายว่า การรับมือ “ภัยแทรกซ้อน” ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกส่วนราชการและประชาชนในการช่วยกันดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...