AI-สงครามการค้าป่วนโลกกระทบไทยรับศึกรอบด้าน
โจทย์ใหญ่ประเทศไทย 2025 AI พลิกเกมการแข่งขัน-ตลาดงาน Economy of scale หดตัวรับสังคมสูงวัย แรงกระแทกเกมการค้า-ขึ้นภาษี “ทรัมป์ 2.0” ฉุดส่งออกไทยไปอเมริกา-สินค้าจีนทะลักไทย แนะตั้งผู้แทนพิเศษเจรจา-ลอบบี้ลิตส์เปิดประตูเจรจา หากอำนาจต่อรองไม่พอต้องจับมืออาเซียนตอบโต้
โดย ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เจาะลึกวิสัยทัศน์และมุมมองการพัฒนาประเทศกับหัวข้อ Future Thailand: The Comprehensive View ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025 ว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออนาคตประเทศไทยที่สำคัญที่สุด อันดับแรกคือ “ความปั่นป่วนของโลก”
โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ก้าวข้ามมาเป็น Chat GPT ในเวลาอันรวดเร็วและส่งต่อมายัง “Generative AI” อย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะเดียวกันก็ไปเพิ่มการแข่งขันทางด้าน “ซุปเปอร์พาวเวอร์” ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ขณะเดียวกันก็มีมุมบวกมุมลบในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศไทยเองยังมีโอกาสในการเป็นผู้ผลิต AI เพราะลงทุนน้อย
2. ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร หรือ Demographic Disruption ตอนนี้ไทยกำลังเข้าสู่ Aging Society ประชากรไทย 60-70 ล้านคนในวันนี้หากขึ้นสู่จุดพีกของสังคมสูงวัย แรงงานจะหายไป 20 ล้านคน เพราะฉะนั้น Economy of scale ของไทยจะเล็กลงเมื่อเทียบกับเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็น “Young Society” โดยเฉพาะเวียดนามที่ประชากร 98 ล้านคนเป็นคนหนุ่มคนสาวกว่า 90 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เสียเปรียบในการดึงนักลงทุนต่างประเทศมองเข้ามาเพราะเศรษฐกิจและ Economy of scale ไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด
“โจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วยังมีสุขภาพแข็งแรง สมองดีกลับเข้ามาสู่ตลาดแรงงานได้ ซึ่งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีนมีกระบวนการนำคนเกษียณกลับเข้ามาในตลาดแรงงานได้ เช่นสิงคโปร์ดึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาทำหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน ถึง 1 ปีเทรนด์คนเหล่านี้เพื่อให้กลับเข้ามาในตลาดแรงงาน ซึ่งก็เป็น Challenge ของประเทศไทยเพราะเรายังไม่มีมาตรการที่จะดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง”
3. Pandemic Disruption ข้อมูลจากสภากาชาดสากลระบุว่าหลังจากโควิด-19 ประเทศส่วนใหญ่ไม่พร้อมอย่างยิ่งต่อโรคระบาดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และประเทศไทยใช้เวลานานที่สุดในการออกจากโควิด-19 คือ 4 ปี เพราะฉะนั้นถ้าเกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้นอีกก็จะเป็นปัญหาปั่นป่วนอนาคตประเทศไทยได้
4. ความปั่นป่วนทางด้านสิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดว่าจาก“โลกร้อน” วันนี้กลายเป็นโลกเดือดซึ่งเป็นความหายนะทางด้านภูมิอากาศ ประเทศไทยเจอโคลนถล่มที่เชียงราย น้ำท่วมภาคใต้ที่รุนแรงกว่าเดิม และใช้เวลาในการฟื้นฟูนานกว่าเดิม ขณะที่ไฟป่าที่ลอสแอนเจลิสใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ก็ยังเอาไม่อยู่ อย่างไรก็ตามสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยและมีคาร์บอนเครดิตเข้ากระตุ้น
5. Job Disruption คนที่ตกงานในช่วงที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่คนไม่มีการศึกษาแต่เป็นคนที่มีการศึกษาแต่จบปริญญาตรีในช่วงที่ยังไม่มี AI หรือ Generative AI คนเหล่านี้ขึ้นขบวนรถไฟเทคโนโลยีไม่ได้เพราะไม่มีตั๋ว เพราะฉะนั้นการศึกษาจะต้องปรับตัวให้ทันการจะใช้เวลา 3 ปีในการเปิดหลักสูตรใหม่ เรียนอีก 4 ปีนั้นช้าไปเพราะโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว
เพราะฉะนั้นจะต้องมี non-degree เข้ามา ใช้หลักสูตรระยะสั้นแทรกเข้ามาเพื่อปรับสกิลของคน การ approve หลักสูตรต้องสั้นขึ้น และทำหลักสูตรกับภาคเอกชนเพื่อให้ได้บัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีอาจารย์พันธุ์ใหม่ที่มีประสบการณ์ทางด้านทางภาคปฏิบัติจริงจึงจะสามารถเปลี่ยนบทบาทจากโค้ช เป็นคนให้คำปรึกษาในห้องเรียนได้
6. ความปั่นป่วนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นการแข่งขันทางการค้า การแข่งขันทางการลงทุน การแข่งขันทางการเงิน ตอนนี้มีกลุ่มประเทศ “BRICS” ที่พยายามจะสร้างทางเลือกใหม่ของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หลักการคือพึ่งพา“ดอลลาร์” ให้น้อยลง ซึ่ง “ทรัมป์” ลั่นวาจาว่า “ใครที่ไปรวมกลุ่มกันและตั้งระบบใหม่ที่ใช้ดอลลาร์น้อยลงจะไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันในสหรัฐอเมริกา” นั้นหมายความว่าวันนี้การแข่งขันทางด้านการเงินเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ขณะที่ด้านการเมืองระหว่างประเทศยังมีปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ตะวันออกกลาง ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีและความตึงเครียดไต้หวันซึ่งอเมริกาจะต้องยั่วจีนต่อไป และจีนเองก็บอกว่าอธิปไตยของไต้หวันเป็นเรื่องที่จีนยอมไม่ได้และกองทัพปลดแอกของจีนก็จะยอมไม่ได้
“สิ่งสำคัญก็คือเป็นครั้งแรกที่ในหลาย 10 ปีที่สงครามแบบใหม่สงครามเทคโนโลยี การลงทุน การเงิน การค้ากับสงครามดั้งเดิมที่ใช้กำลังบุกเอาดินแดนอย่างรัสเซีย-ยูเครนหรือตอบโต้กันด้วยความรุนแรงอย่างตะวันออก เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเอฟเฟคมาถึงประเทศไทยเช่นราคาพลังงานขึ้น inflation ขึ้นมาแล้ว 3 ปีธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหยุด inflation”
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาเองมีนโยบายระหว่างประเทศที่ขัดแย้งกันเองอย่างต่อเนื่อง เป็นโยบายที่คนอเมริกาชอบแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ทำร้ายคนอเมริกาเองทั้งการขึ้นภาษีจากจีน เม็กซิโก แคนาดา เอเชียซึ่งไทยและเวียดนามจะเป็นเป้าหมายหลัก ในที่สุดสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานในอเมริกาก็จะแพงขึ้น เพราะสหรัฐไม่ได้ผลิตมานานแล้วแต่หันไปผลิตสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีแทน ซึ่งคนที่จะได้รับผลกระทบก็คือชนชั้นล่างและกลาง
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอนที่สุด คือ การขึ้นภาษี ไทยจะส่งออกไปอเมริกาไม่ได้ และจีนที่ส่งออกไปไม่ได้ก็มี 2ทางเลือกคือทำให้ค่าเงินหยวนต่ำลง และส่งออกไปประเทศอื่นซึ่งไทยคือเป้าหมายนั่นหมายความว่าสินค้าจีนจะเข้ามาในไทยมากขึ้น
อนาคตประเทศไทยต้องไปทางไหน
ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อไปว่า ทิศทางอนาคตของไทยจะไปทิศทางไหน อันดับแรกต้องวางจุดยืนทางการเมืองและการวางจุดยืนทางยุทธศาสตร์สำหรับ Disruption ภูมิรัฐศาสตร์ วันนี้เห็นชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาพยายามใช้วิธีทำเรื่องที่จะคุยกันในเวทีพหุภาคีให้เป็นเรื่องสองฝ่ายโดยไม่สนใจองค์การการค้าโลก ไม่สนใจสหประชาชาติ
“ประเทศไทยที่เคยได้เปรียบดุลทางการค้า 4 หมื่นกว่าล้านบาทก็เตรียมที่จะขึ้นภาษีไทยและกำลังเตรียมต่อไปที่จีน วิธีการตอบโต้แบบนี้สะท้อนความเป็นนักเจรจาของทรัมป์คือขึ้นภาษีไปก่อนแล้วค่อยเรียกมาเจรจาเพราะฉะนั้นโจทย์ของประเทศไทยปีนี้สำคัญมากในการเจรจาถ้าภาครัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคมที่สำคัญๆไม่จับมือกันอันตรายมาก
เพราะประการที่ 1 คือการเจรจาของสหรัฐจะเป็นการต่อรองข้ามภาคประเทศไทยจะ “อลหม่าน” มากเพราะภาคเอกชนก็จะแตกกัน รัฐบาลก็จะมีปัญหาในการทำงานเพราะแต่ละเรื่องอยู่คนละกระทรวง คนละกรม เราจะต้องมีผู้แทนพิเศษมาเจรจาในแต่ละเรื่อง ซึ่งสภาสหรัฐก็มีกรรมาธิการระดับ Professional staffแต่ละคนดูแลแต่ละเรื่องเหมือนกัน รวมทั้งต้องมีล็อบบี้ลิสต์เป็นคนช่วยเปิดประตูเจรจาด้วย
อย่างไรก็ตามในการเจรจาจะต้องมีมิติของการค้า การลงทุน เป็นแพ็คเกจซึ่งจำเป็นจะต้องรวมพลังภาครัฐ ทุกกรม ทุกวิสาหกิจและเอกชนเพื่อดูว่าอำนาจต่อรองของไทยอยู่ที่ไหน ถ้าอำนาจต่อรองไม่พอเราก็ต้องไปอาเซียนเพื่อทำให้ประเด็น 2 ฝ่ายเป็นหลายฝ่ายเพื่อตอบโต้อเมริกาและส่งเสริมให้อเมริกาเข้ามาลงทุนในอาเซียน”
ขณะเดียวกันความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับเศรษฐกิจ เมื่อก่อนอาจมองเป็นต้นทุน แต่ปัจจุบันต้องมองใหม่ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นไปเพื่อการเติบโตเพื่อกำไรและความเจริญมั่งคั่ง
“เราพูดถึงเรื่องของ SDG แต่ขณะเดียวกันบางข้อก็อาจจะขัดกันเองซึ่งก็ต้องมีคนกลางเพื่อดูว่าใน 17 เป้าหมายอันไหนต้องมาก่อนหลัง หรือจะใช้ ESG ซึ่งสำหรับประเทศไทย S กับ G สำคัญกว่า E สิ่งสำคัญคือการปรับตัวเราจะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรหรือจะใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
Future Thailand จะต้องเป็น “Future Ready Thailand” อนาคตประเทศไทยก็คือประเทศไทยที่มีความพร้อมต่อความปั่นป่วนของโลก อันแรกก็คือจะต้องมีความยืดหยุ่น ล้มเป็น ลุกเป็น มองไปข้างหน้าได้ มีความยืดหยุ่น คล่องตัว ผู้นำทุกภาคส่วนจะต้องมีความพร้อมในการปฏิรูป ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ ภาคประชาสังคม
และทั้ง 4 ส่วนนี้จะต้องทำงานร่วมกันไม่อย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นทรมป์ 2.0 สิ่งแวดล้อม โรคระบาดเราจะไปไม่รอดถ้าเราต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้น Future of Thailand อยู่ที่ power of collabration พลังของการร่วมมือประสานกันทุกภาคส่วนและต้องทำอย่างจริงจัง”