โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตัวการ์ตูนแห่งยุคปฏิวัติ 2475 ‘ขุนหมื่น’ ของ สวัสดิ์ จุฑะรพ

The101.world

อัพเดต 16 มี.ค. 2566 เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2566 เวลา 01.00 น. • The 101 World

การ์ตูน 2475

ภาพวาดลายเส้นที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘การ์ตูน’ เริ่มปรากฏเค้าลางในสังคมไทยนับตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 จนถึงต้นรัชกาลที่ 5 กระทั่งมาปรากฏเด่นชัดและเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ในหลวงรัชสมัยนี้ทรงสนพระทัยในรูปล้อการเมืองจนใช้ฝีพระหัตถ์วาดรูปภาพเจ้านายและข้าราชบริพารเป็นลายเส้นการ์ตูน[1] และสมัยนี้เองที่เริ่มปรากฏ ‘การ์ตูนล้อการเมือง’ จากนักวาดสามัญชนคนไทย คือ เปล่ง ไตรปิ่น (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต มีอายุระหว่าง พ.ศ. 2428-2485)[2] พร้อมกับการเติบโตของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบที่เรียกว่า ‘ภาพวิจิตรประกอบเรื่อง’

เมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพียงไม่กี่เดือน บรรณพิภพการ์ตูนไทยได้ต้อนรับตัวละครน่ารักน่าชังตัวหนึ่งชื่อว่า ‘ขุนหมื่น’ ที่รับบทหลักสอดแทรกใน ‘การ์ตูนเล่าเรื่อง’ ด้วยแบบฉบับ ‘แถบการ์ตูนช่อง’ (Comic Strips) ที่ใส่ ‘วงคำพูด’ (Dialogue Balloon)

ขุนหมื่นถือพานรัฐธรรมนูญ ปกหนังสือห้างขายยาเต๊กเฮงหยู พ.ศ. 2477

กำเนิด ‘ขุนหมื่น’

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ นักวาดการ์ตูนหน้าใหม่อายุอานามเพียงยี่สิบเศษนามว่า สวัสดิ์ จุฑะรพ (พ.ศ. 2454-2493) เปิดตัวผลงานครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามหนุ่ม รายวัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (ฉบับแรก) วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2475 หน้า 15 ด้วยการเขียนกำกับใต้ภาพว่า ‘การ์ตูนเบ็ดเตล็ด เรื่อง ราษฎรมีสิทธิ์เท่ากัน’[3] (ในหนังสือของ นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ระบุชื่อเรื่องว่า ‘การ์ตูนปลัดเปด’) เป็นการนำเสนอตัวละครหลักชื่อว่าเปด “ผู้สังเกตการณ์การปฏิวัติ 2475 บนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร เขาเห็นเจ้าหน้าที่ยืนอยู่บนรถถังพร้อมประกาศคำมั่นสัญญาด้วยถ้อยแถลงที่ยากจะเข้าใจได้ว่าด้วยสิทธิเท่าเทียมของประชาชนทุกคน แต่เมื่อเปิดกลับถึงบ้านก็เจอกับภรรยาผู้เข้มงวดซึ่งไม่ยอมสละอำนาจของเธอ”[4]

ต่อมาการ์ตูนนี้ถูกแทนที่ด้วยเรื่อง ‘นักสืบข่าว’ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งน่าจะได้รับการขนานนามว่าเป็นการ์ตูนเรื่องยาวแบ่งเป็นตอนๆ เรื่องแรกของประเทศไทย ตัวเอกชื่อว่า ‘จอน’ ในการ์ตูนเรื่องนี้ดูเหมือนได้รับแรงบันดาลใจจากการ์ตูนของแอร์เฌ (Hergé) เรื่องตินตินผจญภัยในโซเวียต (Tintin in the Lang of the Soviets พ.ศ. 2472-2473) และ ตินตินบุกอเมริกา (Tintin in America)[5]

จะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรืออย่างไรมิแน่ชัด สวัสดิ์ได้หยุดเขียน ‘นักสืบข่าว’ แล้วเปลี่ยนมาเขียนการ์ตูนจากวรรณคดีไทยเรื่อง ‘พระไชยสุริยา’ ด้วยรูปแบบ 6-8 ช่องต่อหนึ่งตอนลงในหนังสือพิมพ์เดิม สยามหนุ่ม เริ่มเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2475 จำนวนกว่า 20 ตอน แต่ดำเนินเรื่องไม่จบ ต่อมาเขาย้ายค่ายไปเขียนการ์ตูนให้หนังสือพิมพ์รายวันศรีกรุง ของครอบครัววสุวัต ผู้ให้สนับสนุนผู้ก่อการปฏิวัติ 2475 ข้อนี้มักนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าสวัสดิ์เขียนการ์ตูนนิทานพื้นบ้านเรื่องสังข์ทอง เป็นครั้งแรกลงในหนังสือพิมพ์รายวันสยามราษฎร์[6] แต่ข้อเท็จจริงคือเขาเขียนลงในหนังสือพิมพ์ศรีกรุง

เขาใช้นามปากกา ‘ผล สรแสง’ วาดการ์ตูนชื่อเรื่อง ‘การ์ตูนสังข์ทอง’ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ‘ศรีกรุง’ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ก่อนพบว่าใช้ชื่อจริง ‘สวัสดิ์ จุฑะรพ’ แทนนามปากกา และเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ‘ภาพตลกเรื่องสังข์ทอง’ ในเวลาต่อมา ด้วยการสร้างสรรค์กลวิธีในการนำเสนอแบบใหม่ด้วยการแทรกตัวละครที่ต่อมามีชื่อเคียงข้างผู้ให้กำเนิดตราบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของสวัสดิ์ ชื่อว่า ‘ขุนหมื่น’[7]

ขุนหมื่น จาก ศรีกรุง 29 มีนาคม พ.ศ. 2475 (ปฏิทินเก่า)

ขุนหมื่น ตัวการ์ตูนแห่งยุคปฏิวัติ 2475

ประยูร จรรยาวงษ์ (พ.ศ. 2453-2535) เจ้าของฉายา ‘ราชาการ์ตูนไทย’ สหายรักของสวัสดิ์ จุฑะรพ กล่าวถึงตัวการ์ตูน ‘ขุนหมื่น’ ที่รังสรรค์โดยมิ่งมิตรของเขาไว้ว่า “ตัวละครที่เป็นตัวตลกเด่นที่สุดที่ติดปากของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในยุคนั้นคือ “ขุนหมื่น” ซึ่งขุนหมื่นตัวนี้ดัดแปลงมาจาก “ป๊อบอาย” ของฝรั่ง แต่เตี้ยกว่า ตัวขุนหมื่น คุณสวัสดิ์ได้บรรจุอุปนิสัยใจคอของตนลงไปไว้อย่างชัดแจ้ง เป็นต้นว่า ขี้โมโห และมักจะพบกรณีอุปัทวเหตุขันๆ หรือ พูดอะไรเปิ่นๆ ออกมาเสมอ สวัสดิ์ จุฑะรพ มักจะนำ “ขุนหมื่น” ของเขาไปเป็น “ยาดำ” สอดแทรกในท้องเรื่อง จักรๆ วงศ์ๆ ของเขาทุกเรื่อง โดยเป็นตัวประกอบนอกบัญชีทำนองตัวตลกของภาพยนตร์ไทยสมัยนี้ และด้วยเหตุนี้การ์ตูนของเขาแต่ละเรื่องจึงเพิ่มรสชาติขึ้นเป็นพิเศษอย่างมากด้วยความขบขันของบทขุนหมื่น ซึ่งมักจะต้องถูกกำหนดให้ทำอะไร “หมื่นๆ” ออกไปทุกที”

ถึงแม้ว่าโดยรูปลักษณ์ของขุนหมื่นจะคงเค้าเดิมจากต้นฉบับป๊อบอายไว้ด้วยตาหรี่ข้างหนึ่งกับคางยื่น แต่สวัสดิ์แต่งกายตัวการ์ตูนนี้ด้วยชุดไทยและหมวกทหารโบราณ[8] และแสดงทัศนะไว้ว่า

“การเขียนภาพตลกจากบทละคร ย่อมเป็นเช่นเดียวกันกับการเล่นละครตลก ละครตลกอาจมีกลเม็ดพลิกแพลงนอกเรื่องไปได้บ้างฉันใด การเขียนภาพก็เป็นไปได้ฉันนั้น แม้การแสดงภาพจะโลดโผนเพียงไร ก็ยังยึดหลักไว้ 2 ประการ คือมิให้เสียเนื้อเรื่องเดิม ประการหนึ่ง และถือเอาความสนุกขบขันเป็นใหญ่อีกประการหนึ่ง ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ขอให้ท่านดูภาพเหมือนอย่างที่ท่านดูละครตลกเถิด”[9]

ขุนหมื่น ในฐานะ พรีเซนเตอร์ขายของ พ.ศ. 2477

ความนิยมของขุนหมื่นพอจะวัดได้จากการที่เขาได้รับงานเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์จำนวนมากของ ห้างขายยาเต๊กเฮงหยู เจ้าของเภสัชภัณฑ์ชื่อดังภายใต้แบรนด์สินค้า ตรากิเลน[10] ขุนหมื่นได้ขึ้นปกหนังสือประชาสัมพันธ์ของบริษัทยารายนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2477 ชื่อเล่มว่า ‘ขุนหมื่น ผจญภัย’ ด้วยอากัปกิริยาท่าเดินกระฉับกระเฉง มือซ้ายจับดาบฝรั่ง มือขวาถือ ‘พานแว่นฟ้าเทินรัฐธรรมนูญ’ เนื้อหาภายในเป็นการโฆษณาสรรพโอสถของบริษัท เช่น ทันใจ (ปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อ ‘ทัมใจ’), ขี้ผึ้งกิเลน, เดนตอล (รักษาฟัน), ยาธาตุ 4, วัน-วัน (ยาอม), โกโน-โน (กำจัดหนองใน) โดยจัดวางเรียงหน้าสลับการ์ตูนขุนหมื่นจำนวน 2 ช่องไว้ด้านซ้าย เภสัชภัณฑ์วางด้านขวา และปิดท้ายเล่มด้วยภาพนางสาวสยามปี พ.ศ. 2477 ‘กัญญา เทียนสว่าง’

“ขุนหมื่น เดินทาง” ในหนังสือรถไฟ ฉบับวันชาติ พ.ศ. 2486

ด้านหน่วยงานราชการ พบว่าขุนหมื่นได้รับเกียรติไปปรากฏตัวในหนังสือพิมพ์รถไฟฉบับวันชาติ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2486[11] (ระยะสงคราม) ด้วยชื่อ ‘‘ขุนหมื่น’ เดินทาง’ ไว้ในภาควรรณกรรม ร่วมกับนักเขียนชื่อก้องแห่งยุคอีก 6 ท่าน 6 บทความ คือ ร.จันทพิมพ์ (สิทธิธัมชาติ), มาลัย ชูพินิจ (ค่าถ่ายคนรถไฟ), ยาขอบ (เพียงแต่จะเริ่มเขียนของ ‘ยาขอบ’), วิตต์ สุทธสเถียร (โอภาปราสัยบนรถสินค้า), ฮิวเมอริสต์ (รถดิน รถน้ำ รถลม รถไฟ) และเพื่อนรักของเขา ประยูร จรรยาวงษ์ ( วิพิธทัสนา นำโดย ‘สุขเล็ก’)

ปยุต เงากระจ่าง (ภาพจากหอภาพยนตร์)

ปยุต เงากระจ่าง (พ.ศ. 2472-2553) เจ้าของฉายา ‘บิดาแห่งแอนิเมชันไทย’[12] กล่าวถึงขุนหมื่นไว้ว่า “ผมผูกพันกับการ์ตูนเรื่องนี้มากจนอยากทำให้เป็นหนังการ์ตูนให้ได้สักวันหนึ่ง” ถึงแม้ในการฝึกวาดภาพของเด็กชายปยุต ลวดลายที่วาดมักเป็นลวดลายหนังตะลุง ลวดลายไทย ลายกระหนก รูปคาวบอยบ้าง รูปเรือรบต่างๆ บ้าง “เด็กชายปยุตรู้จักการ์ตูนครั้งแรกจากหนังสือพิมพ์รายวันของไทยอย่าง “ขุนหมื่น” ของ คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ เป็นตัวการ์ตูนแนวฝรั่งที่ปยุตประทับใจมากที่สุด หน้าตาเหมือนป๊อปอาย แต่งตัวแบบทหารไทย โผล่มาในการ์ตูนเรื่อง “สังข์ทอง” ตอนท้าวสามรใช้ให้ไปล่อเจ้าเงาะ ขุนหมื่นเลยใช้ดอกชบาล่อ ผู้คนติดใจในความทะเล้นช่างคิด ยิ่งมีบทบรรยายตลกสองแง่สองง่ามตามสมัยนิยม ประกอบกับช่วงนั้น คนนิยมเล่นละครชาตรี ตัวละครตามพระเอก อย่างขุนหมื่น ก็ยิ่งเป็นที่นิยมชมชื่นจนได้มีบทบาทต่อมาอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น พระอภัยมณี ประวัติพระยอดเมืองขวาง ฯลฯ”[13]

นอกจากนี้ ปยุตยังเท้าความถึงขุนหมื่นเมื่อคราวรำลึกย้อนถึงอดีตราว พ.ศ. 2483 ครั้งนั้นเขายังเรียนมัธยมต้นที่บ้านเกิดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีโอกาสได้สนทนากับบุคคลนิรนามท่านหนึ่งโดยภายหลังจึงทราบว่าคือยอดศิลปินแห่งยุค ‘เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน’ ระหว่างคำพูดนั้น เด็กชายปยุตได้คุยว่า “ผมยังชอบเขียนการ์ตูน ผมเขียนเลียนแบบตัวขุนหมื่นของสวัสดิ์ จุฑะรพ เขียนตัวมิกกี้เมาส์ของดิสนีย์ ได้สบาย” (ผู้เขียนประทับใจบทความนี้มาก จึงขอแนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์เต็มนี้ในลิงก์นี้[14])

จุก เบี้ยวสกุล หรือ จุลศักดิ์ อมรเวช (พ.ศ. 2485-2547)[15] นักวาดการ์ตูนชื่อดังเสริมข้อมูลเพิ่มเติมไว้ว่า สวัสดิ์ จุฑะรพ นับเป็นผู้บุกเบิกการ์ตูนเรื่องยาวขึ้นมาในเมืองไทย มีทั้งเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น ‘พระสมุท’, ‘สังข์ทอง’, ‘ไกรทอง’, ‘สังข์ศิลปชัย’, ‘พระอภัยมณี’ ฯลฯ เรื่องชาดก เช่น ‘ชูชก’ เรื่องแต่งเอง เช่น ‘เมื่อแม่หม้าย’ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนอัตลักษณ์ในงานของสวัสดิ์ นอกเหนือจากลายเส้นที่ประณีตกับเนื้อเรื่องที่สนุกสนานแล้ว ‘ขุนหมื่น’ มักจะต้องปรากฏกายในผลงานแทบทุกชิ้นของเขาเสมอ

ต่อมาจึงมี คุณจำนงค์ รอดอริห์ เขียนการ์ตูนเรื่อง ‘ระเด่นลันได กับ พญาน้อยชมตลาด’ คุณฉันท์ สุวรรณะบุณย์ เขียนการ์ตูนชุด ‘ป๋องกับเปรียว’ ประกอบโคลงโลกนิติ มิพักต้องเอ่ยถึง ‘ราชันการ์ตูนไทย’ อย่างประยูร จรรยาวงษ์ เรื่องแรกที่สร้างชื่อคือ ‘จันทระโครบ’ และต่อมา ‘อาบูหะซัน’ จนถึง ‘ไกรทอง’ จนมีคนสามารถรวบรวมเรื่องยาวของประยูรที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ มากถึง 34 เรื่อง[16]

แก้วหน้าม้า พ.ศ. 2483

ช่วงพุทธทศวรรษ พ.ศ. 2480 แวดวงการ์ตูนไทยนับว่ามีความคึกคักเมื่อหนังสือพิมพ์หลากหัวได้ให้พื้นที่หน้าในการนำเสนอสม่ำเสมอ เช่น ‘แก้วหน้าม้า’ และ ‘อาหรับราตรี’ ของ เดช ณ บางโคล่ (ประชาชาติรายวัน) ‘พระรถ’ และ ‘แม่โขง’ ของ ประยูร จรรยาวงษ์ (นิกรรายวัน) ‘เมฆอรุณ’ ของ ทัศนัย (ศรีกรุงรายวัน) รวมถึงเรื่อง ‘เมืองแม่หม้าย’ และ ‘เมืองพ่อหม้าย’ ของ สวัสดิ์ จุฑะรพ (ศรีกรุงรายวัน)[17]

จำเพาะ ‘เมืองแม่หม้าย’ จุก เบี้ยวสกุลเสริมเป็นเกร็ดไว้ว่า แม้ตัวการ์ตูนจะนุ่งน้อยห่มน้อย แต่เมื่ออยู่ในสมัยการปกครองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่กำลังชูนโยบายรัฐนิยม ‘มาลานำไทย’ “ตัวการ์ตูนหญิงใน เมืองแม่หม้าย จึงพากันใส่หมวกตามนโยบายท่านผู้นำไปด้วย”[18] ขณะที่มีเรื่องเล่าในทิศทางตรงกันข้ามว่าทางเจ้าหน้าที่เซนเซอร์เคยขอให้สวัสดิ์วาดตัวการ์ตูนสวมหมวกกระทั่งแก้แล้วแก้อีก จนถึงกับ “หักพู่กันยุติการเขียนการ์ตูนสมัยที่น่าขันไว้เพียงแค่นั้น”[19]

ภายหลังสวัสดิ์เสียชีวิตหลังสงครามโลกยุติราว 5 ปี มีผู้เขียนใช้นามปากกาว่า ‘ปราการ’ เขียนไว้อาลัยในหนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2493 ว่า

“ภาพขุนหมื่นนี้ได้สร้างความหฤหรรษ์ให้คนทั่วเมืองไทยมาแล้ว และแม้ว่าตัวการ์ตูน “ขุนหมื่น” จะมีที่มาเกี่ยวกับกะลาสีป๊อปอายในเรื่องการ์ตูนฝรั่งก็ตาม แต่คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ได้สร้างขุนหมื่นให้เป็นตัวของขุนหมื่นเอง เป็นลักษณะของไทย มีลักษณะใกล้เคียงกับกะลาสีป๊อปอาย-สัญชาติฝรั่งน้อยเต็มที การบวกฝรั่งเข้ากับดั้งเดิมของไทยนี่เองเป็นความสำเร็จอันใหญ่ยิ่งของวงการเขียนการ์ตูนเมืองไทย แบบการ์ตูนที่คุณสวัสดิ์คิดสร้างขึ้น อาทิ ตัวเทวดา ตัวไพร่ และตัวผู้หญิง มีลักษณะของการแต่งตัวเฉพาะที่แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน กลายเป็นมาตรฐานของการ์ตูนไทย ซึ่งยังไม่มีใครสร้างให้ดีไปกว่าคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ได้”

ตอบหนูๆ โดย ขุนหมื่น

สวัสดิ์ยังนับเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ตัวละครของเขาพูดกันด้วยโวหารสัมผัส จดจำง่าย และมีอารมณ์ขันเสมอ สวัสดิ์เคยปรารภกับมิตรใกล้ชิดว่า “ผมเป็นคนรักเด็ก และอยากทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กๆ มีความสุข”[20] ดังนั้น ‘ขุนหมื่น’ นอกจากมาในรูปแบบของการ์ตูน ยังต้องแปลงร่างมาเขียนคอลัมน์ตอบคำถามเด็กๆ ชื่อว่า ‘ตอบหนู ๆ โดยขุนหมื่น’ ในหน้าหนังสือพิมพ์ชื่อว่า ดรุณเกษม

ป๊อปอาย และ มิคกี้เม้าส์ ฝีมือ วิตต์ สุทธเสถียร
ลิงกี้ ผู้ ขยี้ยักษ์ โดย วิตต์ สุทธเสถียร

อนึ่งพึงหมายเหตุประกอบไว้ว่ายุคนั้น ‘ขุนหมื่น’ มิใช่การ์ตูนเพียงตัวเดียวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป๊อปอาย ขณะที่ขุนหมื่นกำลังโลดแล่นอยู่ในหนังสือพิมพ์ศรีกรุงนั้น ในวันที่ 3 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2475 (ปฏิทินเก่า) วิตต์ สุทธเสถียร (พ.ศ. 2460-2532) ด้วยวัยเพียง 14 ขวบเริ่มต้นใช้นามปากกา ‘วิตตมิน’ เขียนการ์ตูนช่องเผยแพร่และต่อมาพบการสอดแทรกป๊อปอายกับมิกกี้เม้าส์ในงานของเขา ก่อนจะพัฒนาผสมผสานตัวการ์ตูนทั้งสองตัวนี้เข้าด้วยกันแล้วให้ชื่อว่า ‘ลิงกี้ผู้ขยี้ยักษ์[21]‘ เมื่อ พ.ศ. 2478[22]

สวัสดิ์ จุฑะรพ ผู้ให้กำเนิด ‘ขุนหมื่น’

สวัสดิ์ จุฑะรพ ผู้ให้กำเนิด ขุนหมื่น
ภาพวาดสวัสดิ์ จุฑะรพ โดย ประยูร จรรยาวงษ์

เนื่องจากยังไม่พบว่ามีการจัดพิมพ์อนุสรณ์งานศพของ สวัสดิ์ จุฑะรพ หรือไม่อย่างไร? อาศัยเพียงคำบอกเล่าจากเพื่อนใกล้ชิดของเขาคือ ประยูร จรรยาวงษ์ ว่ายอดนักวาดภาพวิจิตรท่านนี้เกิดเมื่อ พ.ศ. 2454 ปีมะแม บ้านเรือนอยู่ย่านสี่แยกคอกวัวอันเป็นแหล่งของช่างทองและช่างแกะสลัก เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เมื่อสำเร็จมัธยม 6 แล้วจึงไปเรียนวาดเขียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ต่อด้วยเข้าโรงเรียนเพาะช่าง หลังจบการศึกษาเขากลับมาเจริญรอยตามบิดามารดาด้วยการเป็นช่างทองอยู่กับบ้าน[23]

แต่ประวัติการศึกษานี้มีเรื่องเล่าอีกฉบับหนึ่งที่ลักลั่นกันว่า ขณะสวัสดิ์เข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง “วิชาแรกที่ได้ทดลองเรียนคือวิชา “ลายไทย” และหลังจากเรียนได้เพียง 1 วัน เด็กหนุ่มผู้นี้ก็หายหน้าไปจากชั้นเรียนและจากโรงเรียนเพาะช่างไปตลอดกาล…โรงเรียนที่เขาเคยคิดว่าอยากจะเรียนวิชาที่ตนรักที่สุด การฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองในโอกาสต่อมา จากการขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษห่อของเขียวๆ แดงๆ ที่มีใช้อยู่ในยุคนั้น…”[24]

ประวัติการศึกษาของสวัสดิ์ในช่วงนี้คงต้องได้ค้นคว้ากันอีกต่อไป แต่ที่แน่ชัดคือหลังจากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เริ่มโด่งดังขจรขจายจากการเขียนการ์ตูนลงในหนังสือพิมพ์หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยเฉพาะกับตัวการ์ตูน ‘ขุนหมื่น’

ถวิล จุฑะรพ ภริยา สวัสดิ์

สวัสดิ์ แต่งงานกับ ถวิล สวนรัตน์ ราว พ.ศ. 2478 ทั้งคู่ครองรักครองเรือนอย่างมีความสุขกับบุตรธิดา ทว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขามีชีวิตดูโลกแสนสั้นเพียง 39 ปีก่อนอำลาไปด้วยวัณโรคเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 เกร็ดประวัติของเขายังพอหาอ่านได้จากหนังสืองานศพของคู่ชีวิตท่านนี้ที่มีชีวิตยืนยาวต่อมาอีก 40 ปี ประยูร จรรยาวงษ์ เขียนคำไว้อาลัยถึงสามีภริยาคู่นี้ไว้ในอนุสรณ์เล่มนี้ไว้ว่า

“ถ้าคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ไม่มีคุณถวิลเป็นคู่ชีวิต ผมว่างานการเขียนการ์ตูนอันยอดเยี่ยมด้วยฝีมือ และคำพูดจะไม่แนบเนียน ได้รับคนยกย่องนับถือจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์ สะพานมอญมาเป็นประวัติกาล เช่นที่เป็นอยู่ในครั้งกระโน้น หลายต่อหลายครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปส่งคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ถึงบันไดบ้านพร้อมด้วยแอลกอฮอล์เต็มท้อง คุณถวิลจะยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาประคองรับคุณสวัสดิ์ขึ้นเรือนโดยกิริยาอาการน่ารักสมเป็นแม่บ้านที่ใจเย็น และเห็นอกเห็นใจสามี ไม่มีกิริยาอาการกระฟัดกระเฟียด หรือต่อว่าต่อขานให้เป็นที่ร้าวฉานเหมือนคู่อื่นๆ ที่ผมเคยเห็นมา

ในเวลาปกติ คุณถวิล จุฑะรพ ก็จะรับภาระรบกับลูกๆ ห้าคน และงานบ้าน เป็นตั้งแต่คนใช้กระทั่งแม่บ้านพร้อมเสร็จ ด้วยรายได้ที่จำกัดจำเขี่ย คุณถวิล จุฑะรพ ไม่เคยมีปฏิกิริยาอึดอัดใจให้เป็นที่กระเทือนใจ แก่คุณสวัสดิ์เลยแม้แต่น้อย

ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครอบครัวคุณสวัสดิ์มานานปี เพราะสถานที่ชุมนุมของกลุ่มเรา ซึ่งมีคุณครูถนิม เลาหวิไล และคุณครูอบ ไชยวสุ เป็นหัวแถวอยู่ตึกแถวตรงข้ามกับแผงขายสลากกินแบ่งเดี๋ยวนี้ และทุกเย็นกระทั่งดึกเราก็ไปพบปะสังสรรค์กันที่นั่นเป็นประจำวันมิได้ขาด และบ้านคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ก็อยู่ใกล้กันนั่นเอง

หลังจากคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ จากไปร่วม 40 ปี คุณถวิล จุฑะรพ ก็ปกครองลูกๆ ทุกคน ให้ได้รับความสุขความเจริญตามอัตภาพตลอดมาจนกระทั่งถึงโอกาสที่จะตามคุณสวัสดิ์ไป…”[25]

โต๊ะทำงานของสวัสดิ์

ก่อนหน้าคุณแม่ถวิลสิ้นไม่นาน เป็นเรื่องน่ายินดีว่าทางองค์การค้าของคุรุสภาได้ไปเยี่ยมเยียนเธอที่บ้านย่านบางลำพูเพื่อขออนุญาตนำผลงานของสวัสดิ์มาจัดพิมพ์ใหม่ และเสร็จทันมอบให้คู่ชีวิตเจ้าของผลงานชื่นชมอย่างฉิวเฉียด คือเรื่อง ‘พระอภัยมณี’ (กรกฎาคม พ.ศ. 2528) ที่จัดพิมพ์ขึ้นก่อนคุณแม่ถวิลลาโลกเพียงไม่กี่เดือน (มตะ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2528) ระหว่างดำเนินการจัดพิมพ์ ภริยายอดนักวาดการ์ตูนไทยท่านนี้ ยังเปิดโอกาสให้คณะผู้จัดพิมพ์เยี่ยมชมอุปกรณ์การวาดภาพของสามี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘โต๊ะ’ (ดูภาพประกอบ) ที่สวัสดิ์ จุฑะรพ ใช้สร้างสรรค์งานของเขา ซึ่งทางสำนักพิมพ์ได้ถ่ายรูปมาประกอบในหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย

ถาวร ชนะภัย ในฐานะหัวหน้าฝ่ายวิชาการองค์การค้าของคุรุสภาได้รับเกียรติให้เขียนคำไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งในหนังสืองานศพของคุณแม่ถวิล จุฑะรพ ณ ที่นี้ขอคัดบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘ขุนหมื่น’ ไว้ดังนี้

“ตัวละคร “ขุนหมื่น” ตัวการ์ตูนที่นักอ่านสมัยคุณสวัสดิ์ พากันสนใจติดตาม และตัวละคร “แม่อ้วน” ภรรยาขุนหมื่น ซึ่งนักอ่านทั่วไปเข้าใจและเห็นคล้อยกันว่า มีลักษณะละม้ายแม้นคุณสมถวิล สุภาพสตรีร่างอ้วน..ภรรยาสุดที่รักในชีวิตจริงของคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ นั่นเอง ลูกมากๆ ของครอบครัว “ขุนหมื่น” ก็เหมือนกับลูกๆ ของคุณสวัสดิ์ และคุณสมถวิล ที่เป็นลูกชายหญิงที่น่ารักถึง 5 คน

ความเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ยอดเยี่ยม และความเป็นผู้ริเริ่มเขียนภาพการ์ตูนเป็นเรื่องยาว ขึ้นเป็นคนแรกในวงการเขียนภาพการ์ตูนของเมืองไทย จนประสบความสำเร็จสูงสุดของคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ก็เพราะแรงบันดาลใจจากสุภาพสตรีผู้เป็นภรรยาของยอดศิลปิน คือ คุณสมถวิล จุฑะรพ นี่เอง…”

หัวหน้าฝ่ายวิชาการท่านนี้ยังได้เล่าถึงโครงการจัดพิมพ์การ์ตูนของสวัสดิ์ครั้งนั้นไว้ในหนังสืองานศพเล่มเดียวกันนี้ว่า

“เมื่อองค์การค้าของคุรุสภา โดยฝ่ายวิชาการแสดงความปรารถนาที่จะอนุรักษ์ ผลงานอันเป็นอมตะของคุณสวัสดิ์ไว้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา โดยจะรวบรวมค้นหาต้นฉบับเก่าๆ ที่หลงเหลืออยู่มาจัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้นใหม่นั้น ก็ได้รับความร่วมมือจากคุณสมถวิล และลูกๆ ด้วยดี

สุภาพสตรีผู้สูงอายุ แต่นุ่มนวลด้วยวาจาและกิริยาที่ออกมาให้การต้อนรับนักวิชาการที่ไปติดต่อในวันนั้นได้ให้ความประทับในความรู้สึกอย่างหนึ่งว่า บ้านเก่าแก่อันเป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัว “จุฑะรพ” ในซอยบวรรังษีแถวบางลำภูหลังนี้มีความหมาย มีอดีตที่ทรงคุณค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ และควรแก่การอนุรักษ์เครื่องใช้ไม้สอยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ นักเขียนการ์ตูนผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมไว้ และคุณสมถวิล ก็ยังเก็บรักษาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งที่เคยเป็นที่รองรับแขน มือ ที่บรรจงละเลงภาพโดยปลายพู่กัน ภาพแล้ว ภาพเล่า ด้วยความประณีต อ่อนช้อย และมีชีวิตชีวา โดยฝีมือของเจ้าของโต๊ะ คือคุณสวัสดิ์ผู้เป็นสามี

จนกระทั่งเมื่อผลงานชิ้นแรกที่องค์การค้าของคุรุสภาได้รวบรวมเป็นหนังสือภาพและการ์ตูนชุดอมตะเรื่อง “พระอภัยมณี” ของคุณสวัสดิ์ จุฑะรพ และจัดพิมพ์แล้วเสร็จ นักวิชาการจากฝ่ายวิชาการ ได้เอาผลงานพิมพ์ชิ้นนั้นไปมอบให้แก่ผู้ทรงลิขสิทธิ์ คือ คุณสมถวิล จุฑะรพ ที่บ้าน

เธอกำลังนอนป่วยอยู่ และไม่สามารถออกมาต้อนรับเหมือนครั้งแรก ได้ทราบมาเพียงว่า เธอเคยล้มป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในหัวใจตีบมาเมื่อประมาณ ปี 2520

แต่ถึงอย่างไร และอย่างน้อยที่สุด เธอก็ได้มีโอกาสชื่นชมผลงานของสามีที่ได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้นใหม่ล่าสุด อีกครั้งหนึ่ง และเป็นการได้ชื่นชมครั้งสุดท้ายในชีวิต เพราะหลังจากนั้นมินานก็ได้ทราบข่าวว่า คุณสมถวิล จุฑะรพ ได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว

เสียดาย…และใจหายจริงๆ”[26]

ปก พระอภัยมณี ฉบับ พ.ศ. 2528
ขุนหมื่น ใน พระอภัยมณี

ระยะนั้น องค์การค้าของคุรุสภาจัดพิมพ์หนังสือภาพและการ์ตูนชุดอมตะโดยบรรจุเรื่อง ‘พระอภัยมณี’ (กรกฎาคม พ.ศ. 2528 จำนวน 10,000 เล่ม) วางไว้อันดับหนึ่งแล้ว ต่อมาในซีรีส์นี้ยังได้จัดพิมพ์เพิ่มผลงานของสวัสดิ์อีก 2 เรื่อง คือ ‘พระสมุท’ [27] (สิงหาคม พ.ศ. 2528 จำนวน 10,000 เล่ม) และ ‘สังข์ทอง’ (พ.ศ. 2530 จำนวน 5,000 เล่ม) ถึงแม้จะเป็นเพียงบางส่วนของผลงานจำนวนมหาศาล แต่ก็นับเป็นคุณุปการอย่างสูงต่อวงการการ์ตูนไทย

(นอกเหนือจากงาน 3 เรื่องนี้ของสวัสดิ์ จุฑะรพ หนังสือการ์ตูนในชุดนี้ยังประกอบด้วย ‘หลวิชัย คาวี’ โดย ประยูร จรรยาวงษ์ 1 และ ‘วีรชนในประวัติศาสตร์ไทย’ กับ ‘สุดสาคร’โดย ปยุต เงากระจ่าง)

ส่งท้าย

ป๊อปอาย (Popeye) ขณะกินผักเติมพลัง

ทุกวันนี้เรายังคงเห็นตัวการ์ตูนป๊อปอาย (Popeye)[28] กะลาสีเรือผู้เกิดก่อน ‘ขุนหมื่น’ เพียง 3 ปี (ชาตะ 17 มกราคม พ.ศ. 2472) โลดแล่นสร้างความบันเทิงให้ผู้คนร่วมสมัย[29] เขามีแฟนสาวร่างผอมชื่อโอลีฟ และพร้อมจะดิ่งเข้าช่วยเหลือเธอผู้เป็นที่รักทุกครั้งเมื่อได้รับพลังจากการกินผัก Spinach (มักจะแปลว่า ‘ผักโขม’ จนคุ้นเคย แต่บ้างก็ว่ามันคือ ‘ผักปวยเล้ง’![30]) มิพักต้องเอ่ยถึงของมูลค่าลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่ยังคงเป็นเรื่องราวกรณีศึกษาในวัยที่เขากำลังล่วงเข้าวัย 100 ขวบปี[31]

เมื่อกลับมามองในดินแดนตะวันออกอันไกลโพ้น สำมะหาอันใดจะนึกถึง ‘ขุนหมื่น’ ตัวการ์ตูนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกะลาสีเรือกล้ามโตของฝรั่ง รวมถึงศิลปินผู้ให้กำเนิด คือ ‘สวัสดิ์ จุฑะรพ’ ที่กล่าวได้ว่าล้วนถูกม่านหมอกแห่งกาลเวลากลบมิดสนิทเงียบพร้อมความทรงจำอันเลือนรางต่อการรับรู้ประวัติศาสตร์ปฏิวัติ 2475 ไปด้วยเช่นกัน

หวนรำลึกครั้งสวัสดิ์เสียชีวิตลงเพียง 2 วัน เมื่อวันที่ 31 มีนาคมศกนั้น ชมรมนักประพันธ์นัดที่เจ็ดมีการประชุม ได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมยืนไว้อาลัย 1 นาที ที่ประชุมเสนอให้ ประยูร จรรยาวงษ์ ลุกขึ้นเล่าเรื่องชีวิตและสังเขปประวัติ ความตอนสุดท้ายประยูรทิ้งไว้ว่า

“ตลอดเวลาที่คุ้นเคยกับคุณสวัสดิ์ ได้เห็นว่าเขาเป็นคนมักน้อย ในด้านฝีมือนั้นผมอยากจะขอกล่าวยืนยันว่าคุณสวัสดิ์เป็นนักเขียนการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ซึ่งจะหามือขนาดนี้ในเมืองไทยไม่มีอีกแล้ว เส้นสายในการเขียนเขาก็มีชีวิต ภาพทุกภาพของเขาเต็มไปด้วยความประณีต ผมรู้สึกว่าเป็นที่น่าเสียดายสำหรับชาติเราเป็นอย่างมากที่สูญเสียคนอย่างเขาไปในครั้งนี้”

ภาพขุนหมื่น ถือโคมไฟ บนปกอนุสรณ์งานศพของ ถวิล จุฑะรพ ภริยาสวัสดิ์

[1] วรชาติ มีชูบท, ภาพล้อฝีพระหัตถ์ ใน รัชกาลที่ 6, พ.ศ.2555, (สร้างสรรค์บุ๊คส์).

[2] ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร, 140 ปี “การ์ตูน” เมืองไทย (ประวัติและตำนาน พ.ศ.2417-2557), พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๖๑, (ศรีปัญญา), น.160.

[3] ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร, อ้างแล้ว, น.179.

[4] นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ผู้เขียน, ชนิดา อรวัฒนานนท์ ผู้แปล, การ์ตูนไทย ศิลปะ และ ประวัติศาสตร์, พ.ศ.2564, (ริเวอร์บุ๊คส์), น.31.

[5] นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ผู้เขียน, อ้างแล้ว, น.31.

[6] ถาวร ชนะภัย, หนังสือภาพและการ์ตูนชุดอมตะ อันดับที่ 1 พระอภัยมณี โดย สวัสดิ์ จุฑะรพ, พิมพ์รวมเล่มใหม่ครั้งแรก 2528, (องค์การค้าของคุรุสภา), คำนำ น.ก.

[7] นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ผู้เขียน, ชนิดา อรวัฒนานนท์ ผู้แปล, การ์ตูนไทย ศิลปะ และ ประวัติศาสตร์, พ.ศ.2564, (ริเวอร์บุ๊คส์), น.33.

[8]นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ผู้เขียน, อ้างแล้ว, น.35-36.

[9] สวัสดิ์ จุฑะรพ, สังข์ทอง, พ.ศ.2530, (องค์การค้าของคุรุสภา), น.คำนำ.

[10] บริษัท โอสถสภา จำกัด https://www.osotspa.com/new/th/about/index.php

[11] สวัสดิ์ จุฑะรพ, ขุนหมื่นเดินทาง, หนังสือพิมพ์รถไฟ ปีที่ 1 เล่มที่ 6 ฉบับวันชาติ มิถุนายน 2486, (โรงพิมพ์กรมรถไฟ), น.81-82.

[12] ปยุต เงากระจ่าง บิดาแห่งแอนิเมชันไทย https://artsandculture.google.com/story/sAXhQtVXnGgZWQ?hl=th

[13] อุบล สุทธนะ, คือชีวิต คือปยุต คือAnimation “วอล์ท ดิสนีย์ เมืองไทย” ปยุต เงากระจ่าง, พ.ศ.2549, (ซัมซิสเท็ม).

[14] จาก ปยุต เงากระจ่าง ถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ผู้ส่งต่อความฝันให้เกิดหนังการ์ตูนไทย จุดเชื่อมต่อ https://www.fapot.or.th/main/information/article/view/277

[15] จุก เบี้ยวสกุล เจ้าชายแห่งนิยายภาพไทย อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายจุลศักดิ์ อมรเวช เป็นกรณีพิเศษ ณ เมรุวัดพระธาตุหนองบัว จ.อุบลราชธานี 24 ตุลาคม พ.ศ.2547, (สมาคมการ์ตูนไทย).

[16] จุลศักดิ์ อมรเวช, ตำนานการ์ตูน LENGEND OF CARTOONS AND COMIC, พ.ศ.2544, (แสงดาว), น.40-42.

[17] ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร, 140 ปี “การ์ตูน” เมืองไทย (ประวัติและตำนาน พ.ศ.2417-2557), พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๖๑, (ศรีปัญญา), น.205-206.

[18] จุลศักดิ์ อมรเวช, ตำนานการ์ตูน LEGEND OF CARTOONS AND COMIC, พ.ศ.2544, (แสงดาว), น.43.

[19] ถาวร ชนะภัย, หนังสือภาพและการ์ตูนชุดอมตะ อันดับที่ 1 พระอภัยมณี โดย สวัสดิ์ จุฑะรพ, พิมพ์รวมเล่มใหม่ครั้งแรก 2528, (องค์การค้าของคุรุสภา), คำนำ น.ข.

[20] อ้างแล้ว, คำนำ น.ค.

[21] การ์ตูนของวิตต์ ใน อนุสรณ์งานเมรุ วิตต์ สุทธเสถียร ร วัดธาตุทอง วันที่ 18 พฤศจิกายน 2533, (โรงพิมพ์ด่านสุทธา), น.88-102.

[22]นิโคลาส เวร์สแตปเปิน ผู้เขียน, อ้างแล้ว, น.38-39.

[23] ประยูร จรรยาวงษ์, “คุณสวัสดิ์ จุฑะรพ ในสายตาของ ประยูร จรรยาวงษ์”, พระสมุท, พ.ศ.2528.

[24] ถาวร ชนะภัย, หนังสือภาพและการ์ตูนชุดอมตะ อันดับที่ 1 พระอภัยมณี โดย สวัสดิ์ จุฑะรพ, พิมพ์รวมเล่มใหม่ครั้งแรก 2528, (องค์การค้าของคุรุสภา), คำนำ น.ก.

[25] ประยูร จรรยาวงษ์, คำไว้อาลัยใน อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ถวิล จุฑะรพ ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 5 มกราคม 2529, (14 การพิมพ์), น.18-19.

[26] ถาวร ชนะภัย, คำไว้อาลัยใน อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ถวิล จุฑะรพ ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร 5 มกราคม 2529, (14 การพิมพ์), น.20-24.

[27] ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 100 ปีการ์ตูนไทย (การ์ตูนที่รัก ลำดับที่ 10), พ.ศ.2556, (มติชน), น.17-25.

[28] ดูย่อหน้า “อาจเป็นเพราะว่าตั้งแต่เด็กเรานั่นเราได้เห็นว่าในการ์ตูนเรื่อง ป๊อปอาย ตัวละครเอกอย่างป๊อปอายนั้นรับประทานผักที่มีชื่อว่า Spinach ซึ่งนั่นเป็นชื่อภาษาอังกฤษของผักปวยเล้ง ทว่ากลับมีการแปลผิดเป็นผักโขม จึงทำให้เราเข้าใจผิดกันมาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ผักโขมมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Amaranth ในขณะที่ผักปวยเล้งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Spinach แต่ถึงแม้ว่าทั้งสองชนิดจะเป็นผักคนละอย่างกัน แต่ก็อยู่ในตระกูลเดียวกัน รวมทั้งมีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกัน” อ้างอิง “ผักโขม ปวยเล้ง สองคู่หูตระกูลผัก แล้วคุณจะรักถ้าได้รู้คุณประโยชน์” จุดเชื่อมต่อ https://health.kapook.com/view124852.html

[29] https://th.wikipedia.org/wiki/ป๊อปอาย

[30] Popeye https://www.britannica.com/topic/Popeye

[31] Pow! Popeye Loses Copyright Battle in Europe https://content.time.com/time/world/article/0,8599,1872225,00.html และ Raffaella Aghemo, Intellectual Property and the curious case of “Popeye” จุดเชื่อมต่อ https://medium.datadriveninvestor.com/intellectual-property-and-the-curious-case-of-popeye-1fb6932551e8

บทความนี้พิสูจน์อักษรโดย สุกัญญา เจริญวีรกุล (บาลีศึกษา 9 ประโยค)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...