โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เอกนิติ” กางแผน Transition พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เดลินิวส์

อัพเดต 33 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘เอกนิติ’ กางยุทธศาสตร์ ‘Transition Now’ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ดึงทัพลงทุนสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์-ชิปแสง-EV ปูทางสู่ ‘K-Shape ขาขึ้น’

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เรื่องการเปลี่ยนผ่าน (Transition) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบัน ซึ่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสงครามการค้า ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันและการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสใหม่นี้ให้ทันท่วงที

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะมีทั้งกลุ่มที่สามารถเกาะกระแสเทคโนโลยีและเติบโตพุ่งสูงขึ้น เช่น กลุ่ม AI และธุรกิจดิจิทัล ในขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวไม่ทันจะเป็นขาลง ซึ่งเปรียบเสมือนกราฟรูปตัว K (K-Shaped Recovery)

ดังนั้น รัฐบาลจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบแนวคิด 3 เสาหลัก ได้แก่

1.Stabilize Today (พยุงปัจจุบัน) ดูแลและช่วยเหลือกลุ่มคนฐานราก พ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนนที่ได้รับผลกระทบจากค่าที่และราคาน้ำมันแพง เช่น โครงการ "ไทยช่วยไทย" เพื่อช่วยลดต้นทุน พร้อมทั้งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านนำ AI ไปอบรมผู้ประกอบการให้ค้าขายออนไลน์เป็น ซึ่งผลสถิติพิสูจน์แล้วว่าช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 100-200% แม้จะจบโครงการไปแล้ว

2.Transition Now (เปลี่ยนผ่านทันที) การเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องเริ่มทำในทันที

3.Invest for Tomorrow (ลงทุนเพื่ออนาคต) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เทคโนโลยี 5G และ 6G เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

[ ยุคโลก 8 ขั้ว ]

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 2528 ประเทศไทยเคยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นจากวิกฤตค่าเงินเยนแข็งตัว (Plaza Accord) ส่งผลให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก (EEC) รวมถึงจังหวัดระยอง และอยุธยา จนกลายเป็นฐานผลิตยานยนต์รายใหญ่ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ในยุค "โลก 8 ขั้ว" ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงฐานผลิตที่ถูกที่สุด (Efficiency) อีกต่อไป แต่ต้องการ พื้นที่ลงทุนที่มีความมั่นคงและปลอดภัย (Security) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายหลักที่มีเสถียรภาพ สะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนจริงเป็นอันดับหนึ่ง คือกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะธุรกิจผลิตเครื่องมือส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ซึ่งมีความต้องการสูงมากในการรองรับแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน

โดยกลุ่มนี้มียอดลงทุนสูงถึง 250,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก หรือคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด 500,000 ล้านบาท โดยผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้เข้ามาปักหมุดตั้งฐานการผลิตที่จังหวัดสระบุรี จ้างงานคนไทยแล้วกว่า 20,000 คน และมีแผนเตรียมขยายกำลังการผลิตเพื่อจ้างงานเพิ่มอีก 10,000 คน

สำหรับทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลได้ใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนภายใต้เงื่อนไขการตั้งโรงงานประกอบในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งโรงงานแล้วถึง 9 โรงงาน และเริ่มผลักดันสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงขึ้นถึง 40-50% ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเข้ามารองรับเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการนำเข้ารถยนต์และปกป้องกลุ่มผู้ร่วมทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศ

[ ปลดล็อกข้อจำกัดรัฐ ]

นายเอกนิติ เผยว่า ความต้องการของนักลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนไปสู่ พลังงานสะอาด (Green Energy) เป็นหลัก ความเสถียรของระบบไฟแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป อีกทั้งประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจากต่างประเทศ (เช่น โอมาน) ซึ่งมีความเสี่ยงจากสงครามจนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสสองที่ผ่านมาขาดดุลไปกว่า 600,000 ล้านบาท

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการเร่งลงทุนโครงการพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบริหารจัดการไม่ให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงมีแนวทางให้ กฟผ. ระดมทุนผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หรือ Thailand Future Fund (TFF) แทนการกู้เงิน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแผนผลักดันโครงการช่วยเปลี่ยนผ่านสำหรับภาคประชาชน โดยให้เงินอุดหนุนในการติดตั้ง โซลาร์บนหลังคาบ้าน เพื่อเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถขายคืนให้กับรัฐได้ ผ่านการลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) ของ กฟผ. ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่ม K-Shape ขาล่าง อีกด้วย

[ ปั้น ‘Skill Bridge’ ]

ในส่วนของการเตรียมพร้อมด้านแรงงาน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงทักษะ "Skill Bridge" ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อพัฒนาหลักสูตรและถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับภาคเอกชนผู้ลงทุนโดยตรง เพื่อช่วยให้เด็กไทยที่จบมามีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่และมีงานทำทันที

"วันนี้เป็นเรื่องยากที่โลกเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนผ่าน ณ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น" นายเอกนิติ กล่าวสรุป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...