โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • A Bhaimi Novel
จากมหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้เกรียงไกร ปิดตำนานชีวิตด้วยการดึงท่อออกซิเจนออกด้วยตัวเอง กลับตื่นมาในร่างของคนอนาถาในยุค 90 นี่ฉันไม่ได้ปล้นฆ่าใครไปใช่ไหม

ข้อมูลเบื้องต้น

กลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้ A Bhaimi Novel ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital License) สำหรับแปลขายลงเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้อง 100%

สงวนลิขสิทธิ์เผยแพร่ครั้งแรกที่ Shanghai Sevencat Cultural Media Co., Ltd.

การแปลนี้จัดร่วมกับ Shanghai Sevencat Cultural Media Co., Ltd.

ลิขสิทธิ์แปลไทย ⓒ A Bhaimi Novel

นิยายแปลเรื่อง : กลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90

ประพันธ์โดย : Jiaqiao

แปลและเรียบเรียงโดย : ถังถัง A Bhaimi Novel

สถานะ : ยังไม่จบ

เรื่องย่อ :

หลี่ซีเหวินนักธุรกิจอัจฉริยะผู้มีทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นล้าน ในช่วงห้าปีที่เขาต่อสู้กับโรคร้าย แม้ว่าเขาจะเป็นมหาเศรษฐี แต่ร่างกายเขากลับบอบบางเหมือนมด ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาดึงท่อออกซิเจนออกด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการจบตำนานในชีวิต

หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาใหม่ มีความทรงจำที่สลับซับซ้อนเข้ามาในหัว หลี่ซีเหวินค้นพบว่าวิญญาณของเขาก็ได้เข้ามาสู่ร่างของชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อ หลี่ซีเหวินเช่นเดียวกับเขา แต่หลังจากความตื่นเต้น เขาก็ได้ตระหนักถึงปัญหาที่ร้ายแรง นี่ไม่ใช่แค่ปี 1990 ที่ล้าสมัยเท่านั้น แต่เขายังเป็นขยะคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเสื้อผ้าอยู่ แล้วเขาจะมีความสุขได้ยังไง

“สวรรค์ ท่านส่งผมมาที่นี่เพื่อให้ผมสัมผัสชีวิตที่แร้นแค้นใช่หรือไม่”

หลี่ซีเหวินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทั้งที่คนอื่น ๆ สามารถมาเกิดใหม่ในฐานะวีรบุรุษในจินตนาการ เจ้าชายหรือแม้แต่ลูกหลานของ ของผู้มีอำนาจของเมือง แต่แล้วเขาล่ะ จากมหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้เกรียงไกรกลายเป็นคนอนาถา…

***********v*****

สารจากผู้แปล

ข้อมูลเบื้องต้น ลักษณะนิสัยพระเอก หลี่ซีเหวิน จะโกรธยากเพราะเขาผ่านโลกมามากเห็นลักษณะผู้คนมาเป็นร้อยแปดและค่อนข้างหน้าหนานิดหน่อย เขาจึงมักจะใช้เล่ห์เหลี่ยมในการตอบโต้กลับไปแทนที่จะพูดจาหยาบคายค่ะ ดังนั้นเขาจึงจะเป็นคนที่พูดจาสุภาพกับทุกคน ไม่ว่าใครจะพูดจาหยาบคายกับเขาแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้นผู้อ่านอาจจะพบว่าในบางบริบทส่วนใหญ่พระเอกจะใช้คำสุภาพ อีกทั้งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวงการธุรกิจ บางครั้งถึงแม้คนอื่น ๆ ที่เกลียดหรือไม่พอใจพระเอก แต่คนเหล่านั้นก็อาจจะพูดจากันแบบ คุณ - ผม กันแบบกัดฟัน ข่มใจกันไป เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ในการเป็นนักธุรกิจเอาไว้ด้วยเช่นกัน

********* *****w***** *********

สารจากผู้แปล

ขออนุญาตแจ้งรายละเอียด E-book นะคะ คุณรี้ดท่านไหนสนใจชื่นชอบการอ่านแบบเป็น E-book สามารถติดตามได้นะคะ

E-book เล่มที่ 1 : ตอนที่ 1-60

E-book เล่มที่ 2 : ตอนที่ 61-120

E-book เล่มที่ 3 : ตอนที่ 121-180

E-book เล่มที่ 4 : ตอนที่ 181-240

E-book เล่มที่ 5 : ตอนที่ 241-300

E-book เล่มที่ 6 : ตอนที่ 301-360

E-book เล่มที่ 7 : ตอนที่ 361-420

E-book เล่มที่ 8 : ตอนที่ 421-480

ขอบคุณค่ะ

ถังถัง (糖糖)

พบภรรยา

“คุณแม่คะ…. หนูกลัว…..”

“ฮือ ฮือ ฮือ…”

หลี่ซีเหวินปวดหัวแทบขาดใจ หลังศีรษะของเขาเหมือนถูกทุบด้วยค้อน กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งจนทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ และหูของเขาก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังเข้ามา เสียงนั้นเหมือนจริงอย่างที่สุด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

หลี่ซีเหวินพยายามอย่างยิ่งที่จะลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเขากำลังนั่งอยู่บนพื้นคอนกรีตเย็น ๆ ภายในห้องที่ทรุดโทรมและพังยับเยิน ทั้งยังมีกลิ่นอับชื้น รอยเปื้อนเลอะเทอะบนผนังที่มีปฏิทินเก่า ๆ แขวนอยู่นั้นปรากฏตัวเลขสี่ตัวคือ ปี 1990

“1990 ไม่มีทาง…นี่ต้องเป็นความฝันแน่ ๆ ต้องเป็นความฝันแน่นอน” หลี่ซีเหวินส่ายหัวอย่างแรง แต่ก็มีความคิดหนึ่งวาบผ่านเข้ามาในสมองของเขาจนทำให้เขาถึงกับสั่นสะท้าน นั่นคือ “คนที่ตายไปแล้วจะฝันได้ยังไง”

ถูกต้อง!!! ตัวเขาได้ตายไปแล้ว ในช่วงเวลาห้าปีที่เขาอดทนต่อสู้กับโรคร้าย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นมหาเศรษฐีที่มีเงินหลายหมื่นล้านก็ตาม แต่ร่างกายของเขากลับบอบบางเหมือนมด ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาดึงท่อออกซิเจนออกด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการปิดจบตำนานชีวิตของเขา

“แต่ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ หรือว่าฉันได้มาเกิดใหม่”

ดวงตาของหลี่ซีเหวินเบิกกว้าง ทันใดนั้นความทรงจำนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา

ชายคนนี้มีชื่อว่าหลี่ซีเหวินเช่นเดียวกับเขา เกิดที่เฉาโจวในปี 1965 เป็นเด็กกำพร้า มีเพียงคุณปู่เท่านั้นที่เลี้ยงดูเขามา แต่เมื่อเขาอายุได้ 18 ปี คุณปู่ของเขาก็เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วย และเนื่องจากเขาไม่ได้ไปโรงเรียน เขาจึงใช้ชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพราะไม่สามารถหางานดี ๆ ทำได้

จากความทรงจำที่สลับทับซ้อนเข้ามาในหัว หลี่ซีเหวินได้ค้นพบตัวตนของชายผู้นี้ และนั่นยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าเขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้วจริง ๆ วิญญาณของเขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของผู้ชายอีกคน

แต่หลังจากความตื่นเต้นที่ผ่านเข้ามา เขาก็ตระหนักได้ถึงปัญหาที่ร้ายแรง นั่นก็คือนี่ไม่ได้เป็นแค่ปี 1990 ที่ล้าหลังเท่านั้น แต่ชายคนนี้ยังเป็น ‘ขยะ’ อีกด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะได้กลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าอยู่ แล้วอย่างงี้เขาจะมีความสุขได้อย่างไร

“สวรรค์ ท่านส่งผมมาที่นี่เพื่อให้ผมสัมผัสชีวิตที่แร้นแค้นใช่หรือไม่”

หลี่ซีเหวินไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คนอื่น ๆ เขากลับมาเกิดใหม่ในฐานะวีรบุรุษในจินตนาการ เจ้าชายหรือแม้แต่ลูกหลานของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง แต่แล้วเขาล่ะ มหาเศรษฐีหมื่นล้านผู้เกรียงไกรกลับกลายเป็นคนอนาถาไปเสียนี่…

“นี่มันอะไรกัน ท่านต้องการให้ผมกลับมาทำธุรกิจแบบเดิมและกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกครั้งใช่หรือไม่ เขายิ้ม… เพราะถึงแม้ว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ แต่เขาก็ยังต้องการความกล้าหาญอย่างมากไม่ใช่หรือ

“คุณแม่คะ คุณแม่ ตื่นมาพูดกับหนูก่อนนะคะ คุณแม่คะ…ฮือฮือ!”

เสียงร้องของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ดังเข้ามาในหูของหลี่ซีเหวินอีกครั้ง เสียงนี้ปลุกเขาจากความคิดที่จมดิ่งเมื่อสักครู่ให้ตื่นขึ้นมาในทันที

หลี่ซีเหวินเดินตามเสียงนั้นไปและพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสภาพยุ่งเหยิงนอนอยู่ในมุมมืดในมือถือธนบัตรมูลค่า 200-300 หยวนอยู่ เธอแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับว่าเธอได้หมดลมหายใจไปแล้ว

ข้าง ๆ เธอมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุราว ๆ 2-3 ขวบเห็นจะได้ เด็กหญิงคนนี้กำลังนั่งร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มที่แดงก่ำ ร้องเรียกคุณแม่ของเธอ

“ให้ตายเถอะ นี่ฉันไม่ได้ปล้นหรือฆ่าใครไปใช่ไหม” หลี่ซีเหวินกลืนน้ำลายลงคอ นี่มันเป็นเรื่องตลกที่ใหญ่เกินไปแล้ว

เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างกระวนกระวาย ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไร เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นก็หันหน้ากลับมาหาเขาและเอาหัวโขกพื้นคอนกรีต “คุณลุงคะ ได้โปรดอย่าตีคุณแม่ของหนูอีกเลยนะคะ เสี่ยวหนี่จะไม่ไปนอนที่โรงพยาบาลอีกแล้วค่ะ เสี่ยวหนี่…เสี่ยวหนี่…จะไม่ไปนอนที่โรงพยาบาลอีกต่อไปแล้วค่ะ ฮือฮือ”

ร่างกายของหลี่ซีเหวินสั่นเทา เสียงร้องไห้นี้ชั่งเสียดแทงหัวใจของเขาเสียจริง มีความเจ็บปวดพาดผ่านเข้ามาในสมองของเขาจนเกือบจะทำให้เขาล้มลงไป และมีความทรงจำนับไม่ถ้วนฉายชัดกลับมาเหมือนภาพสไลด์อีกครั้ง

นี่คือสถานที่เกิดเหตุ ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้คือภรรยาของเขาเอง โจวเหวินจิ้ง เธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและมีจิตใจดี หลังจากแต่งงานกันมาสี่ปี โจวเหวินจิ้งทำงานเลี้ยงดูครอบครัวด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด และเด็กผู้หญิงตัวน้อยคนนี้ก็คือ เสี่ยวหนี่ ลูกสาวของพวกเขานั่นเอง

เสี่ยวหนี่เรียกโจวเหวินจิ้งว่าคุณแม่ แต่ทำไมเธอถึงเรียกเขาว่าคุณลุงล่ะ เครื่องหมายคำถามสีเขียวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนหน้าผากของหลี่ซีเหวิน

แต่ไม่นานเขาก็เข้าใจได้ในทันที

เสี่ยวหนี่ ไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของพวกเขา เธอเป็นลูกพี่สาวของโจวเหวินจิ้ง เมื่อเสี่ยวหนี่อายุได้ 3 เดือน พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ เนื่องจากพ่อของเธอไม่มีญาติที่ไหน ดังนั้นเสี่ยวหนี่จึงถูกส่งต่อไปให้กับครอบครัวทางฝั่งแม่ ซึ่งก็คือพ่อแม่ของโจวเหวินจิ้งนั่นเอง

แต่ครอบครัวโจวนิยมลูกชายมากกว่าลูกสาว ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะส่งเธอไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังจากที่พวกเขายักยอกเงินชดเชยของพ่อแม่เสี่ยวหนี่เรียบร้อยแล้ว หลังจากทราบข่าวนี้โจวเหวินจิ้งจึงตัดสินใจที่จะรับเลี้ยงเสี่ยวหนี่เอาไว้เอง

ในเวลานั้น หลี่ซีเหวินคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ เลย แล้วอย่างนี้ทำไมเขาจะต้องมาเลี้ยงลูกของคนอื่นโดยเปล่าประโยชน์ด้วยล่ะ โจวเหวินจิ้งที่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้เสนอเงินรายเดือนให้กับเขาเดือนละ 100 หยวนเพื่อแลกกับการที่เขาจะอนุญาตให้เธอรับเลี้ยงเสี่ยวหนี่เอาไว้ หลี่ซีเหวินจึงยอมตกลงด้วยความไม่เต็มใจ

ในยุคนี้เงินหนึ่งร้อยหยวนถือเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว เพราะเงินเดือนของโจวเหวินจิ้งที่โรงงานถุงเท้าอยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบหยวนต่อเดือนเท่านั้นเอง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลี่ซีเหวินก็ทำตัวขี้เกียจมากขึ้น เขากล้าแม้กระทั่งทำร้ายตบตีโจวเหวินจิ้ง เมื่อเขาเกิดความไม่พอใจ

ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น เธอคงจะจากเขาไปนานแล้ว ที่จริงแม้แต่โจวเหวินจิ้งเองก็คิดเช่นนั้น แต่ด้วยบุคลิกที่ยอมคนและว่านอนสอนง่ายของเธอ ทำให้เธอไม่มีความกล้าพอที่จะพูดเรื่องนี้ออกมา

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา โจวเหวินจิ้งมักจะกลืนความโกรธเอาไว้ เธอเพียงแค่อยากจะรักษาสถานะภาพที่เป็นอยู่ไว้แบบนี้ แต่เมื่อสองเดือนก่อน เสี่ยวหนี่ซึ่งมีอายุสามขวบได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งการเป็นโรคเท่ากับหายนะ

ดังนั้นเพื่อรักษาอาการป่วยของเสี่ยวหนี่ โจวเหวินจิ้งจึงจำเป็นต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มี ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถจ่ายเงินให้กับหลี่ซีเหวินเหมือนเดิมได้อีกต่อไป สิ่งนี้ทำให้หลี่ซีเหวินเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทั้งเขายังขัดขวางไม่ให้เสี่ยวหนี่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เช้าวันนี้เด็กหญิงตัวน้อยเกิดมีไข้ขึ้นมา โจวเหวินจิ้งจึงต้องการพาเสี่ยวหนี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่หลี่ซีเหวินไม่เพียงแต่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น เขายังวางแผนที่จะฉกเงินที่โจวเหวินจิ้งหยิบยืมมาเพื่อเป็นค่ารักษาของหนูน้อยไปอีกด้วย

โจวเหวินจิ้งปฏิเสธที่จะให้เงินกับหลี่ซีเหวิน เขาจึงทุบตีเธออย่างรุนแรง ในระหว่างการต่อสู้ ด้วยความที่เขาดื่มเหล้ามาด้วย หลี่ซีเหวินจึงลื่นล้มลงหัวฟาดพื้นทำให้ท้ายทอยของเขาไปกระแทกที่มุมโต๊ะอย่างแรง

และนั่นทำให้หลี่ซีเหวินผู้ที่ดึงท่อออกซิเจนออกได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้

“ให้ตายเถอะ นอกจากฉันจะเป็นขยะแล้ว ฉันยังเป็นสัตว์ร้ายอีกด้วย”

หลี่ซีเหวินไม่เคยดูแคลนตัวเองแบบนี้มาก่อนในชีวิต แต่คำพูดของเขาก็ไม่ได้มีอะไรผิดเลย การทุบตีภรรยาอย่างไม่มีเหตุผล จะยังไม่ใช่สัตว์ร้ายอีกหรือ

คุณต้องรู้ว่า แม้ว่าชาติที่แล้วเขาจะมีสาวงามรายล้อมมากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีคนไหนที่ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ดังนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะแต่งงานหรือมีลูกจนกระทั่งเขาเสียชีวิตลง แล้วเจ้าขยะนี่ล่ะ หลังจากได้แต่งงานกับภรรยาที่แสนดีแบบนี้ เขายังจะมาตบตีเธออีกอย่างนั้นหรือ

ในขณะที่เขากำลังรู้สึกรำคาญใจอยู่นั้น เขาก็มองไปที่ผู้หญิงที่นอนอยู่บนพื้น หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ

เธอคงไม่ได้ถูกเขาฆ่าตายไปแล้วหรอกใช่ไหม การทุบตีภรรยาจนตายหลังจากเกิดใหม่ แม้แต่ในนิยายก็ยังไม่กล้าเขียนแบบนั้น จริงไหม?

หลี่ซีเหวินเดินเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง เขาค่อย ๆ ก้มลงและอุ้มเสี่ยวหนี่ขึ้นมา “เด็กดี ไม่ร้องไห้นะครับ”

“คุณลุงคะ อย่าตีคุณแม่นะคะ เสี่ยวหนี่จะไม่ไปโรงพยาบาลแล้วจริง ๆ นะคะ เสี่ยวหนี่ขอร้องนะคะ” เสี่ยวหนี่คว้ากางเกงของหลี่ซีเหวินด้วยความร้อนใจเพราะเธอกลัวว่าเขาจะทำร้ายคุณแม่ของเธออีก

“ไม่ต้องกลัว ฉันจะไม่ตีคุณแม่ของหนูอีกแล้ว” หลี่ซีเหวินปลอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และวางนิ้วมือที่สั่นเทาลงบนเส้นเลือดแดงที่คอของโจวเหวินจิ้ง

ในวินาทีนั้น เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งและหัวใจของเขาก็กลับมาพองโตอีกครั้ง เขาถอนหายใจยาว ๆ ออกมาด้วยความโล่งอก

“โชคดีที่เธอแค่หมดสติไปเท่านั้น ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ”

ไม่กี่นาทีต่อมา บนรถแท็กซี่ที่มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเฉาโจว ในที่สุดหลี่ซีเหวินก็มีเวลาเสยผมยาว ๆ ของโจวเหวินจิ้งออกไป และแล้วก็ปรากฎใบหน้าที่ขาวสะอาดสู่สายตาของเขา มันดึงดูดเขาแทบจะในทันที

คิ้วโก่ง โค้ง ริมฝีปากบาง ดวงตาฟีนิกซ์ปิดเล็กน้อย แต่ไม่สามารถซ่อนดวงตาที่สดใสของเธอได้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้แต่งหน้า แต่เธอก็สวยราวกับดารา นี่คือผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่ง ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของเธอ

หลี่ซีเหวินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกปั่นป่วนในหัวใจ เขาได้เกิดใหม่เพื่อมาพบภรรยาที่แสนสวยและใจดีแล้วยังมีลูกสาวที่น่ารักอีกหนึ่งคน นี่คือความฝันใช่หรือไม่

“คุณลุงคะ คุณแม่หลับหรือคะ”

เสียงที่ไร้เดียงสาดังขึ้นมาขัดจังหวะความคิดของหลี่ซีเหวิน

“อืม…หลับไปแล้วครับ”

สายตาของหลี่ซีเหวินที่มองไปยังเสี่ยวหนี่นั้นมีความละอายใจอย่างยิ่ง

“คุณลุงคะ อย่าตีคุณแม่ของหนูอีกได้ไหมคะ”

เสี่ยวหนี่ดูเหมือนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดของเธอ ก่อนที่จะพูดเหล่าคำนี้ออกมา

“ฉัน…” หลี่ซีเหวินเงียบไปสองสามวินาทีก่อนที่เขาจะพยักหน้าและพูดว่า “ตกลง ฉันสัญญา”

ทำไมถึงไม่เรียกฉันว่าพ่อ

ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเฉาโจว พยาบาลหลายคนผลัดกันออกมาจ้องหน้าหลี่ซีเหวินและกลอกตาใส่เขาเป็นระยะ ๆ พวกเธอไม่ได้ซ่อนสายตาดูถูกเหยียดหยามมาที่เขาเลย

เหตุผลทุกอย่างเป็นเพราะ เขาเคยมาที่นี่เมื่อครึ่งเดือนก่อนและสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในโรงพยาบาลเพื่อยับยั้งไม่ให้เสี่ยวหนี่เข้ารับการรักษา ดังนั้นทุกคนในโรงพยาบาลจึงรู้ว่าเขาเป็นคนพาล

หากเปลี่ยนเป็นเขาที่เป็นคนหมดสติแทนที่จะเป็นโจวเหวินจิ้ง เขาคงจะไม่ได้รับการรักษาที่นี่อย่างแน่นอน

“ภรรยาของคุณไม่เป็นอะไรแล้วนะครับ สาเหตุหลักที่ทำให้เธอเป็นลมเพราะขาดสารอาหาร ทำงานหนัก และความรุนแรงในครอบครัว หมอฉีดยาให้เธอแล้วนะครับ อีกไม่นานเธอก็จะฟื้น ส่วนอาการของลูกสาวคุณ ไม่ค่อยดีเท่าไรนะครับ หลัก ๆ คือเธอจะมีไข้ซึ่งอาการนี้จะเป็น ๆ หาย ๆ เนื่องมาจากภาวะหัวใจแทรกซ้อน หมอแนะนำให้นอนที่โรงพยาบาลและต้องหาเงินมาเป็นค่าผ่าตัดโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นเด็กคนนี้คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน…”

คำพูดของหมอดังก้องอยู่ในใจของหลี่ซีเหวินเป็นเวลานาน เขามอบเงินของโจวเหวินจิ้งให้กับหมอ หลังจากมอบเงินไปแล้ว เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า จ้องมองไปที่แม่และลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

ในชีวิตที่แล้ว เขาออกทะเลกับพ่อเพื่อหาเลี้ยงชีพตั้งแต่อายุ 15 ปี รับตำแหน่งไต๋เรือแทนพ่อเมื่ออายุ 24 ปี เปิดกิจการประมงตามแนวชายฝั่งทั้งหมดและมีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านเมื่ออายุ 28 ปี และเข้าสู่ Forbes China Rich เป็น Top 50 ได้สำเร็จเมื่ออายุ 33 ปี แม้ว่าเขาจะใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมาอย่างเจ็บปวด แต่เขาก็ยังสร้างบริษัทให้ติด 500 อันดับแรกของโลกด้วยความเพียรพยายามของเขา

ในชีวิตที่เป็นตำนานนี้ ไม่มีพายุหรือคลื่นลมใด ๆ ที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่การเกิดใหม่ในครั้งนี้ช่างน่าเหลือเชื่อเสียจนตัวเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อจนกระทั่งตอนนี้

ยิ่งไปกว่านั้น อยู่ ๆ เขาก็มีครอบครัวที่เกือบจะแตกสลาย

แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี

ขณะที่เขากำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ โจวเหวินจิ้งก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อเธอเห็นหลี่ซีเหวิน เธอก็แสดงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด และถามเขาอย่างกระวนกระวายว่า “ที่นี่ที่ไหนคะ”

“ที่นี่คือโรงพยาบาลครับ” หลี่ซีเหวินตอบอย่างใจเย็น

“โรงพยาบาล” อยู่ ๆ โจวเหวินจิ้งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และลุกขึ้นนั่งทันที “เสี่ยวหนี่อยู่ไหนคะ แล้วเงินของฉันล่ะ อยู่ที่ไหน”

“เสี่ยวหนี่หลับอยู่ครับ เงินนั้นผมนำไปจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลให้หมอแล้วครับ ยังเหลืออีก 26 หยวน” หลี่ซีเหวินพูดและนำเงินใส่มือของโจวเหวินจิ้ง

โจวเหวินจิ้งแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หลี่ซีเหวินในความทรงจำของเธอไม่เคยใจดีขนาดนี้มาก่อน เธอพึมพำกับตัวเองว่า “นี่ฉันยังไม่ตื่นหรือเปล่านะ”

“ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณฟังยังไงดีนะครับ แต่ผมสัญญา หากว่าผมได้รับโอกาสอีกครั้ง ผมจะปฏิบัติต่อพวกคุณแม่ลูกอย่างดีแน่นอน” ประโยคนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างมาก

โจวเหวินจิ้งตกตะลึงอยู่สองสามวินาที กระแสอุ่นวาบพาดผ่านดวงตาของเธอ แต่สุดท้ายเธอก็ยิ้มอย่างขมขื่นให้กับตัวเองและพูดว่า “ฉันไม่ต้องการคำสัญญาอะไรจากคุณทั้งนั้นค่ะ ตราบใดที่คุณเหลือทางรอดให้พวกเราแม่ลูก เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”

เสียงที่หมดใจนี้ ทำให้หลี่ซีเหวินรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างติดอยู่ในลำคอของเขา เธอผ่านความเจ็บปวดมามากขนาดไหนกัน ถึงทำให้เธอเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ได้ เขามองไปที่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกทั้งรักทั้งสงสารในใจ แต่เขาก็ไม่รู้จะปลอบเธออย่างไรดี

ในเวลานี้ นางพยาบาลก็เดินเข้ามาจากข้างนอก วางใบเสร็จไว้บนเตียงและแจ้งว่า “จ่ายค่ารักษาเรียบร้อยแล้วนะคะ ห้องพักอยู่บนชั้นสามค่ะ” หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็จากไปโดยไม่หันกลับมามองเลย

โจวเหวินจิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากที่ได้รับใบเสร็จ จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นจากเตียงและต้องการจะเดินไปอุ้มเสี่ยวหนี่ แต่ร่างกายของเธอยังคงสั่นเทาเนื่องจากอ่อนแรงอยู่มาก

“ให้ผมอุ้มเถอะครับ!” หลี่ซีเหวินพูดและอุ้มเสี่ยวหนี่ขึ้นมา

โจวเหวินจิ้งจ้องมองอย่างว่างเปล่า หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย ทำไมเขาถึงอ่อนโยนอย่างนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่นะ

“คุณแม่…คุณแม่คะ” เสี่ยวหนี่ตื่นขึ้นทันทีและพบว่าเธออยู่ในอ้อมแขนของหลี่ซีเหวิน เธอยังมีอาการหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย

โจวเหวินจิ้งรู้สึกโล่งใจแล้วรีบพูดว่า “คุณแม่อยู่นี่ค่ะ”

“คุณแม่คะ อุ้ม อุ้ม” เสี่ยวหนี่อ้าแขนออกมา

“เสี่ยวหนี่ครับ คุณแม่ของหนูยังไม่สบายอยู่ คุณลุงขออุ้มหนูแทนก่อนได้ไหมครับ” หลี่ซีเหวินเกลี้ยกล่อมเสี่ยวหนี่ ก่อนที่โจวเหวินจิ้งจะทันได้พูดอะไรออกมา

“ถ้าคุณแม่หายป่วยแล้ว มาอุ้มเสี่ยวหนี่ได้ไหมคะ”

“ได้ครับ ถ้าคุณแม่หายดีแล้ว จะให้คุณแม่อุ้มหนูนะครับ” หลี่ซีเหวินอธิบายอย่างอดทน

“ตกลงค่ะ!”

“เด็กดี” หลี่ซีเหวินพูดด้วยรอยยิ้ม เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเด็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็ถาม “เสี่ยวหนี่ ทำไมหนูถึงไม่เรียกฉันว่าคุณพ่อล่ะ”

“เพราะ…คุณลุงแย่ค่ะ”

“แล้วถ้าในอนาคตฉันดีขึ้นล่ะ”

“ถ้าดีขึ้นหนูจะเรียกค่ะ”

“จริงหรือเปล่า เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาสัญญากันก่อน”

“ตกลงค่ะ เกี่ยวก้อยสัญญากัน”

เมื่อหลี่ซีเหวินเกี่ยวก้อยกับเสี่ยวหนี่ ทั้งใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด ทั้งที่ในชาติที่แล้วเขาไม่เคยมีรอยยิ้มแบบนี้มาก่อน

โจวเหวินจิ้งที่เดินอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้กันนะ เขาไม่เพียงมาส่งพวกเธอแม่ลูกที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เขายังเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเสี่ยวหนี่อีกด้วย อีกทั้งยังขอให้เสี่ยวหนี่เรียกเขาว่าคุณพ่อ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม

แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ อยู่ ๆ หลี่ซีเหวินก็มองมาที่เธอและพูดว่า “ต่อจากนี้ไปให้เรียกเด็กคนนี้ว่า หลี่เสี่ยวหนี่นะครับ เธอไม่มีนามสกุลไม่ใช่เหรอ”

โจวเหวินจิ้งหยุดกะทันหันและมองไปที่หลี่ซีเหวิน ด้วยรูปลักษณ์ที่อธิบายไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นครับ” หลี่ซีเหวินเองก็หยุดเช่นกัน

“คุณ…” โจวเหวินจิ้งอยากจะพูดจริง ๆ ว่า นี่คุณยังเป็นหลี่ซีเหวิน อยู่หรือเปล่า แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก เธอก็กลืนมันลงท้องไปทันที การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่เธอรอคอยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรอกหรือ!

“คุณ…คุณล็อกประตูตอนที่ออกมาหรือเปล่าคะ” เธอเปลี่ยนเรื่องด้วยเสียงเบา

“ผมไม่ได้ล็อคหรอกครับ แต่มันก็ไม่น่าจะมีอะไรที่บ้านหายหรอกมั้งครับ” หลี่ซีเหวินรู้สึกว่า ถ้าหัวขโมยเข้ามาที่บ้านหลังนี้ล่ะก็ พวกนั้นคงจะต้องจากไปด้วยน้ำตาเป็นแน่

แต่โจวเหวินจิ้งไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอจึงรีบพูดว่า “ฉันยังมีข้าวอยู่ในบ้านอีกตั้ง 50 ชั่งและยังมีกะหล่ำปลี ถั่วงอกที่ฉันพึ่งซื้อมาเมื่อเช้านี้อีก ถ้ามันหายไปล่ะคะ คุณช่วยกลับไปล็อคประตูบ้านให้ก่อนได้ไหมคะ ที่นี่มีฉันอยู่” หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็กอดเสี่ยวหนี่เอาไว้

หลี่ซีเหวินจ้องมองอย่างว่างเปล่า อันที่จริงต้องการจะบอกเธอว่ามันเป็นแค่ของเล็กน้อยเท่านั้นเอง ใครจะไปขโมย! แต่เมื่อคิดได้ว่า ปีนี้เป็นปี 1990 และโจวเหวินจิ้งก็ดูจะเป็นกังวลอย่างมาก เขาจึงตระหนักได้ว่า เขาคงจะต้องสำรวจโลกใบนี้ใหม่อีกครั้งเสียแล้ว

“ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละครับ คุณดูแลตัวเองด้วยนะครับ” หลังจากที่คิดได้ดังนั้น เขาก็หันหลังและกำลังเดินลงไปข้างล่าง

“ฉันวานคุณช่วยอะไรหน่อยได้ไหมคะ” เสียงของโจวเหวินจิ้งดังขึ้นมา

“อะไรหรือครับ” หลี่ซีเหวินหันกลับมาและถาม โจวเหวินจิ้งหยิบธนบัตรจำนวน 10 หยวนขึ้นมาส่งให้หลี่ซีเหวินแล้วพูดว่า “เจ๊อ้วนทวงเงินฉันหลายครั้งแล้ว แต่ฉันไม่สามารถจ่ายเงินสามสิบหยวนให้เธอทั้งหมดได้จริง ๆ คุณช่วยบอกเธอหน่อยได้ไหมคะว่าเราขอจ่ายค่าไฟเฉพาะของเดือนก่อนหน้านี้ไปก่อน”

หลี่ซีเหวินจำได้ทันทีว่าครอบครัวของพวกเขาไม่ได้จ่ายค่าไฟมาสามเดือนแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ๊อ้วนจึงตบโจวเหวินจิ้งต่อหน้าเพื่อนบ้านมากมาย

เห็นได้ชัดว่าโจวเหวินจิ้งกลัวเจ๊อ้วนคนนี้มาก เมื่อเห็นว่าทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปมากในวันนี้ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่เช่นนั้นเธอคงจะไม่ขอร้องให้เขาช่วยเธอหรอก

“ถ้าหากว่ามันยากไป…ก็ลืมมันเถอะค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลี่ซีเหวินไม่ตอบ โจวเหวินจิ้งจึงถอนหายใจออกมา

“ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง!” หลี่ซีเหวินพูดขณะที่เขารับเงินไป

ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเหวินจิ้ง จากนั้นเธอก็ยื่นเงินหนึ่งหยวนและพูดว่า “อันนี้สำหรับค่ารถของคุณนะคะ ถ้าคุณจะมาโรงพยาบาลในตอนบ่ายอย่าลืมนำเสื้อผ้าของลูกมาด้วยนะคะ แต่ถ้าคุณไม่มาก็พยายามออกไปดื่มเหล้าให้น้อยหน่อยนะคะ”

หลี่ซีเหวินหยิบเงินหนึ่งหยวน เขาอยากจะหัวเราะ ทั้งยังรู้สึกเศร้าในเวลาเดียวกัน เพราะมันบ่งบอกว่าตัวตนปัจจุบันของเขามันคือขยะดี ๆ นี่เอง

“เงินนี้ต้องมอบให้กับเจ๊อ้วนนะคะ มิฉะนั้นเธอจะทำให้พวกเราลำบากเพราะเราไม่สามารถไปยั่วยุเธอได้นะคะ”

“ไม่ต้องกังวล ผมไปก่อนนะครับ”

เมื่อมองหลี่ซีเหวินจากไป โจวเหวินจิ้งก็เกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นมา ในอดีต เขาไม่เคยฟังเธอเลย แต่วันนี้ผู้ชายคนนี้ดูเปลี่ยนไปมากจริง ๆ

สวรรค์ ในที่สุดท่านก็เริ่มสงสารฉันแล้วใช่ไหมคะ

***

บนโซฟาที่ทรุดโทรม หลี่ซีเหวินนอนตัวแข็งราวกับศพและมองไปบนเพดานบ้าน สมองของเขายังคงพยายามย่อยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้และความทรงจำนั้นก็ทำให้เขาปวดท้องขึ้นมา

“เป็นไปได้ไหม ที่จะสู้อีกครั้งเพื่อแม่และลูกสาวที่น่าสงสารสองคนนี้” หลี่ซีเหวินคิดอยู่นาน จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลงและพึมพำ “ให้สวรรค์เป็นผู้ตัดสินใจเถอะ!”

เขาเหนื่อยจริง ๆ เขาต้องการนอนพักสักครู่ “ใช่” บางทีเขาอาจจะไม่ตื่นจากการหลับใหลในครั้งนี้เลยก็ได้

ดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ตกลงบนใบหน้าของหลี่ซีเหวิน เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาและมองไปที่ธนบัตรใบละ 10 หยวนที่ยับยู่ยี่ในมือแล้วยิ้มอย่างใจเย็นชา

เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วตัดผมที่ยาว ๆ ให้สั้นลง พร้อมทั้งโกนหนวดโกนเคราที่หน้ากระจก จากนั้นเขาจึงได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนในชีวิตที่แล้วปรากฏขึ้น แต่หลี่ซีเหวินก็ค่อนข้างพอใจกับรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนนี้

เขาสวมชุดเอี๊ยมทรงตรงและเสื้อเชิ้ตสีขาวเหลือง จิตวิญญาณทั้งหมดของเขาถูกยกขึ้นสู่ระดับสูงในทันที

เมื่อมองเข้าไปในกระจก ดวงตาของหลี่ซีเหวินก็มีความมุ่งมั่นมากขึ้น โชคชะตาพรากเขาจากทรัพย์สินเงินทองในชีวิตที่แล้ว แต่ได้ปลุกจิตสำนึกและมโนธรรมของเขาขึ้นมาใหม่ ในตอนนี้เขาไม่ใช่นักลงทุนที่สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อเงินอีกต่อไปแล้ว แต่เขาต้องการแบกรับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวในฐานะสามีเท่านั้น

“นี่คือการตัดสินใจของสวรรค์สินะ และมันคงเป็นโชคชะตาของเขาด้วย เหวินจิ้ง เสี่ยวหนี่ ผมจะไม่ปล่อยให้พวกคุณต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป”

หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว งานแรกก็คือการหาเงิน เพราะท้ายที่สุดแล้วเสี่ยวหนี่ยังรอรับการผ่าตัดอยู่ แต่มีอีกอย่างที่เขาต้องทำในตอนนี้คือ ไปคุยกับเจ๊อ้วน

ความคับข้องใจของโจวเหวินจิ้ง ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ นับประสาอะไรกับการที่เจ๊อ้วนมาตบหน้าเธอ

การตบครั้งนี้เพื่อตอบแทนคุณ ในส่วนของภรรยาของผม

ปี 1990 เป็นยุคที่ราคาสินค้าผันผวนอย่างรุนแรง สินค้าทางการเกษตรมีราคาต่ำ ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมกลับมีราคาแพงเป็นอย่างมาก เนื่องจากนโยบายในขณะนั้นคือต้องเลี้ยงปากท้องของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก

ในเวลานี้ ข้าวราคา 50 เหมาต่อชั่ง เนื้อหมู 2.5 เหมาต่อชั่ง ขณะที่ทีวีสีขนาด 14 นิ้วราคา 2,000 หยวน ส่วนโทรศัพท์มือถือนั้น เป็นสินค้าที่แม้แต่ครัวเรือนหมื่นหยวนก็ยังไม่สามารถซื้อได้

ในเวลานี้แป้งมีราคา 40 เหมาต่อชั่ง มันฝรั่งอยู่ที่ 5 เหมาต่อชั่ง แต่แฮมเบอร์เกอร์ของชาติตะวันตกขายในราคาชิ้นละ 70 หยวน

หลายทศวรรษต่อมา ราคาสินค้ากลับหัวกลับหางกันไปหมด มีเพียงค่าไฟฟ้าเท่านั้นที่ยังคงเหมือนเดิม ค่าไฟฟ้าหนึ่งหน่วยมีราคา 60 เหมาเท่านั้นเอง

ในตอนนี้หลี่ซีเหวินอาศัยอยู่ในถงจื้อโหลว ซึ่งเป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่คุณปู่ของเขาทิ้งเอาไว้ให้ ที่นี่มีมากกว่าสิบครัวเรือนในชั้นที่หนึ่ง

เมืองระดับเคาน์ตีอย่างเฉาโจวนั้น ยังไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าต่อครัวเรือนได้ ดังนั้นค่าไฟฟ้าโดยทั่วไปจึงเป็นการจ่ายร่วมกันของคนในอาคารและคนที่มีสิทธิ์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมไฟฟ้านี้ได้ ก็คือญาติของผู้มีอิทธิพล ซึ่งเจ๊อ้วนก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเป็นผู้จ่ายค่าไฟฟ้าของอาคารนี้และอาคารใกล้เคียงถึงสามแห่ง

กฎการเรียกเก็บเงินของเธอในเวลานี้คือ 10 หยวนต่อครัวเรือนต่อเดือนและครอบครัวที่มีทีวีจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 5 หยวน ในยุคนี้ ที่หลอดไฟฟ้าโดยทั่ว ๆ ไปมีกำลังไฟแค่ 5 วัตต์เท่านั้น การที่จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในราคา 10 หยวนแบบนี้ถือว่าเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดอย่างเห็นได้ชัด

“ญาติของผู้มีอิทธิพลอย่างนั้นหรือ”

ทันทีที่หลี่ซีเหวินเดินลงมาที่ชั้นล่าง เขาก็เห็นเจ๊อ้วนและผู้หญิงอีกสองสามคนกำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมและพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่จางและครอบครัวหลี่ เมื่อทุกคนเห็นหน้าเขา เจ๊อ้วนและคนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง

“ไอ้หยา ฉันต้องมองคุณดี ๆ เลยนะเนี่ยถึงจะรู้ว่าเป็นคุณ” ทันทีเจ๊อ้วนพูด ไขมันบนใบหน้าของเธอก็กระเพื่อม เธอมองหลี่ซีเหวินที่มีใบหน้าขาวใสและถามว่า “ภรรยาของคุณอยู่ที่ไหนล่ะ”

“คุณต้องการอะไรจากเธอหรือครับ” หลี่ซีเหวินถามอย่างรู้เท่าทัน

“มันคุ้มหรือไงที่จะเสียเวลามาคุยกับคุณน่ะ” เจ๊อ้วนตะคอก ทุกคนต่างรู้ดีว่า หลี่ซีเหวินไม่เคยสนใจเรื่องภายในครอบครัวเลย

“ไม่เป็นไรถ้าเจ๊ไม่อยากพูด ถ้าอย่างนั้นให้ผมเดานะครับ” หลี่ซีเหวินยิ้มและพูดขึ้นว่า “เจ๊อ้วน คงเป็นเพราะว่าคุณตบหน้าภรรยาของผมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณเลยคิดที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอใช่ไหมครับ”

ตอนนี้เจ๊อ้วนตะลึงไปแล้ว เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดประโยคแบบนี้ออกมา เธอขมวดคิ้วและถามว่า “หลี่ซีเหวินคุณหมายความว่ายังไง”

“ทุบตีคนแล้วก็ต้องชดใช้สิครับ มันเป็นเรื่องสมควรแล้วไม่ใช่หรือครับ คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือว่ามันหมายความว่าอะไร”

“ฉันรู้แล้ว คุณคงต้องการจะข่มขู่ฉันสินะ!” เจ๊อ้วนยิ้มแทนความโกรธและพูดพร้อมกับเท้าสะเอว “ฉันจะบอกอะไรคุณให้นะหลี่ซีเหวิน มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะมาทำตัวเป็นอันธพาลต่อหน้าฉัน”

เจ๊อ้วนเป็นหญิงสูงวัย ในสายตาของเธอ หลี่ซีเหวินผู้นี้แย่เสียยิ่งกว่าการผายลมอีก แล้วเธอจะมานั่งประนีประนอมด้วยทำไม หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็ไม่ลืมที่จะด่าทอ “ผู้หญิงสารเลวอย่างภรรยาของคุณน่ะเหรอ เธอสมควรที่จะถูกฉันทุบตีแล้ว อยากจะให้ฉันชดใช้หรือ ฝันไปเถอะ”

หลังจากที่เจ๊อ้วนสบถเสร็จ ผู้หญิงรอบ ๆเธอก็หัวเราะออกมา

“ภรรยาของคุณยั่วยวนผู้คนไปทั่ว ไม่ช้าก็เร็วเธอจะต้องถูกตบอย่างแน่นอน”

“ใช่แล้ว ที่เจ๊อ้วนสั่งสอนเธอไป นี่ก็ถือว่าเจ๊กำลังช่วยคุณอยู่นะ ช่วยไม่ให้เธอไปยั่วยวนสามีของคนอื่นไปทั่วยังไงล่ะ”

“ถ้าฉันเป็นคุณนะ ฉันจะต้องขอบคุณเจ๊อ้วนมากมากเลยล่ะ”

ผู้หญิงที่น่าเกลียดเหล่านั้นผลัดกันพูดทีละคน แต่หลี่ซีเหวินเพียงแค่เหล่ตามองอย่างเย้ยหยันแต่ไม่ได้โกรธอะไรพวกเธอ เพราะเขารู้ดีว่ายิ่งเขาทะเลาะกับพวกสาว ๆ เหล่านี้มากเท่าไร เรื่องก็จะยิ่งบานปลายใหญ่โตมากขึ้นเท่านั้น

“เจ๊อ้วนมีเหตุผลมากสินะครับ คุณตบภรรยาของผมแต่ไม่ต้องการจ่ายค่าชดเชยให้เธอ แล้วยังจะให้ผมจ่ายค่าไฟฟ้าสามเดือนให้อีกอย่างนั้นหรือครับ”

“ทำไมคุณถึงมาพูดจาไร้สาระแบบนี้ สามีฉันบอกว่าคุณค้างจ่ายค่าไฟฟ้ามาตั้งสามเดือนแล้วนะ” เจ๊อ้วนจ้องไปที่หลี่ซีเหวินและตะโกนใส่หน้า

หลี่ซีเหวินหัวเราะเบา ๆ เพราะคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายคงจะไม่มีทางยอมรับแน่นอน เขาพับแขนเสื้อขึ้นและพูดอย่างเตรียมพร้อมว่า “ไม่เป็นไรครับ หากคุณไม่ต้องการจ่ายค่าชดเชยนี้ คุณก็ควรชดใช้ที่คุณตบเธอในครั้งนั้น ถูกไหมครับ”

หลังจากที่หลี่ซีเหวินพูดจบ ไม่เพียงเจ๊อ้วนเท่านั้น แต่ผู้คนที่เฝ้าดูความสนุกอยู่ต่างก็ตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน

ท่าทางของเขาหมายความว่าอย่างไร เขายังต้องการที่จะทำอะไรอีกอย่างนั้นหรือ

“พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไง ทำไม? คนไร้ประโยชน์อย่างคุณกล้าตบฉันเหรอ” เจ๊อ้วนชี้หน้าหลี่ซีเหวินและพูดอย่างเย่อหยิ่ง “ถ้าคุณกล้าแตะต้องตัวฉันอีกล่ะก็ เชื่อฉันสิ ฉันจะหาคุณจนเจอและล้างแค้นคุณอย่างแน่นอน!”

“เพี้ยะ !”

เกิดเสียงดังเพี้ยะ !!! เสียงนี้ดังยิ่งกว่าเสียงกระโดดตึกลงมากระแทกพื้นอีก การตบของหลี่ซีเหวินนั้นรวดเร็วมาก มากเสียจนทำให้ร่างที่หนัก 81 กิโลกรัมของเจ๊อ้วนเซไปได้เลย

เกิดความเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เพราะทุกคนในที่นั้นต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน ใครจะไปคิดว่า หลี่ซีเหวินจะทำอะไรแบบนี้ ใครจะไปคิดว่าคนไร้ประโยชน์และเกียจคร้านอย่างเขาจะทำเพื่อภรรยาตัวเองได้

“การตบครั้งนี้เพื่อตอบแทนคุณ ในส่วนของภรรยาของผม ส่วนค่าไฟฟ้าที่ผมเป็นหนี้คุณอยู่ ผมจะจ่ายให้คุณโดยเร็วที่สุด แต่ถ้าคุณยังกล้ามาทวงเงินจากภรรยาของผมหรือกล้ามารังแกเธออีกล่ะก็ คราวหน้ามันจะไม่ใช่แค่การตบหน้าอย่างนี้แน่นอน”

หลังจากที่หลี่ซีเหวินพูดจบ เขาก็กุมมือของเขาเอาไว้ แม้ว่าร่างกายนี้จะไม่ได้ป่วยไข้แต่ก็อ่อนแอมาก หลังจากที่เขาตบเธอไป เขาก็รู้สึกปวดมือมาก มากจนหาที่เปรียบมิได้

ในชีวิตที่แล้ว ย้อนกลับไปตอนที่เขาออกทะเลกับพ่อ เขาไม่เพียงแต่ต้องอดทนต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกลางทะเลเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับเหล่าโจรสลัดเป็นครั้งคราวด้วย ดังนั้นเขาจึงได้เรียนรู้ทักษะการต่อสู้มาจากพวกทหารผ่านศึกที่อยู่บนเรือถ้าหากว่าเขาไม่ได้ชอบสูบบุหรี่เป็นชีวิตจิตใจล่ะก็ เขาคงจะไม่เป็นมะเร็งปอดหรอก

แน่นอน แม้ว่าการตบในครั้งนี้จะไม่ถึงกับดีมากอย่างที่คิดเอาไว้ แต่มันก็เพียงพอที่จะหยุดทุกคนเอาไว้ได้

“ถ้าในอนาคตผมได้ยินพวกคุณพูดถึงภรรยาของผมลับหลังอีกล่ะก็ มันคงไม่ดีกับพวกคุณแน่”

หลี่ซีเหวินไม่ลืมที่จะมองทุกคนอย่างแข็งกร้าว จากนั้นก็หันหลังและจากไป

ผู้หญิงหลายคนกลืนน้ำลายด้วยความตกใจ หลังจากที่หลี่ซีเหวินจากไปแล้ว พวกเธอถึงกล้าที่จะพูดคุยกันด้วยเสียงเบา ๆ

“เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า”

“ใช่ ฉันไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ!”

หลายคนพูดและรีบเข้าไปช่วยเจ๊อ้วนที่ตอนนี้แก้มบวมเปล่งไปหมดแล้ว

“เจ๊อ้วน เป็นยังไงบ้างคะ”

“ไม่…ไม่เป็นไร” เจ๊อ้วนหยุดอยู่สักครู่ ก่อนที่จะอ้าปากและกัดฟันพูดว่า “เขากล้าตบฉัน สามีของฉันจะไม่มีวันปล่อยเขาไปแน่นอน ไม่มีวัน”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ดุร้ายของเจ๊อ้วน ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าครั้งนี้หลี่ซีเหวินคงโดนตอกตะปูแล้วเป็นแน่ เจ๊อ้วนสามารถควบคุมถงจื้อโหลวได้เพราะรูปลักษณ์ที่ดุร้ายของเธอ

หลี่ซีเหวินไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เขาเดินไปโรงพยาบาลเฉาโจว โดยไม่ได้ขึ้นรถเพราะเขาต้องการเดินสังเกตเมืองไปตลอดทาง ถ้าหากเขาต้องการทำเงิน เขาจะต้องทำความรู้จักกับเมืองนี้เสียก่อน

เฉาโจวเป็นสถานที่ขนาดต้นปาล์ม ก่อนการวางผังเมือง ประชากรในเมืองนี้มีเพียง 300,000 คนเท่านั้น อีกทั้งประชากรส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ

การทำมาหากินในสถานที่แบบนี้จึงมีเงื่อนไขที่ด้อยกว่าในเมืองใหญ่ ๆ อยู่มาก พูดกันตามตรง ยิ่งสถานที่เล็กเท่าไร การแข่งขันก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาทางออกได้

หลี่ซีเหวินเคยมีทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นล้านหยวน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าเขาคุ้นเคยกับการทำธุรกิจเป็นอย่างดี และด้วยความทรงจำของเขาในอีกสามสิบปีข้างหน้า มันจะไม่เป็นเรื่องง่ายหรอกหรือที่จะทำเงิน

หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็พบว่ายังมีปัญหาอีกมากมาย เนื่องจากตอนนี้เขายากจนมาก และไม่มีที่ที่จะไปขอกู้ยืมเงินเลย แถมยังต้องแบกรับภาระหนี้นอกระบบอีกมากมายด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ มันยากราวกับพลิกสวรรค์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในฐานะนักธุรกิจใหญ่ เขารู้ดีว่าการเริ่มต้นจากศูนย์มีเพียงในเทพนิยายที่เอาไว้ใช้สร้างแรงบันดาลใจและหลอกลวงผู้คนเท่านั้น ในแวดวงของเศรษฐีอันดับต้น ๆ ที่เขาคุ้นเคยมา ไม่มีใครที่ไม่มีมีภูมิหลังที่มั่นคงเลย แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังได้รับมรดกมาจากพ่อของเขา ธุรกิจเรือเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงในไห่เฉิง

และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เขาไม่มีเวลาที่จะมารอการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ ยุคอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การลงทุนในโดชคอยน์ในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า เพราะตอนนี้เขาต้องการโอกาสในการทำเงินอย่างเร่งด่วน

“แม้ว่าฉันจะรอได้ แต่เสี่ยวหนี่รอไม่ได้แล้ว” หลี่ซีเหวินพึมพำกับตัวเอง เขาหยิบบุหรี่ครึ่งซองออกมาจากกระเป๋ากางเกงตามปกติและกำลังจะจุดมัน แต่เขากลับต้องผงะโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ดีมาก ที่แผลเป็นไม่เจ็บ”

เมื่อคิดถึงร่างกายในชาติที่แล้ว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วโยนบุหรี่ทิ้งไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นการละทิ้งงานอดิเรกเพียงอย่างเดียวในชีวิตที่แล้วของเขาเลย

เวลาหนึ่งทุ่ม เขามาถึงโรงพยาบาลเฉาโจว เขาซื้อไส้กรอกแฮมมาสามชิ้น ผลไม้หนึ่งถุงและลูกกวาดหนึ่งกำมือด้วยเงินสิบหยวนที่เขาไม่ได้ให้เจ๊อ้วนไป จากนั้นก็เดินเข้าไปในโรงพยาบาล

ถ้าหากเป็นเขาเมื่อก่อนนี้จะมาดูแลลูกได้อย่างไร ตอนนี้เขาคงไปกินเหล้ากับเพื่อนแล้ว และในขณะที่กำลังด่าตัวเองอยู่นั้น เขาก็เดินไปถึงมุมบันไดที่ชั้นสามและได้ยินเสียงการสนทนาอยู่ที่บริเวณทางเดิน

“ขอบคุณค่ะ พี่เจียง” เสียงนั้นเป็นเสียงของโจวเหวินจิ้ง

“มันสมควรแล้ว ที่ผมควรที่จะมาดูเด็กเสียหน่อย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องสุภาพกับผมมากนักหรอก”

น้ำเสียงของผู้ชายคนนั้นดูเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ราวกับว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำเป็นห่วงเป็นใย หลี่ซีเหวินลอบมองโดยไม่รู้ตัวและพบว่าเขารู้จักชายคนนี้ อีกฝ่ายเป็นประธานโรงงานถุงเท้าชื่อ “เจียงเจิ้นเทา”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...