โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาวสวนหมาก “โอด” ราคาหมากแห้งร่วงเหลือกก.ละ18บ. ไร้พ่อค้ารับซื้อ เหตุค่าผ่านด่านส่งออกแพง

77kaoded

เผยแพร่ 23 มี.ค. 2566 เวลา 04.39 น. • 77 ข่าวเด็ด

ตรัง ตลาดหมากชะงักเหตุไม่มีบริษัทมารับซื้อ เนื่องจากค่าผ่านด่านส่งออกแพงกก.ละ 100-200 บาท ไม่มีบริษัทและไม่มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ ทำเกษตรกรที่ปลูกหมากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักปล่อยหมากร่วงหล่นคาโคนต้น ราคาตกฮวบเหลือกก.ละ 18 บาท

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปดูปัญหาความเดือดร้อนของชาวสวนที่ปลูกหมากเป็นรายได้เสริมจากอาชีพทำสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน และในช่วงฤดูปิดกรีดยางพาราก็จะมาผ่าหมากตากแดดไว้ขาย โดยในพื้นที่หมู่ 8 ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จ.ตรัง พบว่าคุณยายบวน คีรีเดช ซึ่งกำลังนำหมากที่ผ่าแล้วมาตากแดด บอกว่า ปีนี้ยังไม่ได้ขายหมาก แต่ที่ต้องเก็บนำมาผ่าและตากแห้งเอาไว้ เพราะไม่รู้จะเอาไปไหน เนื่องจากหมากสุกร่วงหล่นลงมาเต็มโคนต้น ทิ้งไว้ก็เสียดาย จึงนำมาผ่าตากแดดเอาไว้ เพื่อรอพ่อค้าเปิดจุดรับซื้อ ทราบมาว่ามีพ่อค้าบางคนเสี่ยงเปิดรับซื้อ ในราคาเพียงกก.ละ 18 บาท โดยปีที่แล้ว (พ.ศ.2565) ขายได้กก.ละ 30-35 บาท ได้เงินประมาณ 5,000 – 6,000 บาท แต่ในปี 2564 หมากราคาสูงมาก กก.ละ 70-80 บาท ตนเองได้จับเงินหมื่น ปีนี้ฝนตกชุกหมากให้ผลผลิตน้อย แต่ก็ยังมาขายไม่ได้ ทำให้หน้าแล้งปีนี้ไม่ได้เงินใส่กระเป๋าเลย เพราะไม่ได้ขายหมาก โดยในสวนของยายก็พบว่ามีหมากร่วงหล่นลงมาจากต้นกระจายเต็มไปหมด เหตุเพราะไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ เดิมในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูปิดกรีดยางพารา เกษตรกรที่ปลูกหมากเอาไว้ในพื้นที่ว่างบริเวณข้างๆบ้าน หรือปลูกแซมกับพืชชนิดอื่น และบางคนยอมโค่นยางเพื่อปลูกหมากไว้ขาย ก็จะได้เก็บผลผลิตหมากที่สุกในช่วงนี้มาผ่าตากแดด ทำหมากแห้ง จากนั้นนำไปขายตามจุดรับซื้อภายในหมู่บ้าน แต่ปีนี้พ่อค้ายังไม่ได้เปิดจุดรับซื้อ หมากจึงสุกร่วงขายไม่ได้

เช่นเดียวกับนายสำเริง สิทธิชัย อายุ 58 ปี เจ้าของสวนหมาก และเป็นพ่อค้าที่เปิดจุดรับซื้อหมากด้วย บอกว่า ตนเองปลูกหมากในพื้นที่ว่างไว้ข้างๆบ้านรวมประมาณ 5 ไร่ แต่ละปีผลผลิตประมาณ 1 ตัน และเป็นคนเปิดจุดรับซื้อเองด้วย ปกติหมากแห้งชาวสวนจะเริ่มทำตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายนของทุกปี หรือประมาณ 5-6 เดือน แต่ปีนี้ตลาดที่จะส่งออกต่างประเทศไม่มีเลย หรือเรียกว่าตลาดตาย พ่อค้าคนกลางก็ไม่กล้ารับซื้อ เพราะว่าส่งออกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าผู้บริโภคลดลงแต่อย่างใด แต่ปัญหาคือ ภาษีค่าผ่านด่านประเทศพม่าที่จะไปอินเดีย เก็บค่าผ่านด่านแพงมากตกกิโลกรัมละ 100-200 บาท ทำให้พ่อค้าคนกลางสู้ไม่ไหว จึงต้องยอม ผลกระทบจึงตกกับเกษตรกรและพ่อค้ารายเล็กๆ ที่เปิดจุดรับซื้อเหมือนกับพวกตนว่าหมดอาชีพไปเลย ขณะที่ตลาดเมืองไทยใช้น้อยมากแค่ 10-20% เอาไปทำผลิตภัณฑ์สี โรงงาน พวกฟอกหนัง ย้อมสี แล้วหมากตอนนี้ปลูกได้ทั่วประเทศ สรุปคือ ปีนี้ผ่านมา 2 เดือนกว่าแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะขายได้ มีพ่อค้ารายเล็กๆที่เสี่ยงซื้อไว้วัดดวงกิโลกรัมละ 18 -20 บาท ชาวสวนไม่คุ้มกับค่าปุ๋ยที่ต้องใส่ ไม่สมกับค่าที่นั่งทำ วันหนึ่งได้ไม่ถึง 100,200 บาท จึงต้องปล่อยให้ร่วงหล่นคาต้น จากปีก่อนเฉลี่ยประมาณกก.ละ 50 บาท ส่วนปี 2564 สูงสุดหมากแห้งกก.ละ 85-90 บาท ทำให้มีแรงจูงใจให้ทำ แต่ปีนี้ไม่มีแรงจะทำ เหมือนพ่อค้าเล็กๆอย่างตนเองก็ไม่กล้าซื้อเพราะต้องอิงตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ หมากแห้งตลาดหลัก 70% คือ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ในรูปหมากแห้งและนำไปบดผง มีโรงงานที่เมืองไทยด้วย แต่ส่งออกไม่ได้เขาก็ไม่ทำ ตลาดรองคือ พม่า และตะวันออกกลางทุกประเทศ ทั้งนี้ ถ้าซื้อจากเมืองไทย กก.ละ 50 บาทแล้ว จะต้องไปจ่ายค่าผ่านด่านอีกกก.ละ 100 -200 บาท บริษัทก็ไม่คุ้ม ค่าขนส่งก็แพง ทางรัฐบาลไม่เคยมาดูแลสินค้าตัวนี้เลย เพราะไม่ใช่สินค้าหลัก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีการส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชเสริม เฉพาะชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 8 ต.หนองช้างแล่น อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ปลูกหมาก 80% เป็นรายได้เสริม ซึ่งปกติราคาหมากจะดีกว่าราคายาง เพราะกก.ละ 50 บาท ทั้งนี้ หมากสด 5 กก.ได้หมากแห้ง 1 กก.หากคิดต่อไร่ต่อปีได้มากกว่ายาง ปกติในช่วงฤดูปิดกรีดยางพารา ชาวบ้านจะมีรายได้เสริมจากการทำหมากแห้งขาย ซึ่งทุกปีจะมีพ่อค้าคนกลางประมาณ 3-4 ราย แต่ละรายต่อปีซื้อได้ประมาณ 50 ตัน หรือรวมๆทั้งหมดประมาณ 200 ตัน เป็นรายได้ที่ชาวบ้านอยู่ได้เลย ถ้าหากว่าหมากราคากก.ละ 45-50 บาท เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ต่อวันชาวบ้านจะมีรายได้วันละประมาณ 400 -500 บาท เลี้ยงครอบครัวได้เลย แต่ปีนี้แต่ละสวนปล่อยหมากสุกร่วงคาต้น หากจะมีคนเก็บมาผ่าทำหมากแห้งตากไว้บ้าง ก็เพราะเสียดายหากปล่อยทิ้ง ทั้งนี้ ตลาดหมาก ปกติเป็นสินค้าปีต่อปี จะไม่มีการค้างสต็อกเก็บไว้ข้ามปี ซึ่งหากรัฐบาลหันมามอง มาช่วยแก้ปัญหาการผ่านด่าน หรือช่วยเจรจาให้สามารถส่งออกไปได้ ก็จะเป็นทางออกทีดี ชาวสวนจะได้ไม่เดือดร้อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...