ย้อนชะตาบุปผาหวนคืน
ข้อมูลเบื้องต้น
เขากับนางมีบุญแต่ไร้วาสนาต่อกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหลังจากที่หลีเซียงอวี้หมดลมหายใจ นางจึงได้มีโอกาสหวนย้อนกลับมาในอดีตเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองและคนรอบข้างใหม่อีกครั้ง ชีวิตนี้ได้มีโอกาสแก้ตัวใหม่เป็นครั้งที่สอง ผู้ใดที่วางแผนร้ายใส่ตระกูลหลี นางย่อมส่งคืนย้อนกลับร้อยเท่าพันทวี
ในชีวิตที่จบสิ้นไปแล้วนั้น นางต้องแต่งงานกับป้ายวิญญาณของคนที่ตายจากไปแล้วเพื่อความอยู่รอด โดยนางยังไม่เคยพบหน้ากับผู้ที่เป็นสามีของนางเลยสักครั้ง ในชีวิตนั้นทุกคืนวันนางใช้การชีวิตในฐานะของฮูหยินสี่ตระกูลฉินผู้เป็นหม้ายสามีตาย มีเพียงการคัดอักษรจากม้วนคัมภีร์อยู่ในหอพระธรรมด้านหลังของจวนตระกูลฉินเท่านั้นที่ช่วยคลายเหงาให้นางได้ เพราะชีวิตของหลีเซียงอวี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเนื่องจากความปลอยภัยของตนเอง นางใช้ชีวิตที่ทุกข์ทนอยู่นานสิบกว่าปีก่อนที่จะเจ็บป่วยและนอนเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง
เมื่อฟื้นตื่นลืมตามาอีกครั้งนางได้ย้อนหวนกลับคืนมาเป็นเด็กสาวที่ยังไม่พบเคยโชคชะตาอันเลวร้ายใดๆ จึงมีหลายเรื่องที่นางพยายามจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องราวเลวร้ายในปีนั้นให้ได้ สำหรับนางนอกจะช่วยเหลือจวนตระกูหลีของตนแล้ว ยังมีจวนตระกูลฉินที่มีบุญคุณมากมายกับนางในชีวิตก่อน นางจะต้องหาดอกาสตอบแทนคุณให้แก่ทุกคนให้ได้
หลีเซียงอวี้ไม่คิดว่าตนเองจะดำเนินชีวิตตามรอยเท้าเดิมของตนเองอีกแล้ว ในชีวิตนี้นางจึงไม่คิดจะแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้หม้ายของตระกูลฉินอีก สำหรับอดีตสามีที่เหลือเพียงป้ายวิญญาณ นางจะต้องหาทางช่วยเหลือชีวิตเขาเพื่อตอบแทนบุญให้ได้ เพียงเท่านี้ก็น่าจะตอบแทนกันมากพอแล้ว แต่คนผู้นี้กลับพยายามบังคับจับมือลากจูงนางให้เดินไปตามเส้นทางในชีวิตเดิมที่จบสิ้นไปแล้วของนางใหม่อีกครั้ง
ฉินหมิงหย่วนใช้ชีวิตของตนอยู่ในกฎระเบียบและมีแบบแผนในการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด เป็นเพราะตระกูลฉินมีชื่อเสียงมายาวนานนับร้อยปี จึงถือได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ที่มีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อเขาได้พบเด็กสาวตระกูลหลีผู้นี้คราวใด นางมักทำในสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงและทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่ตลอดเวลา เด็กสาวผู้นี้มักจะสร้างความปั่นป่วน เพิ่มความวุ่นวายใจให้แก่เขาแทบทุกครั้งที่ได้พบกัน เรื่องที่นางก่อกวนใจเปลี่ยนแผนการในชีวิตของเขานางจะต้องรับผิดชอบ
………………
สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุน JustMoonLight มาโดยตลอดนะคะ
นิยายเรื่องนี้จะอัพลงทุกวัน ให้ อ่านฟรี! หนึ่งวัน หลังจากลงไปแล้วจนกว่าจะจบเช่นเดิม
ตอนจบขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้
ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยนะคะ
****นิยาย ใครซื้อตอนไปแล้วสบายใจได้ไม่ลบค่ะ แต่ขอร้องว่าอย่าcoppy นิยายไปเลยนะคะ
❤️ นิยายเรื่องนี้ชื่อตัวละคร ชื่อสัตว์ สิ่งของ ชื่อสถานที่และยารักษาโรคล้วนแต่งขึ้นไม่ใช่ความจริง❤️
❤️หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนมีความสุขค่ะ ❤️
ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เรือลำใหญ่ลอยอยู่กลางแม่น้ำกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองต้าโจว คุณหนูรองตระกูลหลี เซียงอวี้นอนหน้าซีดศีรษะส่ายไปมาด้วยความทุกข์ใจอยู่บนเตียงขนาดเล็ก ท่าทางเช่นนี้ของเซียงอวี้บอกให้สาวใช้ทั้งสองคนคาดเดาได้ว่าคุณหนูของพวกนางกำลังนอนฝันร้ายอีกแล้ว
“เฉียงเวยเจ้าอยู่กับคุณหนู ข้าจะรีบไปตามฮูหยินสาม” ไป๋เหอบอกสาวใช้อีกคนด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตูเพื่อออกจากห้อง
“ไป๋เหอ…เจ้ามิต้องไป” เสียงอ่อนแรงดังมาจากบนเตียง
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านตื่นแล้ว” เฉียงเวยพูดเสียงดังทำให้ไป๋เหอรีบปิดประตูห้องแล้วเดินกลับมาช่วยเฉียงเว่ยดูแลคุณหนูของพวกนาง
“เฉียงเว่ยช่วยพยุงข้าลุกขึ้นหน่อยเถิด ข้าหิวน้ำ”
“ได้เจ้าค่ะ” เฉียงเว่ยรีบขยับตัวเข้าไปเพื่อช่วยประคอง
ไป๋เหอช่วยรินน้ำอุ่นก่อนจะยกไปให้คุณหนูของนางดื่มอย่างระมัดระวัง ริมฝีปากที่แห้งผากมานานได้รับน้ำเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ร่างกายของหลีเซียงอวี้รู้สึกดีขึ้นในทันที
นางฟื้นตื่นขึ้นมาจากอาการป่วยได้สามวันแล้ว วันแรกยังคิดว่าตนเองฝันถึงเรื่อในวัยเด็กของตนอีกแล้ว แต่เมื่อนางตื่นจากความฝันที่ทำให้สับสนอยู่หลายครั้ง หลีเซียงอวี้จึงเริ่มแน่ใจแล้วว่า ตนเองได้ย้อนกลับมาในวัยเยาว์ของตนจริงๆไม่ใช่เพียงความฝัน
เป็นเพราะไป๋เหอยังอยู่กับนางยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนจากนางไป ส่วนเฉียงเว่ยก็ยังเป็นเพียงเด็กสาวที่มีใบหน้ากลมมนเท่านั้น
หลีเซียงอวี้พยายามสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติของตนให้มั่นคง และคิดทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ ในช่วงเวลานีคือการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งแรกของนาง ดังนั้นความทรงจำบางอย่างจึงยังฝังลึกอยู่ในความทรงจำ
ยามที่นางอายุสิบสามปีมีข่าวร้ายของท่านปู่ถูกส่งมาที่หมู่บ้านถงหลิน ท่านย่าจึงใช้ให้ท่านลุงและท่านพ่อพาทุกคนออกเดินทางเข้าเมืองหลวงโดยใชเรือโดยสารของตระกูลเฝิงล่องเรือไปยังท่าเรือของเมืองทงโจวแล้วจึงค่อยเดินทางต่อด้วยรถม้าเข้าเมืองหลวง
ตั้งแต่หลีเซียงอวี้เกิดจนนางมีอายุได้ 13 ปี ล้วนใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านถงหลินมาโดยตลอด เป็นเพราะนางเป็นหลานสาวที่สนิทและใกล้ชิดกับท่านปู่เป็นที่สุด ในการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ท่านย่าจึงได้ตัดสินใจพานางเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้ด้วย
แต่เป็นเพราะหลีเซียงอวี้มีร่างกายอ่อนแอ จึงป่วยหนักในระหว่างการเดินทาง โชคดีที่ท่านลุงของนางเป็นหมอฝีมือดีไม่ต่างกับท่านปู่จึงได้ช่วยยื้อชีวิตของนางเอาไว้ได้
ประตูห้องเปิดออกขัดจังหวะความคิดของหลีเซียงอวี้ ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นสตรีอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มีใบหน้างดงามในยามที่นางแย้มรอยยิ้มทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย คนผู้นี้ก็คือเฝิงเสวี่ยมารดาผู้ให้กำเนิดนาง
“ท่านแม่” หลีเซียงอวี้เอ่ยเรียกมารดาของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตของนางเปียกชื้นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้มองเห็นว่ามารดาของตนยังมีชีวิตอยู่
“เซียงเอ๋อร์แม่เคี่ยวโจ๊กไก่มาให้เจ้ากิน เจ้าฝืนใจกินสักหน่อยเถิด”
หลีเซียงอวี้พยายามกลั้นน้ำตาของตนเองไม่ให้ไหลออกมาเอาไว้ได้สำเร็จ แต่เมื่อเห็นเฝิงซื่อใช้ช้อนตักโจ๊กที่เคี่ยวจนข้นนำมาป้อนตน หลีเซียงอวี้มีท่าทางลังเลใจอยู่เล็กน้อย
ในชีวิตเก่าหลีเซียงอวี้ต้องถือศีลกินเจ ปฏิบัติตนทำให้กายและใจบริสุทธิ์เพื่อคัดลอกพระธรรมอยู่นานหลายสิบกว่าปี แต่เมื่อคิดได้ว่าเป็นเพราะตนเองไม่กินเนื้อสัตว์จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ แค่พบอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงได้ป่วยหนักจนสิ้นลมหายใจ เซียงอวี้จึงยอมอ้าปากและกินโจ๊กไก่ที่เฝิงซื่อตักมาป้อนแต่โดยดี
รสชาติละมุนอร่อยกลมกล่อมของโจ๊กไก่ฝีมือของเฝิงเสวี่ยทำให้หลีเซียงอวี้รีบเคี้ยวรีบกลืนแล้วอ้าปากกินใหม่จนหมดชาม
“พวกเจ้าดูคุณหนูของพวกเจ้าสิ คราวแรกทำเป็นน้ำตาเอ่อคลอแทบอยากจะร้องไห้ออดอ้อนเพราะไม่อยากจะกินอะไร แต่ในยามนี้นางช่างดียิ่งนักอ้าปากไม่หยุดราวกับเป็นลูกนกเลยเชียวนะ”
เมื่อเห็นคุณหนูของตนกินได้เอร็ดอร่อยเช่นนี้สาวใช้ทั้งสองคนจึงปิดปากหัวเราะเล็กน้อย ความตึงเครียดที่สะสมมาเนิ่นนานหลายวันเนื่องจากความเจ็บป่วยของคุณหนูจึงผ่อนคลายได้ลง
“ท่านแม่ โจ๊กไก่ชามนี้ของท่านช่างอร่อยยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“มิต้องแสร้งมาทำปากหวาน ต่อให้พูดชมแม่มากมายเพียงใด เจ้าก็กินได้เพียงแค่ชามนี้เท่านั้น เจ้าอ่อนแอจนกินได้เพียงน้ำข้าวมานานหลายวัน กระเพาะบอบบางจึงยังไม่ควรกินโจ๊กมากเกินไป”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
เฝิงซื่อสนทนากับบุตรสาวอีกเล็กน้อย ก่อนจะมีสาวใช้อีกคนเดินเข้ามาพร้อมยาต้มในมือ หลีเซียงอวี้จำได้ว่าสาวใช้ผู้นี้มีชื่อว่ากุ้ยหง เป็นสาวใช้คนสนิทของเฝิงซื่อ
หลังจากกินยาเสร็จหลีเซียงอวี้ก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนอีกครั้ง เฝิงซื่อนั่งเฝ้าบุตรสาวอยู่นาน เมื่อเห็นบุตรสาวนอนหลับสนิทดีแล้ว จึงลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวจะไปแจ้งอาการป่วยของบุตรสาวให้แก่แม่สามีของตนทราบ
คราวนี้หลีเซียงอวี้นอนหลับสนิทโดยไร้ความฝัน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายในห้องมีแต่ความมืด เพราะมีโคมไฟส่องสว่างเพียงดวงเดียวและยังมีที่ครอบป้องกันแสงไฟคลุมอยู่เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของทุกคนอีกด้วย
หลีเซียงอวี้นอนทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองอีกครั้ง นางจดจำได้ว่ารัชศกจิ้งเต๋อปีที่ยี่สิบแปดปลายเดือนสิบสองมีพายุหิมะพัดกระหน่ำในเมืองหลวง อากาศหนาวเย็นทำให้นางที่มีร่างกายอ่อนแอป่วยหนัก หอพระธะรมของตระกูลฉินปกติมีสาวใช้คอยดูแลปรนนิบัตินางหลายคน
แต่ในคืนนั้นเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่สาวใช้หลายคนขอลากลับบ้านเดิม จึงเหลือเพียงนางและเฉียงเวย หลีเซียงอวี้จำได้อย่างชัดเจนว่าในคืนนั้นตนรู้สึกหายใจลำบากและเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก
ก่อนจะนอนสิ้นใจอยู่ในหอพระธรรมด้านหลังจวนตระกูลฉินอย่างโดดเดี่ยว เนื่องจากเฉียงเวย สาวใช้ที่ทำหน้าที่ปรนนิบัตินางเพียงคนเดียวเห็นอาการของนางแย่ลงจึงรีบวิ่งฝ่าพายุหิมะไปตามหมอ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หลีเซียงอวี้พลันน้ำตาไหลรินเปื้อนหมอนอีกครั้ง เฉียงเวยไม่ยอมแต่งงานออกเรือนเหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ นางยอมเป็นสตรีม้วนมวยผมเพื่ออยู่รับใช้นางเป็นเวลายี่สิบกว่าปี
สุดท้ายแล้วนางก็ไม่รู้ว่ายามที่เฉียงเวยไปตามท่านหมอกลับมาแล้วพบว่านางได้นอนหมดลมหายใจไปแล้วจะร่ำไห้เสียใจหนักหนาแค่ไหน
“คุณหนู? ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ” เสียงของสตรีอ่อนวัยส่งเสียงถาม ก่อนจะมีเสียงของคนขยับตัวเพื่อลุกขึ้นนำที่ครอบโคมไฟออก แสงจากโคมไฟจึงสาดส่องทั่วห้อง
หลีเซียงอวี้เปิดดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองใบหน้าที่ดูอ่อนวัยของเฉียงเวย ก่อนจะพูดตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ใช่แล้ว ข้าฝันร้าย เฉียงเวยในความฝันเหล่านั้นของข้าช่างทรมานและเจ็บปวดใจเป็นอย่างยิ่ง”
เฉียงเว่ยขยับมาข้างเตียง แล้วใช้มือที่อบอุ่นของนางช่วยลูบตบที่หน้าอกของหลีเซียงอวี้พร้อมทั้งพูดปลอบใจว่า “คุณหนูอย่าร้องไห้เสียใจอีกเลยเจ้าค่ะ เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นแค่เพียงความฝัน ในยามนี้คุณหนูตื่นแล้ว มีข้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนคุณหนู ดังนั้นไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ”
หลีเซียงอวี้พยักหน้า และเอ่ยตอบรับว่า “ได้ข้าจะไม่กลัว เฉียงเวย นับแต่นี้ข้าจะไม่เป็นคนขี้ขลาดที่ทำแค่เพียงหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในที่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
ตระกูลหลี
‘คนมีคุณธรรมวาสนาจึงจะอยู่นาน คนไร้คุณธรรมวาสนาจะอยู่ได้ไม่นาน’
หลีเซียงอวี้ยกมือขึ้นไล้ปลายนิ้วมือไปบนอักษรลายพู่กันที่ท่านปู่เขียนให้นางลงบนตำราสมุนไพรเล่มนี้ นางได้ย้อนกลับมาเป็นเด็กสาวอีกครั้งมีข้อดีหลายอย่างมากมาย เช่นทุกคนเหล่านี้คือผู้ที่ตายจากนางไปนานแล้ว แต่ในยามนี้ทุกคนกลับยังมีชีวิตอยู่
ตระกูลหลี เป็นหลีที่หมายถึงต้นหลีและดอกหลี ไม่ใช่หลีที่มาจากคำว่าพลัดพราก การจากลา หลีเซียงอวี้ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาเปื้อนใบหน้า ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ท่านปู่ของนางคือหลีฮวน มีตำแหน่งเป็นหมอหลวงขั้นสองในพระราชวัง
รัชศกจางเต๋อปีที่สิบองค์ชายรองทรงได้บาดเจ็บสาหัสจากการลอบสังหาร เหล่าหมอหลวงช่วยกันรักษาจนสุดความสารถ แต่ก็ไม่สามารถช่วยรักษาให้องค์ชายรองทรงหายป่วยกลับมาเดินได้เหมือนคนปกติอีกครั้ง
ฮ่องเต้เจาเฟิงตี้ทรงพิโรธจึงมีพระบัญชา สั่งลงโทษโบยหมอหลวงทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนสามสิบครั้ง ท่านปู่ของนางอายุมากแล้วหลังจากถูกโบยร่างกายจึงทรุดโทรมลงจนเจ็บป่วยอย่างหนัก
ท่านลุงรองจึงเร่งคนส่งจดหมายมาแจ้งข่าวยังเมืองถงหลิน ท่านย่าของนางจึงตัดสินใจพาทุกคนเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อมาดูอาการของท่านปู่นี่คือการเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอันเลวร้ายของตระกูลหลี
ท่านปู่เจ็บป่วยหนักอยู่นานหลายเดือนก่อนเสียชีวิต สามปีต่อมาท่านลุงใหญ่ของนางจึงอาสาไปทำหน้าที่รักษาองค์ชายรองจนทรงกลับมาเดินได้อีกครั้ง ความดีความชอบอันใหญ่หลวงนี้ทำให้ท่านลุงใหญ่ได้รับการปูนบำเหน็จและได้เลื่อนขั้นเป็นหมอหลวงขั้นสามในทันที ถือว่าเป็นการได้รับตำแหน่งหมอหลวงต่อจากท่านปู่
หลีเซียงอวี้ถอนหายใจ และคิดว่าในชีวิตนี้ถ้าหากนางห้ามไม่ให้ท่านลุงใหญ่ไปแสดงฝีมือในการรักษาองค์ชายรองได้สำเร็จ อาจจะช่วยหยุดหยั้งโศกนาฏกรรมของตระกูลหลีทั้งตระกูลได้
หลีเซียงอวี้หลับตาลงคิดทบทวนเรื่องราวในชีวิตเดิมอย่างเจ็บปวดใจปลายรัชศกจางเต๋อปีที่สิบสาม อีกสามปีนับจากนี้ตระกูลหลีจะถูกสั่งประหารทั้งตระกูล นางและพี่สาวมีชีวิตรอดเพราะแต่งงานออกเรือนไปก่อน ท่านย่าหาวิธีช่วยเหลือชีวิตของหลานสาวคนเล็กเช่นนาง โดยการนั่งคุกเข่าขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉินที่กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ให้นางได้แต่งงานกับป้ายวิญญาณของฉินหมิงหย่วน
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
ไป๋เหอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ เช้าวันนี้เป็นเวรของนางที่ต้องนั่งเฝ้าดูแลคุณหนูเพื่อสลับให้เฉียงเวยได้ไปพักผ่อนที่ห้องด้านข้าง นางกำลังนั่งก้มหน้าเย็บถุงผ้าแขวนเอวให้คุณหนู
เมื่อไป๋เหอเงยหน้ามาก็เห็นคุณหนูมีดวงตาแดงก่ำราวกับกำลังร่ำไห้อยู่จึงเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยว่าจะนั่งอ่านตำราสมุนไพรมากเกินไป จึงรู้สึกปวดดวงตาเล็กน้อย หยุดอ่านก็น่าจะดีขึ้น”
หลีเซียงอวี้ฝืนยิ้มให้สาวใช้ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพื่อปรับสภาพอารมณ์ของตนเองให้ดีขึ้น
ไป๋เหอมองตำราสมุนไพรก่อนจะคิดในใจว่า นี่คุณหนูของนางคงจะกำลังเป็นห่วงอาการป่วยของนายท่านผู้เฒ่าอยู่ จึงพูดปลอบใจว่า
“อีกสามวันพวกเราจะถึงท่าเรือที่เมืองทงโจว เมื่อเปลี่ยนไปนั่งรถม้าเดินทางต่ออีกครึ่งวันก็จะถึงจวนตระกูลหลีที่ตรอกซินเหมินแล้วเจ้าค่ะ”
หลีเซียงอวี้เห็นท่าทางสดใสและการพูดอธิบายราวกับตนเองเคยมาเมืองหลวงมาก่อน ทั้งๆ ที่พวกนางเพิ่งเดินทางออกจากหมู่บ้านถงหลินด้วยกันเป็นครั้งแรก ทำให้ความหม่นหมองในใจของตนค่อยๆ เจือจางลง แล้วจึงอดที่จะพูดจาหยอกเย้าสาวใช้ผู้นี้ไม่ได้
“ไป๋เหอ เจ้าพูดอธิบายอย่างละเอียดราวกับเจ้าเหมือนเคยมาเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง ข้าละนับถือเจ้าจริงๆ”
“คุณหนู!” ไป๋เหอเอ่ยเรียกคุณหนูของตนเองอย่างเขินอาย
“บ่าวไปถามพี่เย่ว์จี้มาเจ้าคะ พี่เย่ว์จี้เป็นสาวใช้ที่มาจากเมืองหลวงจึงรู้รายละเอียดเรื่องการเดินทางเป็นอย่างมาก คุณหนูต้องรีบหายป่วยนะเจ้าคะ บ่าวได้ยินมาว่าเมืองทงโจวมีบรรยากาศที่สวยงาม คุณหนูจะได้เปิดผ้าม่านรถม้าชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางได้”
หลีเซียงอวี้เผยรอยยิ้มเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าที่ขาวซีดดูสดใสมากขึ้น ไป๋เหอแอบดีใจในที่สุดคุณหนูของนางก็มีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว
เพราะหลังจากที่ป่วยหนักมาหลายวัน คุณหนูของนางมีท่าทางทุกข์ใจและฝันร้ายแทบจะทุกคืน อีกทั้งข่าวการเจ็บป่วยของนายท่านผู้เฒ่าหลี ทำให้คุณหนูเงียบขรึมไม่ร่าเริงเหมือนเดิมแม้แต่น้อย
“ได้ๆ ในยามนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว รับรองว่าหลังจากนี้จะดูแลตนเองให้ดีไม่ให้พวกเจ้าต้องลำบากดูแลข้ายามป่วยไข้อีกแล้ว”
หลีเซียงอวี้ตอบไป๋เหอด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อเป็นการปลอบใจ เพราะหลายวันมานี้ไป๋เหอและเฉียงเวยทุ่มเทกายใจดูแลนางจนทั้งสองคนดูผ่ายผอมลงไปไม่น้อย
มีเสียงเคาะประตูที่หน้าห้อง ไป๋เหอรีบไปส่องมองที่ช่องประตูอย่างรอบคอบก่อนจะเปิดประตูให้คนข้างนอกเข้ามาด้านในด้วยท่าทางนอบน้อม
ต้วนมามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าหลี เถียนซื่อ เดินเข้ามาในห้อง ทำให้หลีเซียงอวี้รีบขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นมาทำความเคารพท่านย่าของตนเอง
“เจ้าไม่ต้องขยับตัวลุกขึ้นมา” เสียงมีเมตตาเอ่ยห้าม ทำให้ร่างผอมบางหยุดชะงัก
“ท่านย่า” หลีเซียงอวี้จึงส่งเสียงทักทายแทนการลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพตามธรรมเนียม
“เซียงเอ๋อร์ สีหน้าเจ้าในวันนี้ดูดีขึ้นมากแล้ว”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านย่า ยาต้มของท่านลุงใหญ่ให้ทำให้หลานหายป่วยแล้วเจ้าค่ะ หลานช่างอกตัญญูยิ่งนักที่ทำให้ท่านย่าต้องเป็นห่วงหลานอยู่เสมอ” หลีเซียงอวี้พูดด้วยท่าทางสำนึกผิด
นางยังมีความทรงจำอันเลวร้ายที่คนทั้งหมดถูกกุมขัง แล้วท่านย่าต้องยอมคุกเข่าให้ผู้อื่นเพื่อขอร้องให้คนเหล่านั้นพยายามช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ จึงมองฮูหยินผู้เฒ่าหลีด้วยสายตาเปียกชื้นเล็กน้อย
ฮูหยินผู้เฒ่าหลีในยามนี้ยังดูอ่อนกว่าวัยและมีท่าทางกระฉับกระเฉงเป็นอย่างมาก นางเดินมาลูบหัวหลานสาวคนเล็กอย่างเอ็นดูแล้วพูดขึ้นว่า
“เจ้าเด็กขี้แยคนนี้จะร้องไห้อีกแล้ว ไม่เอา…ห้ามเจ้าร้องไห้อีกเป็นอันขาด ประเดี๋ยวถ้าเจ้าป่วยขึ้นมา ย่าคงจะต้องไปเสียทรัพย์เพื่อบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพิ่ม”
“นี่ท่านย่าหวงทรัพย์สินมากกว่าเป็นห่วงหลานหรอกหรือเจ้าคะ”
“ไอ้หยา ~ ข้าก็ต้องรู้สึกเป็นห่วงเจ้ามากกว่าสิ แต่ทว่าทรัพย์สินก็สำคัญยิ่ง ย่าจึงอดแอบรู้สึกเสียดายไม่ได้”
เมื่อเห็นหลานสาวคนเล็กยู่ปากอย่างน่ารัก ฮูหยินผู้เฒ่าก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพูดว่า “ในห้องนี้ช่างอุดอู้ยิ่งนัก ย่าไม่อยู่ที่นี่ต่อแล้ว เจ้าจงนอนพักผ่อนให้ดีและห้ามเดินออกไปนอกห้องเป็นอันขาด”
“ท่านย่าเพิ่งจะบอกหลานเองว่าในห้องนี้ช่างอุดอู้ แต่กลับเอ่ยห้ามมิให้หลานออกไปด้านนอก”
“พื้นเรือไม่ค่อยนิ่งยามเจ้าเดินอาจจะเสียหลักหกล้มได้ ที่ย่าเอ่ยห้ามก็เพราะย่าเป็นห่วงเจ้า”
“หลานทราบแล้วเจ้าค่ะ” หลีเซียงอวี้ตอบรับเสียงเบา
ปกติหลีเซียงอวี้มีนิสัยเก็บตัวไม่คิดจะออกไปเดินเพ่นพ่านนอกห้องอยู่แล้ว ในยามนี้ทุกคนอยู่บนเรือที่กำลังล่องไปตามแม่น้ำขนาดใหญ่ การที่ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยห้ามหลานสาวคนเล็กของตนเดินออกไปด้านนอกทั้งที่เพิ่งหายป่วยจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้
อีกทั้งเรือลำนี้เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ ไม่ได้มีเพียงคนตระกูลหลีที่อยู่บนเรือลำนี้เท่านั้น แต่ยังมีคนตระกูลอื่นอาศัยอยู่บนเรือร่วมเดินทางมาเมืองหลวงด้วย หลานสาวของนางอ่อนแอบอบบาง รูปโฉมงดงามน่ารัก ฮูหยินผู้เฒ่าจึงทั้งเป็นห่วงและยังหวงแหนไม่อยากให้ผู้อื่นมายลโฉมหลานสาวคนเล็กผู้นี้ของตนมากนัก
หลีเซียงอวี้
กลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาตามลม ทำให้บุรุษร่างสูงที่ยืนทอดอารมณ์ชื่นชมความงามของแสงจากพระอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าถึงกับหลุดออกจากภวังค์ เขาหรี่ตาให้กับแสงสีแดงที่สะท้อนกับผิวน้ำดูระยิบระยับงดงามจับตาตรงหน้า
เมื่อคืนนี้เขาฝันร้าย ทำให้ทนนอนอยู่ในห้องพักอีกต่อไปไม่ได้ เขาจึงออกมารับลมบนดาดฟ้าตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี
ฉินหมิงหย่วนหันไปมองหาที่มาของกลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยมาตามลมนี้ จึงมองเห็นสาวใช้กลุ่มหนึ่งกำลังเดินห้อมล้อมฮูหยินผู้มีใบหน้างดงามทำทรงผมเป็นมวยสูงตามความนิยมของผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว และยังมีคุณหนูผู้อ่อนเยาว์รูปร่างผอมบางทำทรงผมเป็นมวยแกะสองข้าง เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ ทำให้ร่างสูงรีบเดินหลบไปด้านหลังเสาขนาดใหญ่ของเรือลำนี้เพื่อหลบเลี่ยงสตรีกลุ่มนั้น
“เป็นเพราะไหสุราดอกสาลี่ของเจ้าแตก จึงทำให้ในห้องมีกลิ่นสุราเหม็นคละคลุ้งเต็มไปหมด เจ้าช่างดียิ่งนัก ถ้าหากผู้อื่นมาได้กลิ่นคงจะคิดตำหนิและสงสัยว่าคุณหนูสกุลใดกันที่อาจหาญพกพาสุรามาดื่มในห้องพักบนเรือเช่นนี้”
ก่อนหน้านี้เฝิงเสวี่ยเคยกลัดกลุ้มใจที่บุตรสาวป่วยหนัก เมื่อหายป่วยแล้วยังมีนิสัยนิ่งเงียบไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อบุตรสาวคล้ายจะกลับมาเป็นเด็กสาวที่สดใสร่าเริงเหมือนเดิม นางก็เริ่มก่อเรื่องอีกแล้วให้เวียนหัวเสียแล้ว ยิ่งอยู่ใกล้ตัวบุตรสาวที่มีกลิ่นสุราดอกสาลี่คละคลุ้งเต็มตัวยิ่งทำให้เฝิงเสวี่ยรู้สึกอ่อนใจ
“ท่านแม่ … กลิ่นสุราของลูกหอมมากไม่เหม็นเลยเจ้าคะ ท่านแม่อย่าบ่นว่าลูกอีกเลยเจ้าค่ะ สุราไหนี้ลูกหมักเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อมันกลิ้งหล่นลงมาแตกลูกจึงรู้สึกเสียใจยิ่งนัก เพราะในยามที่ลงมือหมักสุราไหนี้ลูกหวังเอาไว้ว่าอยากให้ท่านปู่มีความสุขที่ได้ดื่มสุราหวานหอมฝีมือของลูก แต่ในยามนี้สุราหมักดอกสาลี่ได้ไหลรินรดลงบนพื้นเรือเสียหมดแล้วช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” หลีเซียงอวี้ฝืนยิ้มทั้งๆที่ตนเองก็ดมของกลิ่นของสุราจนแสบจมูกไปหมดแล้ว
เมื่อได้ยินบุตรสาวพูดเช่นนี้ เฝิงซื่อจึงมองบุตรสาวที่ยังผอมบางจากอาการป่วยด้วยแววตาสงสาร ในจดหมายเขียนมาว่าท่านปู่ของบุตรสาวป่วยหนักมาก แล้วเขาจะดื่มสุราของบุตรสาวได้อย่างไร ความคิดนี้ของบุตรสาวช่างไร้เดียงสายิ่งนัก แต่นางก็ไม่อาจจะพูดทำลายน้ำใจอันดีของบุตรสาวได้ จึงพูดปลอบใจว่า
“เจ้าอย่าได้รู้สึกเสียดายเลย แต่ไหนแต่ไรมาท่านปู่ของเจ้าก็มิได้เป็นผู้ที่มีนิสัยชื่นชอบการดื่มสุรามากนัก มิสู้เจ้าหัดเรียนทำอาหารจากแม่ เมื่อพวกเราไปถึงเมืองหลวงเจ้าจะได้ลงมือทำอาหารให้ท่านปู่ของเจ้ากินอาหารฝีมือของเจ้ามิดีกว่าหรือ”
หลีเซียงอวี้ผู้มีประสบการณ์เคยใช้ชีวิตผ่านฤดูเหมันต์มานานหลายสิบปีไหนเลยจะมีความไร้เดียงสาแบบเด็กๆหลงเหลืออยู่ จึงแอบคิดตำหนิความคิดแบบเด็กน้อยของตนเองก่อนหน้านี้อยู่ในใจ
ช่วงนี้คนรอบกายเริ่มเป็นห่วงนิสัยของนางที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือกลายเป๋นหลังมือ หลีเซียงอวี้จึงต้องฝืนตนพยายามทำตัวให้เหมือนเด็กสาวผู้สดใสอย่างในอดีตเพื่อทำให้ทุกคนสบายใจ
“คำแนะนำของท่านแม่ช่างดียิ่ง เช่นนั้นเมื่อพวกเราไปถึงเมืองหลวงแล้วท่านแม่ต้องสอนลูกเรื่องการเข้าครัวอย่าหวงความรู้นะเจ้าคะ”
“ได้สิ เจ้าเด็กคนนี้แม่จะหวงความรู้ต่อเจ้าได้อย่างไร”
เฝิงเสวี่ยตอบรับคำขอของบุตรสาวด้วยความยินดี เพราะความจริงแล้วนางเคยคิดอยากจะสอนบุตรสาวทำอาหารและของกินเล่นมานานแล้ว แต่บุตรสาวของตนกลับสนใจเรื่องพืชสมุนไพร การปรุงยา การฝึกหัดคัดเขียนอักษรเสียมากกว่า
ในทุกวันบุตรสาวมักจะทำตัวเกาะติดกับฮูหยินผู้เฒ่า ไหนเลยจะมาออดอ้อนขอความรู้เรื่องทำอาหารจากนางเหมือนดังเช้าวันนี้
หลีเซียงอวี้มองใบหน้างดงามของผู้เป็นมารดาด้วยสายตาอบอุ่น ชีวิตก่อนเป็นนางที่ละเลยท่านแม่ แต่ในยามที่ตนเองไม่มีท่านอยู่เคียงข้าง ในแต่ละวันนางได้แต่คิดเสียดายวันคืนที่มีมารดาคอยดูแล ห่วงใย และเอ่ยปากสั่งสอนนางดังเช่นเมื่อครู่นี้
“ท่านแม่ดูนั่นสิเจ้าคะ พระอาทิตย์กำลังขึ้นช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ”
หลีเซียงอวี้ชีให้เฝิงเสวี่ยหันไปมองทิวทัศน์ของธรรมชาติที่งดงามดูแปลกตา ก่อนจะขยับตัวเข้าไปกอดแขนของผู้เป็นมารดาด้วยความรักอย่างแนบเนียน
แม้การที่บุตรสาวทำตัวใกล้ชิดกับนางมากเช่นนี้จะทำให้เฝิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจ แต่ความดีใจกลับมีมากกว่าที่บุตรสาวทำท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมกับตน นี่จึงจะเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว นางจึงยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบผมและปัดปอยผมที่หล่นมาบดบังดวงตาของบุตรสาวให้พ้นทางอย่างเอ็นดู
ทั้งคู่ยืนชมทิวทัศน์ที่สวยงามและพูดคุยกันเสียงเบาตามประสาแม่ลูก เหล่าสาวใช้ก็สนทนากันอย่างสนิทสนมอยู่ด้านหลัง โดยที่คนทั้งกลุ่มนี้ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าบนดาดฟ้าเรือแห่งนี้มียังบุรุษร่างสูงผู้หนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่หลังเสาขนาดใหญ่และกำลังยืนชื่นชมทิวทัศน์ที่งดงามตามธรรมชาติอยู่บนดาดฟ้าเรือแห่งนี้ด้วยเช่นกัน…
“ท่านแม่ในยามนี้แดดเริ่มร้อนมากแล้ว ไป๋เหอคงจะทำความสะอาดห้องของลูกจนหมดกลิ่นสุราหอมแล้ว พวกเรารีบลงไปยังห้องพักด้านล่างกันเถิดเจ้าค่ะ อีกอย่างในยามนี้ลูกก็รู้สึกหิวแล้วเจ้าค่ะ”
“ได้สิ ว่าแต่เช้านี้เจ้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ แม่จะได้สั่งให้เชียนหนิวไปบอกกับคนในห้องครัวของเรือเพื่อทำอาหารมาให้เจ้ากิน”
พูดเรื่องอาหาร…หลีเซียงอวี้เคยใช้ชีวิตที่โดดเดี่ยวข้ามผ่านฤดูเหมันต์อย่างเงียบเหงา นางต้องอดทนกินอาหารเจที่ไร้รสชาติมาโดยตลอด ในหนึ่งวันกินอาหารได้เพียงสองมื้อทำให้นางต้องอดทนกับความรู้สึกหิว เมื่อทำเช่นนี้เป็นเวลานานทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร อ่อนแอและเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง
แต่เมื่อมีโอกาสย้อนกลับมาใช้ชีวิตของตนเองใหม่อีกครั้ง นางคิดจะใช้ชีวิตเพื่อตามใจตนเองบ้าง และจะไม่ยอมอดทนต่อเรื่องใดๆอีกต่อไปแล้ว แม้แต่เรื่องง่ายๆอย่างความรู้สึกหิวและความอยากอาหาร
หลีเซียงอวี้เงยใบหน้าที่เริ่มมีสีสันจ้องมองไปยังพระอาทิตย์กลมโตที่เริ่มลอยสูงขึ้นเหนือพื้นน้ำ ก่อนจะพูดอย่างมั่นใจว่า
“ท่านแม่ลูกอยากกิกลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงเจ้าค่ะ ลูกชิ้นเนื้อที่กลมโตและเกลี้ยงเกลาราดน้ำแดงที่ชุ่มฉ่ำมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม แค่เพียงคิดก็อยากกินมากๆเจ้าค่ะ”
คำตอบของบุตรสาวและท่าทางที่นางจ้องมองไปบนท้องฟ้า ทำให้เฝิงเสวี่ยยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นไปบีบแก้มซูบตอบของบุตรสาวอย่างอดใจเอาไว้ไม่ไหว
“หลีเซียงอวี้ เจ้าช่างดียิ่ง คราวนี้เจ้าสามารถทำให้พระอาทิตย์ที่งดงามในสายตาของคนทั่วไป กลายเป็นลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงไปได้ แม่รู้สึกนับถือเจ้ายิ่งนัก”
หลีเซียงอวี้ยอมให้มารดาบีบแก้มตนอย่างหมั่นไส้ โดยไม่หลบหลีก ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะสดใสอย่างได้ใจเล็กน้อย แล้วจึงชี้มือขึ้นไปยังพระอาทิตย์สีแดงดวงโตบนท้องฟ้า
“ท่านแม่ ท่านลองมองดูสิเจ้าคะ ว่าเหมือนลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงหรือไม่”
เฝิงเสวี่ยมองไปตามการชี้มือของบุตรสาว แล้วปิดปากหัวเราะตาม “เอาล่ะ แม่ไม่อยากจะเถียงเรื่องนี้กับเจ้าแล้ว พวกเรารีบลงไปด้านล่างกันเถิด แต่ลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงที่เจ้าอยากกิน แม่เกรงว่าเจ้าจะยังไม่ได้กินทันทีในเช้าวันนี้ เพราะลูกชิ้นเนื้อมีขั้นตอนการทำค่อนข้างยุ่งยากมาก แม่คิดว่าพ่อครัวหรือแม่ครัวของเรือลำนี้น่าจะทำไม่เป็น เอาไว้รอถึงเมืองหลวงก่อนแม่จะเข้าครัวลงมือทำให้เจ้ากินเองดีหรือไม่”
หลีเซียงอวี้กอดแขนของผู้เป็นมารดาแล้วพูดขึ้นว่า “ดีมากๆเจ้าค่ะ เพราะท่านแม่ทำอาหารอะไรก็อร่อยหมดทุกอย่าง”
“เจ้าปากหวานอีกแล้ว”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของสตรีกลุ่มนั้นเริ่มห่างไกลและมีเสียงแผ่วเบาลงตามระยะทาง ฉินหมิงหย่วนจึงค่อยขยับตัวเดินออกมาจากด้านหลังของเสาเรือ และมองไปยังพระอาทิตย์ดวงโตด้วยสายตาแปลกประหลาด….
….หลีเซียงอวี้ กลิ่นหอมของดอกสาลี่ล่อยลอยไปยังแดนไกลตามสายลม ช่างเป็นชื่อที่ฟังแล้วแสนเชยยิ่งนัก….
ฉินหมิงหย่วนแอบคิดนินทาชื่อของผู้อื่นอยู่ในใจ โดยที่เขาเองไม่รู้ตัวเลยว่า นับจากนี้ไปเมื่อเขาเงยหน้าใช้สายตาจ้องมองพระทิตย์ที่เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าจนเต็มดวงคราวใด เขาจะคิดถึงลูกชิ้นเนื้อราดน้ำแดงที่เด็กสาวผู้นั้นเอ่ยบรรยายแทบจะทุกครั้ง…