โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ฟื้นแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เปิดบิดเฟสแรก 5 แสนล้านสัมปทาน 50 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2566 เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2566 เวลา 23.44 น.

สนข.ปลุกลงทุนแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เตรียมชงรัฐบาลใหม่อนุมัติลงทุนเฟสแรก 5 แสนล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี ประมูลรูปแบบอินเตอร์เนชั่นแนลบิดดิ้ง แจกสัมปทาน 50 ปี สร้างท่าเรือฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน 3 แสนล้าน รับเรือคอนเทนเนอร์ขนสินค้าถ่ายลำ (transhipment) ขนาด 9,000 TEU ควบคู่สร้างมอเตอร์เวย์ 4 เลน 89 กม. วงเงิน 2 แสนล้าน ลุ้นจัดโรดโชว์ดึงต่างชาติลงทุนปลายปีนี้

นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง อยู่ระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อดำเนินการต่อในส่วนค้างดำเนินการที่จะต้องขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในหลักการ และแผนแม่บทการพัฒนา ตามผลการศึกษาเบื้องต้น

“ก่อนหน้านี้ สนข.ตั้งใจจะนำเข้าที่ประชุม ครม. แต่มีการยุบสภาก่อน ต้องรอรัฐบาลใหม่มีมติเห็นชอบหลักการ เพื่อดำเนินการจัดโรดโชว์นักลงทุนในต่างประเทศทั่วโลกต่อไป”

เจาะลูกค้าเรือฟีดเดอร์

รายละเอียดแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี เป็นงานศึกษา 30 เดือน

Graphic_แลนด์บริดจ์

ศึกษาไว้ไม่เสียหาย แต่ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญก็สามารถหยิบมาพิจารณาได้เลย

ปัจจุบันกำหนดจุดก่อสร้างท่าเรือ 2 จุด คือ ท่าเรือบริเวณแหลมลิ่ว จ.ชุมพร กับท่าเรือบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง คาดหวังว่าเมื่อสร้างเสร็จ จะทำให้เป็นเส้นทางเดินเรือหลักสายใหม่ของเอเชียกับยุโรป

เน้นการขนส่งด้วยเรือขนาดเล็กหรือเรือฟีดเดอร์ ซึ่งให้บริการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (transshipment) ระวางบรรทุก 8,000-9,000 ตู้ เพราะคงไม่สามารถไปแข่งขันดึงเรือใหญ่ขนาดหลายหมื่นตู้ ซึ่งวิ่งในเส้นทางหลักผ่านช่องแคบมะละกาไปสู่ท่าเรือสิงคโปร์ ที่มีปริมาณขนส่งปีละ 35 ล้านตู้ได้

บิสซิเนสโมเดลโครงการ คาดการณ์ปริมาณตู้ผ่านท่าเรือฝั่งระนอง รวม 19.4 ล้านทีอียู แบ่งเป็นสินค้าถ่ายลำ 13.6 ล้านทีอียู สินค้านำเข้า-ส่งออกของไทย 4.6 ล้านทีอียู และสินค้าขนส่งระหว่างจีนตอนใต้และกลุ่มประเทศ GMS 1.2 ล้านทีอียู ส่วนท่าเรือฝั่งชุมพร รวม 13.8 ล้านทีอียู คาดว่าเป็นสินค้าถ่ายลำ 12.2 ล้านทีอียู สินค้านำเข้า-ส่งออกของไทย 1.4 ล้านทีอียู และสินค้าจีนตอนใต้กับ GMS 2 แสนทีอียู

ตามแผนแม่บท จะมีการลงทุนสร้างพอร์ตคาพาซิตี้รองรับปริมาณตู้ผ่านท่าฝั่งละ 20 ล้านทีอียู

เฟส 1 ลงทุน 5 แสนล้าน

องค์ประกอบแลนด์บริดจ์ มีการตัดถนนและทางรถไฟใหม่เชื่อมชุมพร-ระนอง ระยะทางรวม 93.9 กิโลเมตร แนวเส้นทางพาดผ่าน 2 จังหวัด 3 อำเภอ คือ จ.ระนอง อำเภอเมือง, จ.ชุมพรผ่านอำเภอหลังสวน-อำเภอพะโต๊ะ

แบ่งเป็นทางบก 89.35 กิโลเมตร แผนที่วางไว้คือโครงการรหัส MR8 (Motorway+Rail 8) สร้างมอเตอร์เวย์+ทางรถไฟบนเส้นทางเดียวกัน มีการขุด 3 อุโมงค์ทะลุภูเขา โดยการขนส่งใต้ดินมีความชันไม่เกิน 1% ทำให้รถไฟสามารถทำความเร็วในการขนสินค้าได้

กับการก่อสร้างท่าเรือยื่นลงไปในทะเล ซึ่งจะต้องมีการถมทะเลหรือ claim lands ของท่าเรือระนอง 2.15 กิโลเมตร ท่าเรือชุมพร 2.48 กิโลเมตร

ไฮไลต์อยู่ที่วงเงินลงทุน นายปัญญากล่าวว่า แลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ประเมินวงเงินลงทุนเต็มโครงการ 1 ล้านล้านบาท แบ่งก่อสร้าง 4 เฟส โดยเฟสแรกลงทุนสัดส่วนครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการลงทุนแบบฟูลออปชั่น จากนั้นจึงจะเป็นการลงทุนเพื่อต่อยอดและขยายผลในอีก 3 เฟสที่เหลือ

ทั้งนี้ วางแผนเฟสแรกใช้เงินลงทุน 5.22 แสนล้านบาท ได้แก่ สร้างท่าเรือ 2 จังหวัด รวม 2.6 แสนล้านบาท พื้นที่ยกขนสินค้าขึ้น-ลง (SRTO) รวม 6 หมื่นล้านบาท และสร้างมอเตอร์เวย์ รวม 2 แสนล้านบาท เริ่มจากขนาด 4 ช่องจราจร ในอนาคตขยายเพิ่มเป็น 6 ช่องจราจรได้

ไทม์ไลน์ก่อสร้างท่าเรือเฟส 1 จำนวน 20 หน้าท่า (berths) เริ่มก่อสร้างปี 2569 กำหนดเสร็จปี 2573 สัมปทาน 50 ปี ไม่รวมเวลาก่อสร้างใน 5 ปีแรก จากนั้นเมื่อเปิดบริการจึงเริ่มต้นนับเวลาสัมปทาน

ลุ้นจัดโรดโชว์ ต.ค.-พ.ย.นี้

สำหรับปัจจัยการเมืองจะมีผลต่อความสำเร็จโครงการมากน้อยแค่ไหน นายปัญญากล่าวว่า ขึ้นกับโครงการมีการออกแบบให้รัดกุม โดยเชื่อว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และทุกภาคส่วน
เห็นชอบร่วมกัน จึงมั่นใจว่าภาคการเมืองจะให้การสนับสนุน โดย สนข.สามารถชี้แจงได้ และได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

ในด้านแหล่งทุนและการลงทุน ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ เพราะรูปแบบจะออกไปโรดโชว์ดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย เบื้องต้นประเมินว่าจะมีรัฐบาลใหม่และสามารถขอมติ ครม.ได้ภายในเดือนตุลาคม จากนั้นกำหนดโรดโชว์ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2566 เหตุผลที่ใช้เวลาโรดโชว์เพียง 2 เดือน เพราะโฟกัสกลุ่มนักลงทุนเป้าหมาย 10 กลุ่มจากทั่วโลก

“โครงการนี้ลงทุนแบบเหมาแพ็กเกจเดียว ทำแยกไม่ได้เพราะต้องทำให้เป็นภาพรวมเดียวกัน รูปแบบจะมีการประมูลแบบอินเตอร์เนชั่นแนลบิดดิ้ง เปิดให้ผู้ประกอบการนักลงทุนไทย ร่วมกับนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ความเสี่ยงการลงทุนสำหรับรัฐบาลไทยค่อนข้างน้อย

เราให้นักลงทุนทั่วโลกมาสร้างให้ จากพื้นที่ว่างเปล่า พื้นที่ยังไม่มีความเจริญ เกิดนิคมอุตสาหกรรม ธนาคาร มีเรือมาจอด พื้นที่เชิงพาณิชย์รูปแบบคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้กระจายสู่ท้องถิ่น”

โมเดลการลงทุน กิจกรรมหน้าท่าจะได้สัมปทานลงทุนท่าเรือกับมอเตอร์เวย์ ส่วนกิจกรรมหลังท่าเรือแล้วแต่นักลงทุนจะมองโอกาส และมาลงทุนเอง โดยประมูลแบบโอเปอเรเตอร์รายเดียว เพราะมีตัวอย่างในอดีต ต้องพัฒนาโครงการให้เสร็จพร้อมกัน จึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

“กลุ่มทุนใหญ่ เราทำมาร์เก็ตซาวน์ดิ้ง เชิญนักลงทุนรายใหญ่แบบเปิดทั้งไทยและต่างชาติ มารับฟังข้อคิดเห็นต่อโครงการ โฟกัสกลุ่มสายการเดินเรือรายใหญ่ กลุ่มโลจิสติกส์ คาดว่าจะมีการ JV-joint venture ระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ต้องเป็นกลุ่มที่เดินเรือเป็น มีความเชี่ยวชาญทางการเงินและท่าเรือ” นายปัญญากล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...