“เอกนิติ” กางแผน Transition พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เรื่องการเปลี่ยนผ่าน (Transition) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบัน ซึ่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางและสงครามการค้า ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันและการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสใหม่นี้ให้ทันท่วงที
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะมีทั้งกลุ่มที่สามารถเกาะกระแสเทคโนโลยีและเติบโตพุ่งสูงขึ้น เช่น กลุ่ม AI และธุรกิจดิจิทัล ในขณะที่กลุ่มที่ปรับตัวไม่ทันจะเป็นขาลง ซึ่งเปรียบเสมือนกราฟรูปตัว K (K-Shaped Recovery)
ดังนั้น รัฐบาลจึงมุ่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบแนวคิด 3 เสาหลัก ได้แก่
1.Stabilize Today (พยุงปัจจุบัน) ดูแลและช่วยเหลือกลุ่มคนฐานราก พ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนนที่ได้รับผลกระทบจากค่าที่และราคาน้ำมันแพง เช่น โครงการ "ไทยช่วยไทย" เพื่อช่วยลดต้นทุน พร้อมทั้งส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านนำ AI ไปอบรมผู้ประกอบการให้ค้าขายออนไลน์เป็น ซึ่งผลสถิติพิสูจน์แล้วว่าช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 100-200% แม้จะจบโครงการไปแล้ว
2.Transition Now (เปลี่ยนผ่านทันที) การเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องเริ่มทำในทันที
3.Invest for Tomorrow (ลงทุนเพื่ออนาคต) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เทคโนโลยี 5G และ 6G เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
[ ยุคโลก 8 ขั้ว ]
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 2528 ประเทศไทยเคยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นจากวิกฤตค่าเงินเยนแข็งตัว (Plaza Accord) ส่งผลให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก (EEC) รวมถึงจังหวัดระยอง และอยุธยา จนกลายเป็นฐานผลิตยานยนต์รายใหญ่ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ดี ในยุค "โลก 8 ขั้ว" ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนไม่ได้มองหาเพียงฐานผลิตที่ถูกที่สุด (Efficiency) อีกต่อไป แต่ต้องการ พื้นที่ลงทุนที่มีความมั่นคงและปลอดภัย (Security) ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายหลักที่มีเสถียรภาพ สะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนจริงเป็นอันดับหนึ่ง คือกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะธุรกิจผลิตเครื่องมือส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ซึ่งมีความต้องการสูงมากในการรองรับแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน
โดยกลุ่มนี้มียอดลงทุนสูงถึง 250,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรก หรือคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนทั้งหมด 500,000 ล้านบาท โดยผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ได้เข้ามาปักหมุดตั้งฐานการผลิตที่จังหวัดสระบุรี จ้างงานคนไทยแล้วกว่า 20,000 คน และมีแผนเตรียมขยายกำลังการผลิตเพื่อจ้างงานเพิ่มอีก 10,000 คน
สำหรับทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลได้ใช้มาตรการภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนภายใต้เงื่อนไขการตั้งโรงงานประกอบในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งโรงงานแล้วถึง 9 โรงงาน และเริ่มผลักดันสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูงขึ้นถึง 40-50% ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเข้ามารองรับเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการนำเข้ารถยนต์และปกป้องกลุ่มผู้ร่วมทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตจริงในประเทศ
[ ปลดล็อกข้อจำกัดรัฐ ]
นายเอกนิติ เผยว่า ความต้องการของนักลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนไปสู่ พลังงานสะอาด (Green Energy) เป็นหลัก ความเสถียรของระบบไฟแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป อีกทั้งประเทศไทยยังมีจุดอ่อนที่ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจากต่างประเทศ (เช่น โอมาน) ซึ่งมีความเสี่ยงจากสงครามจนทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสสองที่ผ่านมาขาดดุลไปกว่า 600,000 ล้านบาท
เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการเร่งลงทุนโครงการพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์ฟาร์ม และ โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบริหารจัดการไม่ให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงมีแนวทางให้ กฟผ. ระดมทุนผ่าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หรือ Thailand Future Fund (TFF) แทนการกู้เงิน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแผนผลักดันโครงการช่วยเปลี่ยนผ่านสำหรับภาคประชาชน โดยให้เงินอุดหนุนในการติดตั้ง โซลาร์บนหลังคาบ้าน เพื่อเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถขายคืนให้กับรัฐได้ ผ่านการลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) ของ กฟผ. ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่ม K-Shape ขาล่าง อีกด้วย
[ ปั้น ‘Skill Bridge’ ]
ในส่วนของการเตรียมพร้อมด้านแรงงาน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงทักษะ "Skill Bridge" ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพื่อพัฒนาหลักสูตรและถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับภาคเอกชนผู้ลงทุนโดยตรง เพื่อช่วยให้เด็กไทยที่จบมามีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่และมีงานทำทันที
"วันนี้เป็นเรื่องยากที่โลกเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เราต้องทำคือเปลี่ยนผ่าน ณ วันนี้ และเดี๋ยวนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีอนาคตที่ดีขึ้น" นายเอกนิติ กล่าวสรุป