โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คุณแม่ขา หนูอยากมีพ่อใหม่

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 10.55 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 18.10 น. • Sleepless Writer
เมื่อคนข้างหมอนคิดควบรวมครอบครัวกับชู้รัก เขาวางแผนแย่งลูกชายทั้งสามไป เหลือเพียงลูกสาวฝาแฝดที่อยู่ใต้ปีกเธอ เกวลินที่มาจากโลกอื่นก็พร้อมสู้เพื่อหย่าแบบสวยๆ เพราะสำหรับเธอ ผัวที่ดีคือผัวใหม่!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกวลินลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าตัวเธอในโลกนี้กำลังถูกสามีที่แต่งงานอยู่กินกันมา 20 กว่าปี วางแผนจะควบรวมครอบครัวกับชู้รักที่เป็นน้องสาวต่างแม่ของเธอ เธอคาดไม่ถึงว่าคนที่นอนร่วมเตียงเคียงหมอนจะโหดร้ายกับเธอขนาดนี้ นอกใจเธอยังไม่พอยังคิดจะพรากลูกเธอให้เป็นลูกคนอื่นอีก สารเลวชะมัด!

เกวลินที่มาจากโลกอื่นก็พร้อมจะสู้เพื่อปกป้องลูกสาวฝาแฝดสองคนที่เหลืออยู่ และพยายามหย่าขาดออกมาแบบสวยๆ ส่วนลูกชายอีกสามคนน่ะหรอ…ไอ้เด็กเวรพวกนั้นก็ให้มันอยู่กับพ่อและลูกชู้สุดที่รักของพวกมันไปสิ

ส่วนตัวเธอกับลูกสาวก็จะออกไปโลดแล่นใช้ชีวิตตามใจชอบ พร้อมทั้งมองหาคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต เพราะสำหรับเธอ สามีที่ดี คือสามีใหม่!

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามคัดลอก ดัดแปล สแกน ทำซ้ำ จัดพิมพ์ แปลเป็นภาษาอื่น หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดในนิยายไปเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานโดยเด็ดขาด

นิยายเล่มนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ชื่อ สถานที่ เหตุการณ์ และอื่นๆ เป็นเรื่องสมมติ ไม่มีอยู่จริง โปรดใช้วิจารณะญาณในการอ่าน

คำเตือน / TRIGGER WARNING :

นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้านพฤติกรรม ความรุนแรง เพศ และการใช้ภาษา อันได้แก่ พฤติกรรมการใช้ความรุนแรง ทั้งการทำร้ายร่างกายและการทำร้ายจิตใจ, มีเนื้อหาล่อแหลมทางศีลธรรม, มีการบรรยายถึงกิจกรรมทางเพศ และมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างเครือญาติหรือสายเลือดเดียวกัน (Incest)

แวะคุยกันสักนิด

สวัสดีนักอ่านทุกคนค่ะ

แอบมาปล่อยเรื่องใหม่อีกแล้วเรื่องเก่ายังไม่จบเลย - -.

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราเขียนสลับกับเรื่องอื่นๆ ตอนแรกว่าจะเขียนให้จบแล้วปล่อยเป็น e-book ทีเดียว แต่บังเอิญว่ามีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิต ก็เลยเอามาอัพแก้เบื่อไปก่อน ลงให้อ่านกันครึ่งเรื่องก่อน โดยจะติดเหรียญอ่านล่วงหน้า เปิดฟรีวันละตอนเหมือนเดิม

ขอบคุณค่ะ

Sleepless Writer - นักเขียนขอบตาดำ

เกวลิน

เกวลินลืมตาตื่นขึ้นมาในสภาพนอนเบลออยู่บนเตียง บนตัวมีสายระโยงระยางติดอยู่ ดวงตาพร่ามัวค่อยๆ ปรับโฟกัสการมองเห็นพร้อมกับระบบความคิดในสมองที่แจ่มชัดขึ้น เธอใช้เวลาทำความเข้าใจสักพักเธอถึงรู้แล้วว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่

ตอนนี้เธอคือ เกวลิน หัสนันท์ หญิงชาวไทยวัย 41 ปี นามสกุลเดิมคือ จรรยกร สถานะปัจจุบัน สมรสกับ ปรมะ หัสนันท์ หรือ คุณปอ อายุ 43 ปี มีบุตรชายและบุตรสาวทั้งสิ้น 5 คน ตอนนี้เธอนอนเป็นผักอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล เนื่องจากกลิ้งตัวลงจากบันไดขั้นบนสุดลงไปขั้นล่างสุดด้วยฝีมือลูกชายของตัวเอง

ตอนนี้เธอยังไม่แน่ใจว่าอาการของตัวเองร้ายแรงถึงขั้นไหน เพราะร่างกายที่ร้าวระบมไปทั้งตัวทำให้เธอได้แต่นอนนิ่งไม่คิดฝืนตัวเองให้เหนื่อย เธอควรเอาพลังทั้งหมดที่มีไปใช้ในการทบทวนสถานการณ์ตอนนี้น่าจะดีกว่า

จากความทรงจำแม้เธอจะระบุสัญชาติตัวเองว่าเป็นชาวไทย แต่ที่นี่ก็ไม่ใช่ประเทศไทยที่เธอคุ้นเคย ที่นี่คือประเทศไทยในเวอร์ชั่นที่แตกต่างทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง เห็นได้จากตัวเธออายุแค่ 41 แต่มีลูกชายคนโตอายุ 21 แปลว่าเธอท้องตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี เพราะคนที่โลกนี้นิยมแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย

ชีวิตการแต่งงานตลอด 20 กว่าปีของเกวลินกับปรมะราวกับอยู่ในปราสาทน้ำแข็ง สามีปฏิบัติกับเธออย่างเฉยเมยและเย็นชา …. แต่พวกเขาก็มีลูกด้วยกันถึง 5 คน สามคนแรกเป็นลูกชายอายุห่างกันคนละปี ส่วนสองคนสุดท้ายเป็นลูกสาวฝาแฝด

หากถามว่าทำไมสามีถึงเย็นชากับเธอมาตลอดน่ะหรอ เหตุผลมีอยู่ 2 ข้อ คือ ถูกคลุมถุงชนและเขารักพิมพิราน้องสาวต่างแม่ของเกวลิน ตัวเธอในตอนนั้นเธอถูกบังคับให้ยอมรับการแต่งงานกับปรมะเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างตระกูลหัสนันท์และตระกูลจรรยกร โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ต้องแต่งอย่างเธอกับปรมะ

คิ้วเรียวของเกวลินขมวดเข้าหากัน ผู้ใหญ่สองตระกูลอยากทำกิจการร่วมกันด้วยการจับลูกหลานแต่งงงานคลุมถุงชน นี่พวกเขาไม่รู้จักสัญญา JV (Joint Venture - กิจการร่วมค้า) กันเหรอ? จะบีบบังคับฝืนใจคนอื่นให้ลำบากทำไม? ไอ้พวกเห็นแก่ตัวเอ๊ย!

ชีวิตของเกวลินว่าแย่แล้ว ชีวิตของพิมพิราที่เป็นลูกเมียรองก็มีชะตากรรมเลวร้ายไม่น้อยไปกว่าเธอ พิมพิราถูกจับแต่งงานกับนักธุรกิจชาวต่างชาติอายุคราวพ่อเพื่อแลกกับเงินทุนสนับสนุนธุรกิจของครอบครัว แต่หลังจากแต่งงานได้เพียง 3 ปี สามีของพิมพิราหัวใจวายตาย พิมพิราจึงถูกลูกเลี้ยงที่อายุมากกว่าหลายปีฮุบมรดกแล้วส่งพิมพิรากลับบ้านเดิม

เกวลินในตอนนั้นเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินได้ไม่นาน เธอต้องรับภาระทั้งงานบริษัทและดูแลลูกชายทั้ง 3 คน โดยคนที่ 3 เพิ่งมีอายุได้เพียง 2 ขวบ พิมพิราจึงใช้เหตุผลนั้นเสนอตัวเข้ามาในฐานะคุณน้าคนสวยที่คอยช่วยพี่สาวดูแลหลานๆ แม้เกวลินอยากจะปฏิเสธเพราะไม่อยากชักศึกเข้าบ้าน แต่ดูเหมือนความหน้าด้านหน้าทนภายใต้รอยยิ้มใสซื่อจะมีมากกว่า ไม่รู้ว่าพิมพิราไปกล่อมพ่อยังไง แต่สุดท้ายก็ได้มานั่งจุ้มปุ๊กอุ้มหลานแสดงความรักเด็กอยู่ต่อหน้าสามีเธอ

หลังจากนั้นถ่านไฟเก่าก็ปะทุขึ้นมาแบบเงียบๆ แม้ทั้งสองจะแสร้งทำเป็นพี่เขยกับน้องภรรยาที่รู้จักกันอย่างผิวเผิน และยังคงปฏิบัติต่อเธออย่างให้เกียรติ แต่เกวลินไม่ได้โง่ เธอมองเห็นทุกอย่างแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น ปล่อยให้คู่รักถ่านไฟเก่าคอยหลบๆ ซ่อนๆ แอบลักลอบพบปะกันไป เพราะเธอรู้ดีว่าเขาไม่มีทางยอมปล่อยให้เธอหย่าขาดด้วยเหตุผลเรื่องบริษัท

จนกระทั่งพิมพิราตั้งท้องและคลอดลูกสาวออกมา หลังจากเกวลินคลอดลูกสาวฝาแฝดได้ไม่นาน ลูกสาวของพิมพิราจึงได้ชื่อพ่วงท้ายที่คนแอบเรียกกันลับหลังว่าลูกไม่มีพ่อ เพราะพิมพิราบอกใครไม่ได้ว่าพ่อของเด็กเป็นใคร ส่วนตัวปรมะก็ได้แต่นิ่งเงียบ

ในใจลึกๆ ของเกวลินคนก่อนรู้สึกสงสารชะตากรรมของพิมพิราและลูกสาวอยู่บ้าง เรื่องแบบนี้ถ้าจะด่าก็ต้องด่าปรมะด้วย เพราะตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ตัวปรมะเองก็ไม่ยอมเสียสละอะไรสักอย่าง อยากได้บริษัทเลยต้องเก็บเธอไว้ แต่อยากได้คนรักก็เลยลักลอบได้เสียกับพิมพิรา สุดท้ายลูกที่เกิดมาก็ต้องถูกคนเหยียดหยามว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ

เพราะความเห็นใจและอ่อนแอของเกวลินคนก่อน ทำให้เธอพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย ด้วยการประเมินความเลวของสามีตัวเองพลาดไป ตอนแรกเธอคิดว่าเขาน่าจะเก็บพิมพิราไว้ในฐานะเมียน้อยไปเรื่อยๆ โดยไม่กล้าหย่าขาดจากเธอเพราะผลประโยชน์ของบริษัท

เธอกับเขาก็แค่ต่างคนต่างอยู่ เธอแกล้งหลับตาข้างนึงปล่อยให้เขามีความสุขแบบกึ่งสุกกึ่งดิบต่อไปเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนกับการที่เธอต้องทนอยู่เป็นในฐานะเมียหลวงเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ รอวันที่จะหย่าขาดเมื่อลูกๆ เติบโตขึ้น

แต่ปรมะร้ายกว่าที่เธอคิด เขาวางแผนควบรวมครอบครัวของเธอและพิมพิราเข้าด้วยกันแบบเนียนๆ ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จเสียด้วย เพราะเจ้าลูกชายทั้งสามคนที่เธอลำบากคลอดออกมา เริ่มเอาใจออกห่างไปสนิทสนมกับสองแม่ลูกมากกว่าคนเป็นแม่แท้ๆ

แต่จะโทษลูกชายเธอฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะแผนการของปรมะนั้นแสนล้ำลึก ปรมะเริ่มต้นแผนการด้วยการส่งลูกชายทั้งสามไปเข้าโรงเรียนประจำยังต่างประเทศตั้งแต่อายุได้ 7-8 ขวบ แล้วโยนภาระงานมากมายในบริษัทให้เกวลินรับผิดชอบดูแลไปพร้อมๆ กับเลี้ยงลูกสาวฝาแฝด จนเธอแทบไม่ได้พูดคุยกับลูกชายทั้งสาม

ในขณะเดียวกันเขาก็แอบให้พิมพิราน้องภรรยาผู้แสนว่างงาน คอยติดต่อพูดคุยกับเด็กชายทั้งสามแทน โดยตัวปรมะคอยเป่าหูใส่ข้อมูลฝังหัวพวกเด็กๆ ว่าแม่ทำแต่งานจนไม่ว่างมาเจอพวกเขา ตอนปิดเทอมก็ส่งลูกชายไปทำกิจกรรมต่างๆ พยายามไม่ให้กลับมาบ้านที่ประเทศไทย

ฝั่งของเกวลินก็ไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น เธอเข้าใจว่าปรมะที่เดินทางไปต่างประเทศด้วยเรื่องงานบ่อยๆ เขาจึงรับอาสาจะทำหน้าที่ดูแลลูกๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของเธอ โดยหารู้ไม่ว่าปรมะพยายามกีดกันทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกวลินมีเวลามาพบเจอพูดคุยกับลูก

อ้างทั้งเรื่องงานที่เกวลินต้องรับผิดชอบ เรื่องการเรียนของพวกเด็กๆ พอเธออยากจะไปหาพวกเด็กๆ ในวันเกิด เขาที่กำลังจะไปพบคู่ค้าที่ต่างประเทศ ก็อาสาจะนำของฝากและข้อความจากเธอไปบอกลูกให้เอง แล้วให้เธอไปทำงานสำคัญแทน

ด้วยความที่ปรมะขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูก เกวลินจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาไม่มีทางคิดร้ายกับพวกเด็กๆ เธอไม่ได้คิดสงสัยอะไรมากมายจนกว่าจะรู้ตัว ทุกอย่างก็สายเกินกว่าจะย้อนกลับมาแก้ไขได้แล้ว

เกวลินนอนมองเพดานอย่างเหม่อลอย เธอคาดไม่ถึงว่าคนที่นอนร่วมเตียงเคียงหมอนจะโหดร้ายกับเธอขนาดนี้ นอกใจเธอยังไม่พอ ยังคิดจะพรากลูกเธอให้เป็นลูกคนอื่นอีก สารเลวชิบxxx!

กว่าที่เกวลินจะรู้ตัวว่าโดนวางแผนเล่นงานจากสามี ช่องว่างระหว่างเธอกับลูกชายก็ถูกแทนที่ด้วยพิมพิรากับลูกสาวไปเรียบร้อยแล้ว โชคดียังที่ลูกสาวฝาแฝดยังอยู่กับเธอ เกวลินจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกสาวฝาแฝดต้องตกไปอยู่ในกำมือของปรมะเหมือนกับเหล่าลูกชาย

ความพยายามของเธอสำเร็จ เมื่อสามารถเหนี่ยวรั้งตัวลูกสาวเอาไว้ได้ แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกชายก็เดินทางไปถึงจุดที่เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

จากความทรงจำของเกวลินในโลกนี้ เธอมีเรื่องขัดแย้งกับลูกชายทั้งสามคนอย่างรุนแรงหลายครั้ง จุดแตกหักครั้งสำคัญเกิดขึ้นตอนที่ ปกรณ์ ลูกชายคนโตอายุครบ 18 ปี เขาก็ถูกจับให้หมั้นกับลูกสาวของคู่ค้าคนหนึ่งของบริษัท คนที่จัดแจงเรื่องนี้คือปรมะ แต่เมื่อเรื่องไปถึงหูลูกชายกลับกลายเป็นเกวลินคือคนที่จัดการเรื่องทั้งหมด

ถ้อยคำของลูกชายที่ต่อว่า กล่าวหาว่าเธอเห็นแก่ตัว พยายามบงการชีวิตพวกเขา แล้วยังอิจฉาน้าพิมภาคนสวยกับลูกสาว ถ้อยคำเหล่านั้นยังสะท้อนอยู่ในหู สายตาเสียดแทงที่มองเหมือนเธอเป็นคนอื่น ทำเอาหัวใจของเกวลินแทบแหลกสลาย แม้เธอจะพยายามอธิบายเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนลูกชายของเธอจะไม่ยอมรับฟัง เขาเชื่อฝังหัวไปแล้วว่าเธอเป็นคนที่เจ้ากี้เจ้าการให้เขาหมั้นเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงเป็นตัวการที่ทำให้มิเชลคนรักของปกรณ์บอกเลิกและหนีไปเรียนต่อ ส่วนลูกชายอีกสองคนก็พาลโกรธเธอไปด้วย ทำให้ลูกสาวฝาแฝดพากันไม่พอใจพี่ชายทั้งสามคนที่มาต่อว่าผู้เป็นแม่ จนเกิดการกระทบกระทั่งมีปากเสียงกันทุกครั้งที่เจอหน้า

2 ปีหลังจากนั้น รอยร้าวระหว่างเธอกับลูกชาย พี่ชายกับน้องสาวก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ภาพความทรงจำสุดท้ายคือเธอมีปากเสียงกับ ปวัตน์ ลูกชายคนที่สองด้วยเรื่องของปาริมา เขากล่าวหาว่าเธอเอากาแฟร้อนไปสาดใส่น้องปริมของเขา ทั้งที่ปาริมาเป็นฝ่ายเสนอหน้ายกถาดกาแฟเขามาหาเธอถึงในห้องทำงานแล้วทำหกใส่เอกสารสำคัญบนโต๊ะ เธอต้องออกปากไล่ให้ออกไปจากห้อง แต่ไม่รู้ไปพูดคุยกันยังไงถึงได้กลายเป็นเธอสาดกาแฟร้อนใส่อีกฝ่าย

เหตุการณ์เลวร้ายมากขึ้น เมื่อ ปณต ลูกชายคนที่สามเข้ามาร่วมวงพยายามไกล่เกลี่ยโดยบอกให้เธอขอโทษปาริมา จนกระทั่งลูกสาวฝาแฝดออกจากห้องมาพบเหตุการณ์เข้า ตามด้วยปกรณ์ที่เดินตามเสียงทะเลาะมา กลายเป็นศึกโต้เถียงกันระหว่าง 5 พี่น้อง สองแฝดสาวที่อายุเพียงแค่ 15 ปี ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อความโกรธได้ จึงหลุดปากด่าพี่ชายทั้งสามและปาริมาด้วยคำหยาบคาย ทำให้ปกรณ์โกรธจนยกมือขึ้นจะตบน้องสาว เกวลินจึงเข้าไปขวางและถูกฝ่ามือของอีกฝ่ายเข้าเต็มแก้มก่อนจะร่วงลงจากบันไดแล้วมาฟื้นขึ้นที่นี่

แกร๊ก!

“แม่!” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเล็กของเด็กสาวร้องเรียกเธออย่างดีใจ

ความจำเสื่อม

“แม่ฟื้นแล้ว” ร่างบอบบางสองร่างวิ่งถลาเข้ามาข้างเตียงคนไข้ด้วยความดีใจ

“ปาน ปีย์” นี่คือลูกสาวฝาแฝดของเธอ ปารวีย์ (ปา-ระ-วี) และ ปีย์วรา (ปี-วะ-รา)

“แม่ขา แม่จะไม่ทิ้งปานกับปีย์ไปใช่มั้ยคะ” ปารวีย์ร่ำไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เด็กสาวตัวเล็กใบหน้าเล็กขาวซีด ขอบตาสองข้างแดงก่ำ เส้นผมยาวตรงถูกมัดรวบไว้ด้านหลัง

“พูดอะไรแบบนั้นปาน แม่ไม่เหมือนพ่อนะ…” ปีย์วราสาวน้อยผมสั้นที่มีใบหน้าแทบไม่ต่างกันกับปารวีย์พูดถึงผู้เป็นบิดาแล้วก็กัดปากตัวเองเงียบไป ดวงตาทั้งสองแดงก่ำแต่ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาให้เห็น

เกวลินมองหน้าเด็กสาววัย 15 สองคนที่เหมือนกันแทบจะทุกส่วน หากไม่มีไฝเม็ดเล็กที่ใต้ตาคนละข้าง คงยากจะมีใครแยกออกว่าคนไหนคือคนไหน

“ไม่กัดปากตัวเองนะปีย์ อย่าทำร้ายตัวเองเพราะคนที่ไม่รักเรา” เกวลินปลอบลูกสาวคนที่มีไฝใต้ตาซ้าย

“ใช่ แม่พูดถูก” ปารวีย์เอานิ้วเกลี่ยริมฝีปากคู่แฝดของตัวเอง ปีย์วราเงยหน้าขึ้นมองเพดานเพื่อกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เกวลินเห็นแล้วก็ปวดหนึบในหัวใจ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องพยายามแค่ไหนเพื่อที่จะให้ตัวเองเข้มแข็งได้ขนาดนี้

สามคนแม่ลูกพูดคุยกันอยู่สักพัก เกวลินก็ได้รับทราบถึงสถานการณ์ในตอนนี้ หลังจากที่กลิ้งตกบันไดลงไปนอนวัดพื้นเธอก็สลบไป 3 วันเต็มๆ โดยไม่มีใครมาเยี่ยมเธอสักคนนอกจากคู่แฝดที่มานอนเฝ้าเธอทั้งวันทั้งคืน มันทำให้หัวใจของเกวลินปวดหน่วงอยู่ลึกๆ แต่ก็ทำให้เธอจัดลำดับความสำคัญของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน

ปารวีย์และปีย์วราถูกจัดความสำคัญเอาไว้เป็นลำดับแรก ส่วนปรมะ พิมพิรา ปาริมา อยู่ในกลุ่มที่เป็นศัตรูอันตราย และลูกชายทั้งสามถูกจัดไว้ในกลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นมิตรค่อนไปทางศัตรู แต่เธอยังต้องประเมินเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า พวกเขายังเห็นเธอและเด็กแฝดเป็นแม่เป็นน้องสาวอยู่หรือเปล่า

เกวลินทบทวนเรื่องราวอย่างเงียบๆ เธอในตอนนี้คือเกวลินก็จริง แต่ไม่ใช่เกวลินของโลกนี้แต่เป็นเกวลินจากอีกโลกหนึ่ง เธอไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ในเมื่อเธอได้มาอยู่ที่นี่และยังมีสองแฝดเป็นลูกสาวแถมให้ด้วย เธอคงต้องรับทุกอย่างไว้อย่างไม่มีทางเลือก มือบางยกลูบหัวสองแฝดที่ปีนขึ้นมานอนกอดเธอไว้คนละข้างอย่างแผ่วเบา

เด็กผู้หญิงอายุ 15 ถือว่าโตแล้วสำหรับโลกใบนี้ แต่ในสายตาของเกวลินปารวีย์และปีย์วรายังคงเป็นลูกแมวน้อยเพิ่งเจอโลกกว้าง พวกเธอทั้งตัวเล็ก ทั้งอ่อนแอและบอบบาง สามวันที่ผ่านมาเด็กผู้หญิงสองคนต้องจับมือกันเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียแม่เพียงลำพัง ถ้าวันนี้เธอไม่ฟื้นขึ้นมาอนาคตเด็กสองคนนี้คงไม่ดีนัก เพราะตัวพ่อมีลูกสาวสุดที่รัก พี่ชายรังเกียจพวกเธอ แล้วไหนจะนังงูพิษลำไยสองแม่ลูกนั่นอีก…

“ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่กลับมาแล้ว” เกวลินพึมพำเสียงแผ่วบอกกับลูกสาวที่กำลังหลับอยู่

….

ผ่านไป 1 สัปดาห์ เกวลินก็ออกจากโรงพยาบาลกลับมาบ้านพร้อมกับสองแฝด ร่างกายของเกวลินฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแผลแตกที่ศีรษะและข้อเท้าพลิกเท่านั้นที่ยังไม่หายดี ร่างสูงระหงของเกวลินมีปารวีย์และปีย์วราประคองเดินเข้าบ้าน นอกจากพ่อบ้านแม่บ้านที่ออกมาต้อนรับเธอแล้ว เกวลินยังได้พบกับคู่กรณีที่แห่กันออกมาต้อนรับเธอถึงหน้าโถงแบบครบทีม

“คุณเกล…” ปรมะเรียกชื่อภรรยาที่ยืนด้วยท่าทางสงบนิ่ง ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าคนตรงหน้าดูไม่เหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนตรงไหนเขาก็ตอบไม่ได้

“พี่เกล พี่กลับมาแล้ว พิมเป็นห่วงพี่แทบแย่เลย” พิมพิราวิ่งถลาเข้ามาหาเกวลินทำท่าจะสวมกอดด้วยความคิดถึง

“…………” เกวลินขยับตัวถอยหนี ปากบอกเป็นห่วงแต่ไม่เคยโผล่หัวไปเยี่ยมสักครั้งเนี่ยนะ

“น้าพิมจะทำอะไรน่ะ ไม่เห็นหรอคะว่าแม่ยังเจ็บอยู่” ปีย์วราขยับตัวเข้ามาขวางไว้

“เอ่อ…น้าดีใจจนลืมคิดไปน่ะจ้ะ” พิมพิราตอบเสียงเบาด้วยท่าทางรู้สึกผิด ด้านหลังมีเด็กหญิงตัวเล็กหน้าหวานยืนหลบอยู่หลังพิมพิราด้วยท่าทางหวาดกลัวเหมือนหนูกลัวแมว

“น้าพิมแค่ดีใจ ทำไมแกต้องทำท่าเหมือนจะฆ่าใครด้วย” เสียงพูดดังมาจากทางเดินฝั่งซ้ายมือ ร่างสูงโปร่งและใบหน้าที่ถอดมาจากผู้เป็นพ่อปรากฏขึ้น ปวัตน์ลูกชายคนที่สองของเธอ ส่วนที่เดินตามหลังมาคือ ปณตชายหนุ่มกัดผมสีทองที่ได้เค้าโครงหน้าสวยจากเกวลินไปเต็มๆ

“คุณแม่….” เสียงเรียกจากทางเดินฝั่งขวา เมื่อหันกลับไปมองก็ได้พบกับชายหนุ่มที่รวมเอาส่วนดีของเกวลินและปรมะไว้บนใบหน้า ปกรณ์ลูกชายคนโต

เกวลินกวาดตามองพวกเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะหันไปสบตากับปารวีย์และปีย์วราที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“เดี๋ยวปานจะแนะนำให้รู้จักทีละคนนะคะ” ปารวีย์หันมาพูดกับเธอ

“คนนั้นคือคุณพ่อ ชื่อคุณปรมะ เป็นสามีของแม่ แม่เรียกเขาว่าคุณปอ” ปารวีย์ชี้ไปยังปรมะ ชายวัยกลางคนที่แม้อายุจะล่วงเลยเข้าเลข 4 แต่ความหล่อเหลาบนใบหน้าก็ไม่ได้ลดลง แต่กลับยิ่งดูเปี่ยมเสน่ห์ความเป็นผู้ใหญ่ เกวลินไม่แปลกใจเลยที่พิมพิราจะตัดใจจากปรมะไม่ได้

“คนถัดมานั่น ชื่อ ปกรณ์ แม่เรียกเขาว่า กร เป็นลูกชายคนแรกที่แม่เบ่งออกมา” ปารวีย์ชี้ไปทางขวามือ ชายหนุ่มร่างสูงวัย 21 ใบหน้าหล่อเหลาอันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างเกวลินและปรมะ ทำให้เขาดูดีจนเป็นหนุ่มฮอตที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ แม้ว่าตอนนี้ปกรณ์จะมีสถานะโสด เพราะเกวลินเป็นคนไปเจรจาขอยกเลิกกับครอบครัวฝ่ายหญิงโดยแลกกับที่ดินผืนงามริมทะเลที่เธอซื้อเก็บเอาไว้ แต่ความสัมพันธ์แม่ลูกก็ไม่อาจย้อนกลับมาดีกันได้ดังเดิม

“ฝั่งนี้เดี๋ยวปีย์แนะนำเองค่ะ คนที่หน้าดุนั่นชื่อ ปวัตน์ แม่เรียก วัต เป็นคนที่สองที่แม่คลอดออกมา ส่วนด้านหลังที่หน้าหวานๆ นั่น เขาชื่อ ปณต แม่เรียกเขาว่า ณต เป็นลูกชายคนที่สามของแม่” ปีย์วราแนะนำพี่ชายอีกสองคน

ปวัตน์ ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าปกรณ์ 1 ปี ใบหน้าของเขาถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อแทบทุกระเบียดนิ้ว แต่พื้นอารมณ์ของปวัตน์ดูจะอารมณ์ร้อนพี่น้องคนอื่นๆ สายตาที่ชายหนุ่มมองมายังผู้เป็นแม่และน้องสาวฝาแฝดไม่มีความเป็นมิตรเจืออยู่แม้แต่น้อย ตัวเกวลินเองก็ไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรให้ลูกชายคนนี้ไม่พอใจนักหนา แต่เธอจัดกลุ่มให้ลูกชายคนนี้ไว้ในหมวดศัตรูที่ต้องระวังเรียบร้อยแล้ว

ส่วนปณตลูกชายคนที่สาม เป็นคนที่รับเอาโครงหน้าสวยจากเกวลินมาเต็มๆ ทำให้เขาเป็นคนที่มีใบหน้าคล้ายกลับสองแฝดของเธอมากที่สุด แต่ดูเหมือนปณตจะไม่ค่อยชอบใจนัก ชายหนุ่มจึงกัดเส้นผมสีดำให้เป็นสีทองสว่างเพื่อทำให้ตัวเองดูแตกต่างจากน้องสาวฝาแฝดและผู้เป็นแม่

“ส่วนสองคนนั่น คนแก่ๆ ชื่อ พิมพิรา ปานเรียกเขาว่า น้าพิม เป็นน้องสาวพ่อเดียวกันกับแม่ ส่วนที่แอบอยู่ด้านหลัง เป็นลูกสาวน้าพิมชื่อ ปริม” ปารวีย์แนะนำสองแม่ลูกที่เธอไม่ชอบขี้หน้า พิมพิราที่ถูกเรียกว่าคนแก่ๆ ถึงกับหน้าเสียจนต้องยิ้มแหยๆ

เกวลินมองหน้าน้องสาวต่างแม่ของตัวเอง ใบหน้าสวยหวานเรือนร่างบอบบาง ท่าทางนุ่มนวลดูอบอุ่นอ่อนโยนแบบคุณแม่พิมพ์นิยมในละครหลังข่าว แม้ว่าจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้วแต่ออร่าความสวยของพิมพิราก็ยังแผ่กระจายออกมาและถูกส่งต่อให้กับลูกสาวที่แอบอยู่ด้านหลังแบบไม่ขาดตกบกพร่อง แม้กระทั่งนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกเล่นละครลิงเก่งก็ถ่ายทอดให้คนเป็นลูกอย่างครบถ้วน

“แม่ไม่ต้องมองหน้าปีย์เลย ปีย์ไม่รู้หรอกว่าพ่อปริมเป็นใคร เพราะอยู่ๆ น้าพิมก็ท้องแล้วคลอดปริมออกมา” ปีย์วราเห็นผู้เป็นแม่หันมามองหน้าเธอคล้ายมีคำถาม เธอก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะได้แซะสองแม่ลูกคู่นี้ไปง่ายๆ ด่าไม่ได้ ได้แซะบ้างก็ยังดี

“เดี๋ยวนะปีย์ ปาน ทำไมพวกแกต้องแนะนำพวกฉันกับแม่ด้วย ทำอย่างกับคนไม่รู้จักกัน” ปณตเอ่ยถามเพราะต้องการเบรกไม่ให้ปีย์วราพูดเรื่องพ่อของปาริมาไปมากกว่านี้

“ก็แม่ไม่รู้จักพวกพี่จริงๆ นี่” ปีย์วราตอบทื่อๆ

“หมายความว่ายังไง” ปกรณ์เดินเข้าไปใกล้เพื่อถาม แต่ปารวีย์รีบขยับตัวเข้ามาขวาง ความทรงจำอันเลวร้ายในวันนั้นทำให้เธอระแวงว่าพี่ชายคนโตจะทำอะไรแม่อีก ปกรณ์ชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ หมอบอกว่าสมองแม่ได้รับความกระทบกระเทือนทำให้ความจำเสื่อม แม่จำได้แค่ปานกับปีย์เท่านั้น” คำตอบของปารวีย์ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นนิ่งเงียบด้วยความรู้สึกที่หลากหลายทั้งตกใจ ทั้งเสียใจ และดีใจ

“แล้วหมอบอกมั้ย ว่าทำยังไงถึงจะหาย” ปรมะหันมาถามลูกสาว

“หมอก็ยังตอบไม่ได้ค่ะ” ปีย์วราตอบสั้นๆ

“พี่เกล พี่จำอะไรไม่ได้เลยหรอคะ” พิมพิราพยายามเข้าใกล้เกวลิน แต่ปีย์วราก็ยังคงขวางหน้าเอาไว้เช่นเดิม

“ใช่ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย” เกวลินที่ยืนเงียบมาตลอดเปล่งเสียงพูดเป็นครั้งแรก แววตาของเธอที่มองไล่ทุกคนมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนมองคนแปลกหน้า

ซึ่งพวกเขาก็คือคนแปลกหน้าสำหรับเธอจริงๆ แม้เธอจะมีความทรงจำของเกวลินในโลกนี้อยู่ครบถ้วน แต่เธอก็คือคนละคนกัน

จะให้เธอทำตัวเหมือนเกวลินคนเก่าที่ปั้นหน้ายิ้มหวานอมขมกลืน คอยทำงานจนหัวหมุน แล้วปล่อยให้นังสองแม่ลูกไปแฮปปี้กับผัวเธอ แล้วเงินที่หาได้ก็ต้องเอามาส่งเสียลูกชายเฮงซวยสามตัวนั่น… เธอจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรล่ะ

สู้เธอบอกว่าตัวเองความจำเสื่อม จำอะไรไม่ได้ดีกว่า เวลาพวกมันด่าเรื่องเก่าๆ เธอก็บอกจำไม่ได้ ถ้ามันจะใช้เธอทำงานเธอก็อ้างว่าไม่รู้ๆ แล้วทำงานผิดๆ ถูกๆ แค่นี้พวกมันก็ไม่กล้าใช้เธอทำอะไรแล้ว

“นี่คุณจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรอ คุณเกล” ปรมะถามย้ำอีกครั้ง

“จำไม่ได้ค่ะ ฉันพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ความทรงจำเดียวที่พอจะจำได้คลับคล้ายคลับคลา เหมือนฉันจะโดนฟาดเข้าที่หน้าแล้วโลกหมุน….” เกวลินแสร้งยกมือขึ้นจับตรงรอยแผลคล้ายเจ็บปวด

“แม่ ถ้าปวดหัวก็ไม่ต้องไปนึกถึงมันหรอกค่ะ เรื่องแย่ๆ พรรค์นั้น แม่จำไม่ได้ก็ดีแล้ว” ปารวีย์รีบเข้าไปกอดเอวเธอไว้ ส่วนปีย์วราก็เข้ามาโอบกอดพลางลูบหลังผู้เป็นแม่ เมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของเกวลิน

สองแฝดสาวเชื่ออย่างสนิทใจว่าผู้เป็นแม่สูญเสียความทรงจำทั้งหมดไปแล้ว ปีย์วราประคองผู้เป็นแม่ขึ้นห้องไปพักผ่อนโดยไม่สนใจว่าใครจะพูดคุยกับใครอีก

ปกรณ์ที่ยืมมองอยู่ด้านข้างกำมือของตัวเองแน่น ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับคนเป็นแม่ย้อนกลับเข้ามาพร้อมกับสัมผัสยามฝ่ามือเขาที่กระทบกับใบหน้าของแม่ ภาพร่างบอบบางของแม่ที่ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพร้อมกับเลือดสีแดงสดยังคงวนเวียนทุกครั้งที่เขาหลับตา

ความรู้สึกผิดบาปเกาะกุมในหัวใจของชายหนุ่ม แม้เขาจะพยายามพร่ำบอกตัวเองว่าไม่ใช่ความผิดของเขาทั้งหมด ถ้าแม่ไม่หาเรื่องน้องปริมก่อน ถ้าปานกับปีย์ไม่เถียงคำไม่ตกฟาก เขาก็คงไม่โมโหจนเผลอลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายและทำให้เขาพลั้งมือทำร้ายผู้เป็นแม่ เขาไม่ใช่คนที่ผิดคนเดียวเสียหน่อย ปกรณ์พยายามสะกดจิตตัวเองแต่ไงส่วนลึกในจิตใจก็ยังคงรู้สึกแย่อยู่อย่างนั้น

….

“ทำอะไรกันน่ะ” ปรมะเอ่ยถาม เมื่อเปิดประตูห้องนอนของเขากับภรรยาก็พบว่ามีแม่บ้านหลายคนกำลังเก็บข้าวของบางส่วนในห้อง

“กำลังย้ายของของคุณเกลออกไปค่ะ” แม่บ้านคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาตอบ

“ย้ายทำไม ใครสั่ง”

“ฉันสั่งเอง” ร่างสูงโปร่งของภรรยาที่แต่งงานกันมา 20 กว่าปี เดินออกมาจากห้องเก็บเสื้อผ้าด้านข้าง

“คุณจะย้ายไปไหนคุณเกล” ปรมะเอ่ยถาม

“ฉันจะย้ายไปนอนข้างห้องปานกับปีย์ค่ะ” เกวลินเอ่ยถึงห้องชั้นสองทางปีกขวาของสองสาวฝาแฝด

“ทำไม?” เขาถามเสียงห้วน

“คุณจะให้ฉันนอนเตียงเดียวกับคนแปลกหน้าเหรอคะ” เกวลินหันมาถามด้วยท่าทางแปลกใจ

“ผมไม่ใช่คนแปลกหน้า พวกเราแต่งงานกันมา 20 กว่าปีแล้วนะคุณเกล” ปรมะย้ำความสัมพันธ์ของพวกเขา

“เหรอคะ แต่ฉันไม่เห็นจะจำได้เลย” เกวลินตอบพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“นี่คุณ!”

“ขอโทษด้วยนะคะ สำหรับฉันในตอนนี้คุณคือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน ฉันไม่สะดวกใจที่จะนอนห้องเดียวกับคุณจริงๆ” เกวลินพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ปรมะยืนมองเหล่าแม่บ้านที่เดินขนข้าวของเข้าออกอยู่อย่างนั้น

….

เกวลินเดินทอดน่องไปตามโถงทางเดินเพื่อไปยังปีกตึกฝั่งขวาที่พักใหม่ของเธอ แต่เดินไปได้ไม่เท่าไหร่เธอก็พบกับร่างสูงของเด็กหนุ่มหน้าสวยยืนอยู่ เกวลินไม่ได้หยุดทักทาย เธอเพียงแค่เดินผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน

“คุณแม่!” เสียงเด็กหนุ่มเอ่ยเรียก แต่เกวลินไม่ได้หยุดเดิน สองเท้าเธอยังเดินต่อไปอย่างมั่นคง

“แม่ ผมเรียกไม่ได้ยินหรอ” เด็กหนุ่มที่กำลังจะเป็นชายหนุ่มวิ่งมาขวางหน้าเธอเอาไว้

“คุณเรียกฉันหรอคะ เอ่อ…คุณปณตใช่มั้ยคะ?” เธอแสร้างถามด้วยท่าทางที่ดูไม่ค่อยแน่ใจ

“…………” ปณตมองคนที่เขาเรียกว่าแม่ด้วยสายตาสับสน

เมื่อก่อนผู้หญิงคนนี้คอยเรียกคอยวิ่งตามเขา ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เขาเรียกเธอจะหันกลับมาตอบรับเขาทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอทำเหมือนเขาเป็นคนไม่รู้จักกัน ทั้งท่าทางและคำพูดก็ฟังดูห่างเหินจนใจเขาวูบโหวง

“คุณเรียกฉันไว้ มีอะไรรึเปล่าคะ?” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามขึ้น

“เอ่อ….”

“พี่ณตจะทำอะไรแม่” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นพร้อมกับร่างของปีย์วราที่เดินตรงเข้ามาหา

“พี่เปล่า…พี่ไม่ได้ทำอะไร…..” ปณตพูดตะกุกตะกัก

“แม่ยังไม่หายดี ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมากวนแม่นะคะ” ปารวีย์เดินเข้ามาสมทบ พร้อมกับจูงมือผู้เป็นแม่เดินจากไป

ปณตได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ห่างออกไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายในใจ เขาไม่ได้สนิทกับแม่ ละไม่เคยอยากจะสนิทด้วยสักเท่าไหร่ แม่ในความทรงจำของเขาคือแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ไม่เคยสนใจพวกเขาสามพี่น้อง

ชีวิตของเขานอกจากพี่ชายสองคนแล้ว ก็มีแค่น้าพิมและน้องปริมที่เขามาดูแลยามที่เขาว้าเหว่ ส่วนแม่ก็แทบจะไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น นานๆ ครั้งจะส่งของขวัญมาให้บ้าง

พอเขาถามพ่อ พ่อก็บอกแต่ว่าแม่ติดงานและต้องดูแลน้องสาวสองคน ทั้งที่ตอนเขาอายุเท่ากับน้องสาวฝาแฝด เขากลับถูกส่งมาอยู่โรงเรียนประจำที่ต่างประเทศ ส่วนน้องสาวกลับมีแม่คอยประคบประหงมไม่ห่าง

ตอนนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจึงคิดได้ว่าตัวเองไม่ต้องการแม่…แต่แม่กลับลืมเขาไปแล้ว ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนสำหรับแม่มาก่อน ความรู้สึกวูบโหวงเกิดขึ้นในอกอีกครั้ง มันปวดหน่วงจนปณตต้องเอามือมากดไว้

งานการไม่ทำ

เกวลินมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ หญิงวัยกลางคนรูปร่างสูงโปร่ง มีอกเอวสะโพกขนาดพอดีตัว แม้จะผ่านการมีลูกมาแล้วถึงห้าคนแต่ส่วนเกินก็ไม่ได้มีมากมายนัก แสดงว่าร่างนี้มีพื้นฐานรูปร่างที่ดีมาก่อน หากได้รับการดูแลเรื่องอาหารและการออกกำลังกายอย่างถูกต้องรับรองว่าคนในกระจกต้องเป็นสาวใหญ่สุดแซ่บ คุณแม่หุ่นปังแน่นอน

แต่…เกวลินคนก่อนมีงานรัดตัวจนไม่มีแม้แต่เวลาให้ลูกๆ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลตัวเองล่ะ แค่หาเวลาทาครีมดูแลผิวทุกวันก็แทบจะเต็มกลืนแล้ว โชคดีที่เกวลินรวยพอจะซื้อครีมราคาแพงมาบำรุงบำเรอตัวเอง ทำให้ผิวพรรณของหญิงวัยกลางคนยังคงอยู่ในสภาพที่ดูอ่อนกว่าวัย

เมื่อกลับมาพิศมองใบหน้าของคนในกระจก เกวลินคนนี้สวยไม่น้อยกว่าเกวลินในชีวิตก่อนของเธอ ใบหน้ารูปไข่ดูสวยแบบไม่เป็นมิตรนัก เพราะดวงตาเรียวหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยนั่นทำให้ใบหน้าของเธอดูเหมือนคนหยิ่ง แค่ทำหน้านิ่งๆ ก็เหมือนคนกำลังไม่พอใจได้ ส่วนโครงจมูกเรียวไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก็ไม่โดดเด่น ริมฝีปากบางสีเนื้ออ่อน ทำให้สภาพหน้าสดโดยรวมดูจืดสนิท ไม่ได้มีเสน่ห์อ่อนหวานยิ่งมองยิ่งรู้สึกน่ารักเหมือนกับพิมพิราผู้เป็นน้องสาว เธอไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เกวลินคนเก่าจะผูกใจปรมะเอาไว้ไม่ได้

พูดถึงพิมพิราในความทรงจำของเกวลินหลังจากพิมพิราแต่งงานกับนักธุรกิจอายุคราวพ่อก็ได้ติดตามสามีไปอยู่ต่างประเทศ ข่าวคราวต่างๆ ก็เงียบหายไปจากชีวิตของเกวลิน

พิมพิรากลับเข้ามาในชีวิตของเกวลินอีกครั้ง ตอนที่ปณตลูกชายคนที่สามของเธออายุได้ 2 ขวบ หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเธอกับปรมะที่อยู่กับแบบให้เกียรติกันและกัน ก็เริ่มห่างเหินขึ้นเรื่อยๆ จนเธอตั้งท้องลูกแฝดเรื่องบนเตียงของทั้งคู่ก็ต้องหยุดไป ซึ่งพิมพิราใช้โอกาสนั้นอย่างคุ้มค่าด้วยการปล่อยให้ตัวเองท้องอีกคน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกวลินและปรมะก็ไม่เคยแตะต้องกันและกันอีก เพราะปรมะมีพิมพิราคอยตอบสนองเรื่องบนเตียง ส่วนเกวลินก็รังเกียจเกินกว่าจะแตะต้องสามีที่นอกใจไปมีชู้

….

เรื่องราวเลวร้ายในอดีตผ่านไปแล้ว ชีวิตในแต่ละวันของเกวลินตอนนี้ช่างสุขสบาย เธอไม่ต้องนอนดึกตื่นเช้าเพื่อไปทำงานที่บริษัท เพราะเธอความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้สักอย่าง งานต่างๆ ในมือของเกวลินคนก่อน จึงถูกถ่ายโอนไปให้ปรมะและปกรณ์ดูแลทั้งหมด ทำให้เกวลินมีเวลาว่างเหลือเฟือที่นั่งรถไปส่งลูกสาวตอนเช้า แล้วไปเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ไม่ก็เข้าสปาเพื่อดูแลผิว ตกบ่ายก็ไปรับลูกสาวแล้วแวะเที่ยวเล่นตามประสาแม่ลูก ทำให้ช่วงนี้ปารวีย์และปีย์วราพากันยิ้มจนหน้าบาน แม้จะถูกพี่ชายค่อนขอด สองแฝดก็ไม่อารมณ์เสีย พากันเดินคุยกันกระหนุงกระหนิง ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา แต่เสียงหมาเห่าก็สร้างความรำคาญให้สองแฝดจนได้

“หมู่นี้ปานกับปีย์ดูอารมณ์ดีจังเลยนะจ๊ะ” พิมพิราเอ่ยทักขึ้นระหว่างทานอาหารมื้อเย็น

“มีเรื่องดีก็ต้องอารมณ์ดีสิคะ” ปีย์วราตอบ ดวงตามีประกายวิบวับ

“เรื่องดีอะไรบอกน้าบ้างได้มั้ยเอ่ย?” พิมพิราเอ่ยหยอกล้อสร้างบรรยากาศครอบครัวสุขสันต์

“ถ้าบอกไปน้าพิมจะไม่อิจฉาพวกเราใช่มั้ยคะ?” ปารวีย์พูดพลางหัวเราะคิกคักตอบ

“ก็ถ้าเป็นความสุขของปานกับปีย์ น้าจะอิจฉาทำไมล่ะ ต้องยินดีกับหลานสิถึงจะถูก” พิมพิราพูดอย่างอ่อนโยน สีหน้าเธอเปี่ยมด้วยรัศมีแม่พระผู้การุณย์

“น้าพิมพูดจริงเหรอคะ?” ปีย์วราถาม

“จริงสิจ๊ะ แล้วจะบอกน้าได้รึยังเนี่ย”

“บอกไม่ได้ค่ะ คุณแม่ให้ปิดเป็นความลับ”ปีย์วราพูดพลางหัวเราะเสียงใส

“ว้า..เสียดายจัง พี่เกลบอกหน่อยไม่ได้หรอคะว่ามีความลับอะไรกัน” พิมพิราเปลี่ยนเป้าหมายไปทางเกวลินแทน

“บอกไม่ได้ค่ะ เป็นความลับของพวกเราแม่ลูก” เกวลินตอบพลางยกยิ้มมุมปาก สองแฝดสาวเห็นท่าทางนั้นก็ประสานเสียงหัวเราะทันที

พิมพิราถึงกับยิ้มค้าง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าสองแฝดนั่นจงใจหัวเราะเยาะเย้ยเธอยังไงไม่รู้

“เวลากินข้าวใครสอนให้หัวเราะปากกว้างกัน ไม่มีมารยาท” ปวัตน์ที่นั่งมองอยู่เอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด

“อุ๊บส์!!” ปีย์วราทำเสียงกลั้นหัวเราะ ส่วนปารวีย์เอามือทำท่ารูดซิปปากแบบไร้เสียง สองสาวหันไปสบตากันก่อนจะยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว แล้วหันมาปรับท่าทางตั้งอกตั้งใจทานข้าวต่อ ทำเอาปวัตน์ของขึ้นแบบไม่มีเหตุผล

เกวลินอมยิ้มบาง ไม่เสียแรงที่เธอสั่งสอนสองแฝดสาวถึงวิธีการ
กวนตีนคนโดยไม่ต้องวีนให้เหนื่อย และดูเหมือนจะได้ผลดีกว่าที่คาด เพราะทั้งพิมพิราที่คอยหาเรื่องยั่วยุให้ปีย์วรากับปารวีย์โมโหจนเกิดการโต้เถียง หรือจะปวัตน์ที่ชอบออกตัวเข้าข้างสองแม่ลูกนั่น ต่างก็ไปไม่เป็นเมื่อสองแฝดไม่ต่อปากต่อคำแต่กวนตีนกลับด้วยท่าทางและจังหวะการหัวเราะแทน

ส่วนสาเหตุที่พิมพิรากับลูกสาวเสนอหน้ามาร่วมโต๊ะมื้อเย็นที่บ้านเธอทุกวัน ก็เพราะตอนที่สองแฝดเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ปาริมาสอบเข้าโรงเรียนเดียวกับฝาแฝดได้สำเร็จ ทำให้พิมพิราใช้เรื่องโรงเรียนมาเป็นข้ออ้าง ว่าบ้านของเกวลินนั้นอยู่ใกล้โรงเรียนของปาริมาและยังเป็นโรงเรียนเดียวกันกับที่ปารวีย์และปีย์วราเรียนอยู่ สองแม่ลูกจึงขอมาพักด้วยเพื่อความสะดวกในการไปโรงเรียนของลูกสาว ก่อนจะตีเนียนอยู่ด้วยราวกับเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่ง

เกวลินคนก่อนอยากจะปฏิเสธเพราะรู้จุดประสงค์ของพิมพิราดี แต่ถ้าพูดปฏิเสธไปเธอก็จะกลายเป็นคนใจคอคับแคบ และปรมะเองก็แสดงความใจกว้างด้วยการไม่คัดค้านแถมยังพูดสนับสนุนว่าที่บ้านมีห้องว่างเยอะแยะแบ่งให้อยู่สักห้องก็ไม่เป็นไร เจอคำนี้เข้าไปเกวลินน้ำท่วมปากปฏิเสธไม่ออก และยังต้องยอมให้ปาริมานั่งรถไปโรงเรียนพร้อมกันกับสองแฝดอยู่พักหนึ่ง

จนกระทั่งปารวีย์และปีย์วราแผลงฤทธิ์ด้วยการสมัครเป็นนักกีฬาโรงเรียนที่ต้องตื่นไปซ้อมแต่เช้าทุกวัน หากปาริมาจะไปพร้อมกันกับพวกเธอ ก็ต้องตื่นเวลาเดียวกันกับพวกเธอ ทำให้พิมพิราและลูกสาวต้องยอมถอยให้คนขับรถใช้รถสำรองไปส่งปาริมาแทน

แม้ทุกวันนี้สองแฝดจะไม่ต้องไปซ้อมกีฬาทุกเช้าแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมให้ปาริมานั่งรถยุโรปคันหรูร่วมกับพวกเธอด้วยการใช้ข้ออ้างว่าอึดอัดและปาริมาก็นั่งรถบ้านเธอฟรีๆ ทุกวันอยู่แล้วก็ไม่ควรเรื่องมาก ทำให้ปาริมาร้องห่มร้องไห้จนเรื่องไปถึงหูลูกชายทั้งสาม

แรกๆ พวกเขาก็อาสาผลัดกันไปส่งปาริมาด้วยตัวเองทุกวัน แต่การต้องตื่นแต่เช้าฝ่ารถติดไปส่งปาริมามันก็ไม่ใช่เรื่องสะดวกสักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดปาริมาก็กลับไปนั่งรถสำรองคันเดิม

“อ้าวพี่ปอ ตากร กลับมาแล้วหรอคะ มาค่ะ มานั่งพักก่อน เดี๋ยวพิมให้เด็กตักข้าวให้” พิมพิราเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นปรมะและปกรณ์เดินเข้ามาในห้องทานข้าว เธอจัดแจงเรียกแม่บ้านมารับคำสั่งราวกับว่าตัวเองเป็นเจ้าของบ้าน

เกวลินและสองแฝดมองการกระทำของพิมพิราอย่างเงียบๆ หากเป็นเมื่อก่อนปีย์วราต้องอดไม่ได้ที่จะเปิดปากแซะพิมพิราสักคำสองคำ แต่วันนี้
ปีย์วรากลับทำท่าราวกับไม่สนใจ เอื้อมือตักกับข้าวให้แม่ของตัวเองและคู่แฝดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

นับจากวันนี้ไปปีย์วราจะไม่หัวร้อนอีกแล้ว เพราะแม่บอกกับเธอว่าถ้าคนเขาอยากทำหน้าที่แทนก็ไม่ต้องไปขัดศรัทธา ดีเสียอีกมีคนรับใช้เพิ่มโดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ตอนแรกปีย์วราและปารวีย์ต่างไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงทำใจยอมให้น้าพิมทำตัวเอาอกเอาใจพ่อกับพวกพี่ชายของเธอ จนแม่ของพวกเธออธิบายให้ฟังเพิ่ม

‘ทำไมแม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าไปกับคนที่ไม่รักไม่เห็นคุณค่าของแม่ด้วยล่ะคะ สี่คนนั่นเขาไม่ได้มีแม่อยู่ในใจนานแล้ว ต่อให้แม่พยายามทำดีกับเขาแค่ไหน มันก็ไม่มีค่าในสายตาพวกเขาหรอก สู้เอาเวลาที่จะทุ่มเทให้คนพวกนั้นมาดูแลปานกับปีย์ดีกว่า ส่วนใครอยากจะเอาอกเอาใจทำตัวเป็นคนรับใช้สี่คนนั่นก็ตามสบายเลย แม่ไม่สนใจหรอก แม่สนแค่ปีย์กับปานก็พอแล้ว’

ปีย์วรากับปารวีย์มองผู้เป็นแม่ด้วยสายตายกย่อง แม่ไม่ได้แพ้ แต่คนพวกนั้นไม่อยู่ในสายตาของแม่แล้วต่างหาก แม่เลยไม่รู้จะสนใจพวกนั้นไปทำไม

“ทำไมหมู่นี้พี่กรกับลุงปอกลับดึกจังเลยนะคะ?” เสียงหวานของปาริมาเอ่ยถามอย่างใส่ใจ

“พักนี้งานลุงค่อนข้างยุ่งน่ะ” ปรมะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ก็มีใครบางคนไม่มีความรับผิดชอบทิ้งงานให้คุณพ่อกับพี่กรทำแทนไง” ปวัตน์เอ่ยพลางปรายตามองไปยังเกวลินที่ตักข้าวเข้าปากอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“พี่วัฒน์พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ คุณแม่ป่วยความจำเสื่อม ใจคอพี่จะให้คนป่วยไปนั่งทำงานทั้งแบบนั้น มันไม่ใจร้ายไปหน่อยหรอ” ปารวีย์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบคล้ายไม่ใส่ใจ

“คนป่วยที่ไม่เคยอยู่ติดบ้านน่ะหรอ” น้ำเสียงประชดยังคงออกจากปากปวัตน์อย่างต่อเนื่อง

“ก็คุณแม่ ไม่ได้ทำงานก็เลยมีเวลาว่างไปรับไปส่งปีย์กับปานที่โรงเรียนไง” ปารวีย์พูดเนิบๆ ก่อนจะตักกุ้งที่แกะเปลือกแล้วใส่จากคู่แฝด

“ไม่อิจฉาสิพี่วัฒ แต่ถ้าอยากให้แม่ไปรับที่มหา’ลัยบ้างก็บอกได้นะ ปานกับปีย์ไม่หวงหรอก เราพี่น้องกันเรื่องแค่นี้แบ่งกันได้” ปีย์วราตัดแบ่งกุ้งเป็นสามท่อนแบ่งให้แม่กับแฝดของตัวเองคนละส่วน

“ใครอยากให้ไปรับกัน” ปวัตน์หันไปตอบโต้ เขาชักจะโมโหขึ้นทุกที

“อ่าวไม่อยากให้แม่ไปรับหรอ งั้นปีย์ก็เข้าใจผิดสินะ โทษๆ ” ปีย์วราทำเสียงตกใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขอโทษโดยไม่ต้องมีใครบอก แต่ท่าทางขอโทษแบบขอไปทีทำให้เส้นอารมณ์ของปวัตน์ขาดผึง

“ไอ้ปีย์!”

“คุณปวัตน์” เสียงกดต่ำของเกวลินที่กำลังหรี่ตามองปวัตน์อย่างไม่พอใจ ทำเอาปวัตน์หนาววูบจนต้องหลบตา

“เอาล่ะๆ พอได้แล้ววัฒ แกจะขึ้นเสียงใส่น้องทำไม” ปรมะเอ่ยปรามขึ้น แต่ก็ไม่ได้บอกให้ปวัตน์ขอโทษที่หยาบคายใส่ปีย์วรา

“ถ้าแผลของคุณแม่หายดีจนออกไปไหนมาไหนได้แล้ว ก็น่าจะกลับมาทำงานตามเดิมได้แล้วนะครับ” ปกรณ์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา

ก่อนหน้านี้งานของเขาก็ยุ่งแต่ยังพอมีเวลาหายใจหายคอบ้าง แต่ตั้งแต่แม่เข้าโรงพยาบาล งานทุกอย่างถูกแบ่งครึ่งมาให้เขารับผิดชอบดูแล จนตอนนี้เขาแทบจะละเมอออกมาเป็นตัวเลขงบการเงินแล้ว

“แผลน่ะหายแล้วค่ะ แต่ความทรงจำของฉันก็หายไปพร้อมกับแผลด้วย ต่อให้ฉันกลับไปทำงานตอนนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้หรอกนะคะ เพราะฉันจำโพรเซส (Process) งานไม่ได้เลยสักนิด แล้วอีกอย่าง ฉันคิดว่าฉันควรใช้โอกาสนี้ในการเกษียณตัวเองออกจากบริษัทสักที”

“เกษียณ? คุณพูดอะไรของคุณ คุณเกล” ปรมะวางช้อนลงหันมาถามอย่างไม่พอใจ

“บอกตามตรงนะคะ ฉันอยากพัก แล้วก็อยากไปค้นหาตัวเองค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยถามคุณพ่อบ้านวิทยา คุณพ่อบ้านเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่แต่งงานเข้ามาอยู่กับคุณที่นี่ ฉันก็ทำงานมาตลอด ขนาดตอนท้องจะคลอดยังต้องเอารายงานตรวจสอบบัญชีไปนั่งอ่านระหว่างรอคลอดเลย แบบนั้นตัวฉันน่าจะเหนื่อยมากๆ แล้วการที่ฉันทำงานติดต่อกันมาหลายปีโดยไม่เคยหยุดพัก ถึงฉันจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่เท่าที่คุณพ่อบ้านวิทยาเล่ามันก็ทำให้ฉันพบว่าฉันน่าพลาดอะไรหลายอย่างในชีวิตไปเยอะเลยทีเดียว…”

“ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ทำงานหนักนะครับ คุณพ่อเองก็ทำงานหนักเหมือนกัน” เป็นปวัตน์ที่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ

“คุณปรมะทำงานหนัก แต่ก็ยังมีเวลาพาพิมและปาริมาบินไปเยี่ยมพวกคุณบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันคริสต์มาส งานแข่งกีฬาพวกเขาก็ไป ส่วนฉัน…คุณพ่อบ้านวิทยาบอกว่าฉันต้องคอยดูแลงานในบริษัท แทบไม่เคยได้บินไปหาพวกคุณเลยด้วยซ้ำ วันเกิดมีของขวัญอะไรก็ต้องฝากคุณปรมะ ไม่ก็ฝากพิมให้เอาไปให้แทน ในฐานะคนเป็นแม่ฉันคิดว่ามันน่าเศร้านะคะ ที่แม้แต่วันเกิดลูกก็ไม่มีโอกาสได้ไปหาลูกเลย” เกวลินพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเศร้า

ทุกอย่างในความทรงจำของเกวลินพรั่งพรูออกมาจนรู้สึกเจ็บแน่นในอก แม้ความจริงเธอจะจำทุกอย่างได้ แต่ก็ยังแกล้งทำเป็นสอบถามคุณพ่อบ้านเก่าแก่ที่ชื่อวิทยา เพื่อป้องกันกรณีที่มีใครสงสัยแล้วแอบไปถามคุณพ่อบ้านวิทยาจนความจะแตกว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อม

“อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะค่ะ พี่เกลดูสิคะ ตอนนี้ตากรก็ทำงานแล้ว ตาวัตกับตาณตก็โตจนเรียนใกล้จบแล้วเหมือนกัน พี่เกลก็ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรแล้วนะคะ” พิมพิราพยายามพูดกลบเกลื่อนและตอกย้ำลงไปว่าตอนนี้พวกลูกชายไม่ต้องการเกวลินอีกแล้ว

“ก็จริงของเธอ อะไรที่ผ่านไปแล้วเราย้อนกลับไปแก้ไขมันไม่ได้ แต่ฉันยังมีโอกาสเหลืออยู่นะพิม เพราะเจ้าแฝดของฉันยังไม่จบม.ต้นเลย ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากใช้โอกาสที่เหลืออยู่ คอยดูแลปานกับปีย์ให้มากกว่านี้ ถึงปานกับปีย์จะอยู่กับฉันมาตลอด แต่คุณพ่อบ้านวิทยาบอกว่าฉันก็แทบจะไม่เคยไปงานประชุมผู้ปกครองของลูก ไม่เคยไปเชียร์ลูกแข่งกีฬาสี ไม่เคยไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันเลย….ปาน ปีย์ แม่ขอโทษนะคะที่มัวแต่ทำงานจนละเลยพวกหนู” เกวลินลูบหัวทุยของคู่แฝดแผ่วเบา

“แม่ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ถึงใครจะมองไม่เห็น แต่ปานกับปีย์ก็เห็นมาตลอด แม่ทำงานหนักทุกวันไม่เคยหยุดพัก ขนาดคุณพ่อยังได้ไปพักผ่อนที่ต่างประเทศ ได้แวะไปเยี่ยมพวกพี่กรบ้าง แต่ปานกับปีย์ไม่เคยเห็นแม่ไปเที่ยวที่ไหนเลย วันหยุดถ้าแม่ไม่นอนอยู่ในห้อง ปานก็เห็นแม่นั่งอยู่ในห้องทำงาน ถ้าแม่เกษียณตัวเองเมื่อไหร่ แม่ไม่ต้องมาดูแลพวกปานหรอก แม่ไปเที่ยวไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้างนะคะ” ปารวีย์พูดกับผู้เป็นแม่

เกวลินอดไม่ได้ที่จะน้ำตารื้น ลูกสาวของเธอช่างน่ารักและใส่ใจเธอจริงๆ ไม่แปลกใจที่ในความทรงจำของเธอ ปารวีย์กับปีย์วราจะเป็นเด็กดีสำหรับคนเป็นแม่ พวกเธอแทบไม่เคยงอแงใส่เกวลิน คนเป็นแม่บอกอะไรก็ทำตามเสมอ แถมยังต่อต้านผู้เป็นพ่อกับพิมพิราแบบเปิดเผยเสียด้วย

“แต่ถ้าแม่ไปเที่ยวคนเดียวแล้วเหงา แม่จะพกปีย์กับปานไปด้วยก็ได้นะ ปีย์พร้อมลาหยุดไปเที่ยวเป็นเพื่อนแม่” ปีย์วรายิ้มกว้างจนแก้มป่องดูน่ารักเสียจนเกวลินต้องเอื้อมือไปบีบแก้มนุ่มๆ นั่น

หลังจากนั้นมื้ออาหารก็เต็มไปด้วยความเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป ส่วนสามสาวแม่ลูกก็ขอตัวกลับขึ้นห้องของตัวเองไปนานแล้ว

….

เวลาเกือบสี่ทุ่ม สามหนุ่มพี่น้องหัสนันท์มารวมตัวกันอยู่ในห้องกระจกที่กั้นแบ่งสัดส่วนไว้สำหรับเล่นเกม ทั้งสามคนต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง จนกระทั่งเห็นเงาร่างเล็กสองร่างเดินผ่านมา

“ปาน ปีย์ ดึกแล้วลงมาทำอะไร?” ปณตเรียกน้องสาวสองคนเอาไว้

“ลงมาเอาน้ำ” ปีย์วราเป็นคนตอบพลางชูขวดน้ำเย็นในมือให้อีกฝ่ายดู

“เราสองคนว่างมั้ย มานั่งคุยกับพี่หน่อยสิ” ปกรณ์ถาม

เรียกพวกเธอแบบนี้จะตอบว่าไม่ว่างได้รึเปล่าล่ะ ปารวีย์กับปีย์วรา
กรอกตามองบนพร้อมกัน ก่อนจะเดินลากเท้าไปนั่งบนโซฟาห่างจากพี่ชายทั้งสามคน

“นั่งห่างขนาดนั้น ลงไปนั่งพื้นเลยมั้ยล่ะ” ปวัตน์มองน้องสาวฝาแฝดที่ไม่สนิทด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจนัก เล่นนั่งซะห่างแทบจะสุดโซฟาแบบนั้น รังเกียจพวกเขามากหรือไง

“มีอะไรจะคุยก็พูดมาค่ะ มันเลยเวลานอนแล้ว” ปารวีย์เป็นฝ่ายตอบเพราะขี้เกียจต่อปากต่อคำกับพี่ชาย

“พี่อยากถามเรื่องที่เราพูดเมื่อตอนหัวค่ำ….” ปกรณ์ดูลังเลที่จะถาม

“เรื่องไหนคะ?”

“เรื่องคุณแม่ พวกเธอไปฟังใครพูดมาว่าคุณแม่ทำงานหนัก” ปวัตน์ถามเสียงห้วน

“ไม่มีใครบอก แต่ปีย์กับปานเห็นเอง” ปีย์วราตอบเสียงแข็ง เธอชักจะรำคาญพี่ชายคนที่สองขึ้นมาแล้ว

“พวกเธอเป็นเด็ก จะไปเข้าใจได้ไงว่าอะไรคือทำงาน” ปวัตน์ขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิด

“วัฒแกพูดกับน้องดีๆ หน่อย” ปกรณ์เอ่ยปราม

“แล้วพี่วัฒต้องการอะไรจากพวกปาน” ปารวีย์น้ำเสียงราบเรียบ แต่ไม่มีหางเสียงอย่างที่เคยเป็น

“ต้องการให้พวกเธอพูดความจริงไง” ปวัตน์ตอบ

“ทุกสิ่งที่พวกปานพูดคือความจริง” ปารวีย์ตอบกลับ

“มันจริงตรงไหน เธอเห็นหรอว่าคุณแม่ทำงานจริงๆ หรือแค่เห็นเขาถือกระดาษเปล่าเดินไปเดินมา ก็เรียกว่าทำงานแล้ว”

“พี่วัฒพวกปานไม่ได้โง่นะ ปานอ่านหนังสือออก เอกสารที่คุณแม่อ่านมันก็งานที่บริษัทคุณพ่อทั้งนั้น”

“ตอแหล”

“วัฒ!!” ปกรณ์หันไปจับไหล่เป็นการเตือนน้องชาย

“จะตอแหลไม่ตอแหลมันก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกพี่เองนั่นแหละว่าจะเชื่ออะไร พวกพี่ไม่เคยอยู่กับคุณแม่ด้วยซ้ำ จะเอาอะไรมาเถียงคนที่อยู่กับแม่ทุกวันอย่างปานกับปีย์ พี่มีหลักฐานหรอว่าวันๆ แม่ไม่ได้ทำงานเอาแต่นั่งถือกระดาษเปล่าเดินไปเดินมาน่ะ” ปีย์วราเค้นเสียงอย่างเหลืออด ถ้าไม่ติดว่าปานจับแขนของเธอไว้ขวดน้ำในมือคงลอยไปกระแทกใบหน้าของพี่ชายคนที่สองแล้ว

“ปานไม่ได้บอกให้พี่เชื่อพวกเรานะคะ แต่ถ้างานของคุณแม่มันไม่ได้เยอะเหมือนที่พวกพี่คิด พี่กรกับคุณพ่อคงไม่ต้องกลับบ้านดึกทุกวันหรอกค่ะ” พูดจบปารวีย์ก็ลุกขึ้นดึงแขนคู่แฝดของเธอให้ลุกตามออกมา แต่เมื่อเดินพ้นออกจากหลังม่านพวกเธอก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าคนที่เธอกำลังพูดถึงยืนอยู่หลังม่าน

“คุณแม่….” ปีย์วราพูดเสียงเบา

“…………” เกวลินไม่ตอบ แต่เดินผ่านเด็กสาวทั้งสองเข้ามาในห้องกระจก สายตาเย็นชากวาดมองชายหนุ่มทั้งสามคนในห้อง

“คุณแม่….ยังไม่นอนอีกหรอครับ” ปณตเอ่ยถาม

“แล้วคิดว่าที่ยืนอยู่นี่ละเมอหรอคะ” เกวลินตอบเสียงเย็น

“อ่า…ครับ” ปณตรับคำอย่างไม่รู้จะตอบอะไร

“…………” เกวลินยืนกอดอกจ้องหน้าปกรณ์นิ่งๆ อยู่อย่างนั้นหลายนาที จนปกรณ์ทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม

“คุณแม่มีอะไรรึเปล่าครับ”

“มีค่ะ ฉันอยากถามอะไรคุณปกรณ์สักหน่อย”

“ครับ ถามมาได้เลยครับ”

“เมื่อกี้ใครเป็นคนด่าเจ้าแฝดว่าตอแหลคะ?”

“เอ่อ…..”

“…………”

“…………”

ชายหนุ่มทั้งสามกลืนน้ำลายลงคอ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป แม้แต่ปวัตน์ที่เป็นคนด่าก็ไม่กล้าพูด

“ฉันถามว่าใครเป็นคนด่า!” เกวลินกดเสียงต่ำ

“ผม…ผมเองครับ” ปวัตน์ยกมือขึ้นเขาก้มหน้าลงอย่างละอายใจ

“ฉันถามคุณปกรณ์ค่ะ คุณชื่อปกรณ์รึเปล่าคะ?” เกวลินพูดโดยไม่ละสายตาจากปกรณ์ เรียกได้ว่าเมินปวัตน์เต็มรูปแบบจนชายหนุ่มหน้าเสีย

“…ปวัตน์ครับ”

“แล้วในฐานะพี่ชายคนโต คุณปกรณ์คิดว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไงคะ?” เกวลินถามต่อ

“…………” ปกรณ์นิ่งค้างกับคำถามที่คาดไม่ถึง

“พี่ชายด่าน้องสาวด้วยคำหยาบ ในฐานะพี่ชายคนโตที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณจะจัดการเรื่องนี้ยังไงคะ?” เกวลินถามย้ำ

“เอ่อ…ผม…ผมจะให้วัฒขอโทษน้องครับ” ปกรณ์ตอบเสียงเบา

“แล้วคุณได้ทำรึเปล่าคะ?” เกวลินถามคำถามต่อ

“…เปล่าครับ”

“…………”

“…………”

บทสนทนาหยุดลงเหลือเพียงความเงียบระหว่างคนทั้งคู่

“น่าผิดหวังนะคะ” เกวลินเอ่ยจบก็หมุนตัวจากไป

ปกรณ์มองตามแผ่นหลังของผู้เป็นแม่ที่พาน้องสาวสองคนเดินไปจนลับสายตา ชายหนุ่มซบใบหน้าลงบนฝ่ามือ ภาพวันที่เขาพลั้งมือทำร้ายมารดาย้อนกลับมาให้รู้สึกผิดอีกครั้ง

เสียงทะเลาะกันของพวกน้องๆ ที่ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ เขาเดินมาทันได้ยินปีย์ด่าปริมว่าตอแหลพอดี ชายหนุ่มคาดคั้นให้น้องสาวขอโทษปริมเดี๋ยวนั้น แต่น้องสาวสะบัดแขนเขาออกแล้วหันมาต่อว่าพวกเขาว่าตาบอดแล้วยังโง่เหมือนควาย เขาโกรธจนยกมือขึ้นจะทำร้ายน้องสาว แต่เป็นแม่ที่เข้ามาขวางรับฝ่ามือนั้นแทน

เหตุการณ์วันนั้นกับวันนี้ต่างกันแค่คนพูด แต่การกระทำของเขาในฐานะพี่ชายคนโตกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว ไม่เพียงเขาจะไม่ตำหนิปวัตน์ แต่เขายังจะปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ปกรณ์ถอนหายใจยาว มันก็สมควรแล้วที่สองแฝดจะไม่เคารพเขา สมควรแล้วที่ถูกต่อว่าด้วยคำว่า ‘น่าผิดหวัง’

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...