วันสนุกของครีเอเตอร์สายโคฟเวอร์ “ต่อ สิทธิชัย” เจ้าของเพจ “Deksorkrao เด็กเซาะกราว”
“เด็กเซาะกราว” หรือ “เด็กบ้านนอก” คือ คำที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้ปักหลักอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ไปจนเกือบสุดแดนสระแก้วใช้เรียกตัวเองและทีมงาน คอนเทนต์ที่ส่งตรงจากมุมมองของเด็กเซาะกราวมีครบถ้วนทั้งความสนุก อารมณ์ขัน ความเป็นธรรมชาติ ความครีเอต ความเฟียร์ส และแน่นอน…ยอดผู้ติดตามในแต่ละช่องทางของพวกเขา “ทะลุล้าน” ไปไกลแล้ว
คลิปโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอของแบล็กพิงก์ เกิร์ลกรุ๊ประดับโลก เป็นคอนเทนต์ที่ทำให้เด็กเซาะกราวโด่งดังเป็นวงกว้าง (มาก) เด็กเซาะกราวสามารถเลือกตัวแสดง โลเกชัน และหยิบจับข้าวของใกล้ตัวอันเรียบง่ายมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานที่น่าสนุกเกินคาดเดา วิธีนำเสนอและการตัดต่อสไตล์เด็กเซาะกราวช่วยดึงเสน่ห์ของทุกองค์ประกอบในงานออกมาดีงามจนทำให้คนดูก้าวข้ามความเหมือนต้นฉบับ และกดไลก์ให้โดยไว
เบื้องหลังความปังและความสำเร็จของเด็กเซาะกราวคือ ต่อ-สิทธิชัย รักพินิจ ครีเอเตอร์หนุ่มผู้ทำทุกงานด้วยความสนุก เราได้นั่งคุยกับเขายาว ๆ เพื่อฟังเบื้องลึกเบื้องหลังว่าแต่ละวันของการทำงานแบบเด็กเซาะกราว เป็นอย่างไร
วันแรกของเด็กเซาะกราว เริ่มต้นจากจุดไหน
ผมเริ่มตั้งแต่เรียนชั้น ม.6 นับถึงตอนนี้ก็ทำมาประมาณ 7-8 ปี คอนเทนต์แรกที่ทำ คือคลิปเพลงตัดพ้อ ซึ่งตอนนั้นเป็นเพลงที่มีเวอร์ชันโคฟเวอร์ที่ดังมาก ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าเท่ดีเพราะมีคนร้องและคนทำบีทบ็อกซ์ จึงให้น้อง ๆ มาลองทำดู โดยคนหนึ่งร้องลิปซิงก์ อีกคนหนึ่งทำท่าบีทบ็อกซ์ตาม ไม่ได้มีการตัดต่อ แค่เปิดเสียงเพลงและให้น้องเขาทำตาม แต่น้อง ๆ ซึ่งเพิ่งอยู่แค่ ป.2 เป็นเด็กที่มีอินเนอร์จัดเต็มอยู่แล้ว งานจึงออกมาน่ารัก จากนั้นจึงลองโพสต์ลงในเฟซบุ๊กของตัวเองและมีเพจดังเพจหนึ่งนำคลิปของเราไปลง เราก็ทำคอนเทนต์ประมาณนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนคนตามจากเพจนั้นมาที่เฟซบุ๊กส่วนตัวและเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนตอนนี้ น้อง ๆ อยู่ประมาณ ม. 3 แล้ว ถือว่าเวลาผ่านมานานมากเหมือนกัน
ในช่วงเริ่มต้น ใช้เครื่องมืออะไรในการถ่ายทำคอนเทนต์บ้าง
ใช้แค่ไอโฟน 6 พลัสเครื่องเดียวเลย ตอนนั้นผมใช้แอปฯ ที่เล่นเพลงจากไอโฟนในขณะถ่ายทำได้เลย ถ่ายทำเสร็จก็ออกมาเป็นคลิปพร้อมให้อัปโหลด เราไม่ต้องมาตัดต่ออะไรเพิ่ม แต่ผมมีความสนใจเรื่องกล้อง เรื่องการถ่ายวิดีโออยู่แล้ว ชอบอัดคลิปน้อง ๆ พอทำไปเรื่อย ๆ มันก็ตรงกับความต้องการของเราและเริ่มมีคนให้ความสนใจมากขึ้นจึงเริ่มใช้กล้อง DSLR เพื่อให้ภาพชัดขึ้นและจะได้ตัดต่อได้มากขึ้น คลิปแรกที่ใช้ DSLR คือ คลิปโคฟเวอร์เพลงสีดา และใช้โปรแกรมพรีเมียร์โปรมาตัดต่อ เราเริ่มมีการใช้พร็อพ เช่น ให้น้องคนหนึ่งรับบทเป็นนักร้อง คนหนึ่งเป็นมือกลองใช้ขันน้ำเป็นพร็อพ และอีกคนเล่นกีตาร์จากไม้กวาด และทำอีกหลายคลิปที่เป็นเพลงไทย พอโพสต์ลงไปกระแสค่อนข้างดี ได้รับคำชมเรื่องการตัดต่อด้วย เมื่อวงแบล็กพิงก์มา เราก็อยากทำคอนเทนต์ คนดูก็อยากเห็นอะไรใหม่ ๆ เราจึงเริ่มทำ
วันทำงานของเด็กเซาะกราวเป็นอย่างไร
ชุมชน=โลเกชัน
สถานที่เราเลือกจากบริเวณชุมชนแถวบ้านที่จังหวัดสระแก้ว เพราะคิดว่ามันเรียลอยู่แล้วไม่ต้องปรับแต่งมาก ขอแค่เรามีภาพในหัว เลือกที่ให้โล่ง ๆ ถ่ายทำได้ เราคิดว่าอย่างไรออกมามันต้องดี เพราะมันมีหลายอย่างที่ช่วยกัน เช่น การแสดงของน้อง การถ่ายทำ มุมกล้อง และการตัดต่อของเรามันจะเสริมกันเอง
ถ้าเราถ่ายอยู่เพียงแค่ในห้องหรือสตูดิโอ เราก็ไม่เห็นอะไร เรารู้อยู่แล้วว่าจุดเด่นของเราคือ โลเกชันและความเป็นเด็ก เราก็ใช้สิ่งนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะยัดเยียดมันลงไป แต่เราอยากเห็นภาพที่สวย อยากไปให้สุด ฉากที่มีน้ำต้องไปริมน้ำ บางฉากเหมาะกับป่า ก็ต้องไปถ่ายที่ป่า ต้องเลือกให้เหมาะสมเพราะมันคือคอนเทนต์ของเรา เราอยากให้คนดูชอบเมื่อบรีฟเข้าใจง่าย ไม่ว่านักแสดงวัยไหนก็จะทำได้ดี
เราบอกเป็นช็อต ๆ ให้ได้แบบที่อยู่ในหัวเราเลย โกรธก็ต้องแบบนี้นะ เศร้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางทีคนดูอาจจะไม่เห็น มันต้องออกมาทางปากและตา ให้ดูรู้ว่าเศร้าและต้องเป็นเศร้าแบบแสดงเพื่อให้คนดูบันเทิง กับนักแสดงผู้ใหญ่อย่างคุณพ่อ คุณแม่ คุณยาย ช่วงแรกอาจจะยังไม่อินกับตัวละคร เวลาบรีฟ เราก็พยายามอธิบาย แต่อาจจะไม่ได้เหมือนผู้กำกับตามกองถ่าย ผมใช้คำง่าย ๆ สไตล์หลานคุยกับยาย ให้เค้าคิดถึงเวลาที่มีความรู้สึกต่าง ๆ หรือบางทีต้องบอกให้ชัดเจนไปเลย เช่น ขมวดคิ้ว ดวงตามองจิก ๆ และที่สำคัญคือการทำให้ดู ให้พวกเขาเห็นภาพหรือเปิดต้นฉบับให้ดูชัด ๆ เราอยากให้ออกมาดีที่สุด มันไม่ใช่แค่ให้ผู้แสดงอินอย่างเดียว แต่เราอยากให้ออกมาแล้วคนดูรู้สึกว่ามันดึงดูด
ส่วนท่าเต้น สำหรับคลิปโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอที่ต้องเต้น เช่น Kill This Love เราจะซ้อมกันก่อนเพราะต้องใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การหมุนขา ผมชอบเต้นอยู่แล้วก็จะซ้อมให้น้องเองเลย ผมชอบ K-pop ชอบการเต้น ชอบงานโปรดักชั่น มันจึงลงตัวพอดีไอเดียเสื้อผ้าไม่เคยซ้ำ
เรื่องเสื้อผ้าแรก ๆ ผมทำเองหมดเพราะชอบและทำเล่นไปเรื่อย ๆ ส่วนชุดเราขอเพียงชุดไม่ซ้ำ หากเป็นคลิปโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอ เมื่อเปลี่ยนซีนก็เปลี่ยนชุดเหมือนกับต้นฉบับ เราจึงบอกน้องไว้ว่าพรุ่งนี้เปลี่ยนชุดมานะ ส่วนทรงผมก็ปกติของน้องเลย เมื่อถ่ายทำมาเรื่อย ๆ จนถึงคลิปที่ 3-4 เราเริ่มใส่ไอเดียลงไปเพราะไม่อยากทำอะไรซ้ำเดิม เช่น นำกระโปรงนักเรียนมาดัดแปลง นำผ้าถุงแม่มาใช้ เรารู้เลยว่ามันจะน่ารักและตลก เริ่มมีการทำผม นำนั่นนี่มาแปะผม อย่างน้องที่แสดงเป็นลิซ่า แบล็กพิงก์ เราก็ซื้อวิกผมสีทองราคา 50-60 บาทมาให้ใส่ เราค่อย ๆ จริงจังมากขึ้นแต่ก็ยังคงพยายามไม่ให้เกินความเป็นเด็กเซาะกราวที่วางไว้
วันที่ความสนุกและความชอบส่งให้คลิปโคฟเวอร์เพลงของวงแบล็กพิงก์กลายเป็นไวรัลแทบจะทุกเพลง
สำหรับคลิปโคฟเวอร์เพลงของวงแบล็กพิงก์ เราเลือกน้องมาแสดงแบบไม่ได้จริงจังมาก บางครั้งน้องที่เป็นเจนนี่ก็สลับตำแหน่งกับน้องที่เป็นโรเซ่เพราะชุดที่น้องสวมมาเหมาะกว่า เราไม่ได้วางตัวน้องคนไหนไว้เป๊ะ ๆ ตั้งแต่แรก จะมีเพียงน้องที่เป็นลิซ่าที่เราจะกำหนดไว้เพราะอินเนอร์แรงตั้งแต่แรก แต่เมื่อทำงานไปจริง ๆ กลายเป็นว่าน้องแต่ละคนเหมาะกับคาแรกเตอร์ไปเลย
จากตอนแรกที่เราเรียกมาถ่าย น้องรู้เพียงแค่ว่าเป็นเพลงจากเกาหลี เราทำกันเล่น ๆ แต่ทำด้วยความสนุก เมื่อถ่ายคลิปบ่อย ๆ บวกกับวงแบล็กพิงก์โด่งดังมากขึ้นไปเรื่อย ๆ น้อง ๆ จึงอินกับคาแรกเตอร์ที่ตัวเองได้รับมากขึ้น เพราะพวกเขาเริ่มเห็นเริ่มรู้จักวงมากขึ้นและเริ่มอยากไปดูคอนเสิร์ต กลายเป็นว่าเมื่อโตขึ้นน้อง ๆ ก็กลายเป็นติ่งศิลปินเกาหลี
ตั้งแต่ทำมาทั้งหมด ชอบที่สุดคือ คลิปโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอวงแบล็กพิงก์นี่ล่ะ ชอบมาก ชอบทุกคลิป แต่ที่ชอบที่สุดคือ Kill This Love และ DDU-DU DDU-DU เราชอบภาพความเป็นเด็กของน้อง ๆ ที่ออกมามาก มันดูน่าเอ็นดูไปหมด มันอินกับเพลง อินเนอร์น้อง ๆ ขยี้มาก
ความสนุกและอารมณ์ขัน ไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์จากคำหยาบ
เรื่องคำหยาบหรือเพศ ผมคิดแล้วคิดอีก เหมือนย้ำคิดย้ำทำ คิดตลอดเวลา เมื่อเจอคอนเทนต์ที่มาแรง เราก็รู้สึกว่าอยากทำบ้างแต่ถ้ามีคำหยาบเราจะเลี่ยงเลย ไม่อยากเสี่ยง เพราะถ้าทำลงไปคนอาจจะจำแบบนั้นไปเลย ค่อนข้างกังวลกับเรื่องนี้มาก อย่างคลิปพาโรดี้ซีรีส์เรื่อง Descendants of the Sun ฉากที่น้องผู้หญิงและผู้ชายกอดกันผมไม่ได้ให้น้องกอดกันจริง มันเป็นฉากในตำนาน เราอยากทำมากแต่กลัวมันจะดูไม่ดีหากให้น้องผู้ชายและผู้หญิงที่ยังเด็กมากมากอดกัน สุดท้ายเราจึงให้น้องผู้หญิงกอดกับผู้หญิง น้องผู้ชายกอดกับผู้ชาย แล้วเราใช้มุมกล้องช่วย ก็มีคนดูเห็นว่าเราใช้มุมกล้องมาช่วยเซฟน้อง เราเองก็ตั้งใจให้เห็นแวบ ๆ ว่าเราเซฟน้องอยู่นะ ถ้ามันออกมาไม่ดีเราก็จะเสียด้วย เรื่องสังคมเราก็ต้องระวังด้วย อย่างตอนทำคลิปโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอของแบล็กพิงก์ ต้องให้น้องสวมเสื้อผ้าโชว์เอว เราก็พยายามคิดให้มันอยู่ในระดับที่เอาแค่เท่านี้พอ ให้พอเหมาะสม งานที่เข้ามาเราก็จะเลือกทุกอย่างให้เหมาะสม เช่น งานเว็บพนันมาก็ไม่รับ
เคยแฝงเมสเสจอะไรลงไปในงานบ้าง
ที่ผมเคยแทรกไว้ในงาน คือ นำน้องที่เป็นกระเทย ผมสั้น ๆ เลย มาเล่นเป็นน้องผู้หญิง ใส่โบว์ แล้วแฟนคลับของเด็กเซาะกราวในยูทูบก็มีต่างชาติเยอะมาก อาจมีบางประเทศที่วัฒนธรรมเขายังรับไม่ได้ ก็ปรากฏว่ามีคอมเมนต์มาเยอะ รู้สึกดีจังที่คนเห็นว่าเราให้พื้นที่กับน้อง ๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น Straight มาอย่างเดียว เราดีใจที่ได้มีน้องอยู่ในคลิป รู้สึกดีที่งานมันทำให้คนรู้ว่าเราให้พื้นที่กับเรื่องนี้ในเชิงสร้างสรรค์ อีกอย่างที่ชัดเจนคือ เราได้ผลักดันความเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่เสมอ งานเราช่วยให้คนเห็นจุดนี้ว่าเด็กต่างจังหวัดทำได้ ถ้ามีเครื่องมือหรือสื่อเข้าถึงเราก็ทำได้เหมือนเด็กในเมือง น้อง ๆ ก็แสดงได้ เต้นได้ เราก็ภูมิใจกับมัน
วันนี้ตัวตนของเด็กเซาะกราวชัดเจนจนกลายเป็น “เอกลักษณ์” คิดว่าเกิดจากอะไรบ้าง
ถ้าให้นึกถึงเอกลักษณ์ของเด็กเซาะกราว ผมนึกถึงสิ่งแรก ๆ ที่คนนึกถึงเราแล้วจำเราได้เลย มีอยู่สองสามอย่าง หนึ่งคือ ช็อตต่อช็อต หรือ สไตล์การตัดต่อ คือโปรดักชั่นคนมักจะชมว่าโปรดักชั่นเราดี อย่างที่สองตามชื่อเพจ “เด็กเซาะกราว” คือ ความเป็นเด็ก คนชอบความเป็นเด็กอยู่แล้ว และที่สำคัญเป็นเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดเพราะ “เด็กเซาะกราว” แปลว่า “เด็กบ้านนอก” และเหมือนกับว่าเป็นเด็กนะแต่การแสดงเหมือนคนโต ดูน่ารักดี อย่างที่สามคือโลเกชันต่างจังหวัด ดูเรียล ๆ ยังคงมีความไม่เจริญอยู่ มีสังกะสี มีบ่อน้ำ เราอยู่อำเภอตาพระยา เป็นอำเภอที่ไกลที่สุดของสระแก้ว แต่มันมีเสน่ห์เมื่อมาอยู่ในโปรดักชั่นเรา
วันนี้เด็กเซาะกราวมีช่องทางการสร้างรายได้จากอะไร
ตอนนี้ช่องทางการหาเงินของเรายังแคบอยู่หากเทียบกับช่องใหญ่ ๆ เพราะคอนเทนต์เราส่วนใหญ่เป็นการโคฟเวอร์มิวสิกวิดีโอหรือพาโรดี้ภาพยนตร์ซึ่งจะติดลิขสิทธิ์ ผมก็จะไม่รับสปอนเซอร์ที่ขอ tie-in ผลิตภัณฑ์ของเขาในคลิปโคฟเวอร์ต่าง ๆ ซึ่งถ้ารับ มันก็จะได้เยอะมาก แต่ผมไม่อยากให้ผิดกฎหมายจึงไม่รับงานขายของในลักษณะนี้ แต่รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากแบรนด์ที่มีโฆษณาเป็นของตัวเองแล้วให้เราโคฟเวอร์งานของเขา เช่น ดิสนีย์พลัส VIU หรือภาพยนตร์ขุนพันธ์ 3 ที่ทางค่ายติดต่อให้มาโคฟเวอร์ หากเป็นงานพาโรดี้หรือโคฟเวอร์งานของเขาเอง เราจะรับ และก็มีงานถือสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพออกมา เช่น ให้น้องถือกระเป๋า สวมเสื้อของแบรนด์แล้วถ่ายภาพ หรือพาโรดี้ภาพนิ่งของแบรนด์ต่าง ๆ ให้ออกไปทางติดตลกก็มี
แม้ช่องทางจะแคบ แต่เพราะเรามีความโดดเด่น ทำให้คนนึกถึงเราก่อน ผมก็พยายามจะหาช่องทางให้มีรายได้มากขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้ก็เรียกว่าอยู่ได้แล้ว
วันข้างหน้าของเด็กเซาะกราวเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นแต่ก่อนจะตอบว่าอยากเป็นผู้กำกับมาก ๆ อยากเป็นผู้กำกับระดับโลก แต่ตอนนี้เปลี่ยนแล้ว ผมอยากทำเด็กเซาะกราวให้มันโตที่สุด อยากให้เป็นองค์กรหรือบริษัทที่เกิดจากตรงนี้ มีสตูดิโออยู่ในหมู่บ้านนี้ มันคงเท่มาก ๆ ที่เราได้เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เพราะเมื่อมองย้อนไปเราเริ่มจากไม่มีอะไรเลย ถ้าเป็นบริษัทเรามีพนักงาน มีนักแสดงเป็นคนในหมู่บ้านก็คงดี ผมอยากพาให้มันไปไกลที่สุด อยากให้มันดัง เพราะมันเป็นสิ่งที่ชูอะไรในชุมชนของเราได้เยอะมาก
Creative Ingredients
ไอดอลในการทำงาน
ผมไม่ถึงกับมีไอดอลเป็นตัวเป็นตนแบบที่พูดชื่อออกมาได้ แต่ผมชอบดูหรือเสพอะไรที่เป็นเชิงบวกและให้แรงบันดาลใจ เช่น บทสัมภาษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ หรืออะไรก็ตามที่เค้าสอนวิธีการ เช่น วิธีทำคอนเทนต์ให้ได้ยอดวิวมาก ๆ ผมจะดูเยอะมาก ดูตลอด แล้วก็เก็บมาเป็นแรงบันดาลใจนำมาใช้กับตัวเองและเอามาทำให้ดีที่สุดในจุดที่เราอยู่
ภาพยนตร์เรื่องโปรด
ผมมีภาพยนตร์ Harry Potter เป็นเรื่องที่ชอบมาก ๆ ดูหลายรอบมาก บางทีเปิดฟังแค่เสียงระหว่างตัดต่องานไปด้วย ดูซ้ำ ๆ วน ๆ ไป สิ่งที่ชอบในเรื่องนั้นก็มีนำมาปรับใช้ในงาน บางคลิปเราก็ใช้ตะเกียบมาทำท่าทางเสกเวทมนตร์ให้เหมือนในหนัง ยังคิดว่าจะทำคลิปเกี่ยวกับ Harry Potter อยู่เลย ชอบที่มันเป็นแฟนตาซี เกินจริง สร้างสรรค์ มันเหมือนอยู่ในฝันและสนุกมาก
ภาพ : สิทธิชัย รักพินิจ, YouTube:@deksorkrao
เรื่อง : ชนาภา พึ่งเจริญ