โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

AI-สงครามการค้าป่วนโลกกระทบไทยรับศึกรอบด้าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.พ. 2568 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2568 เวลา 08.13 น.

โจทย์ใหญ่ประเทศไทย 2025 AI พลิกเกมการแข่งขัน-ตลาดงาน Economy of scale หดตัวรับสังคมสูงวัย แรงกระแทกเกมการค้า-ขึ้นภาษี “ทรัมป์ 2.0” ฉุดส่งออกไทยไปอเมริกา-สินค้าจีนทะลักไทย แนะตั้งผู้แทนพิเศษเจรจา-ลอบบี้ลิตส์เปิดประตูเจรจา หากอำนาจต่อรองไม่พอต้องจับมืออาเซียนตอบโต้

โดย ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาฯ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เจาะลึกวิสัยทัศน์และมุมมองการพัฒนาประเทศกับหัวข้อ Future Thailand: The Comprehensive View ในงาน Chula Thailand Presidents Summit 2025 ว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออนาคตประเทศไทยที่สำคัญที่สุด อันดับแรกคือ “ความปั่นป่วนของโลก

โดยเฉพาะเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ก้าวข้ามมาเป็น Chat GPT ในเวลาอันรวดเร็วและส่งต่อมายัง “Generative AI” อย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะเดียวกันก็ไปเพิ่มการแข่งขันทางด้าน “ซุปเปอร์พาวเวอร์” ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ขณะเดียวกันก็มีมุมบวกมุมลบในเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ ประเทศไทยเองยังมีโอกาสในการเป็นผู้ผลิต AI เพราะลงทุนน้อย

2. ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร หรือ Demographic Disruption ตอนนี้ไทยกำลังเข้าสู่ Aging Society ประชากรไทย 60-70 ล้านคนในวันนี้หากขึ้นสู่จุดพีกของสังคมสูงวัย แรงงานจะหายไป 20 ล้านคน เพราะฉะนั้น Economy of scale ของไทยจะเล็กลงเมื่อเทียบกับเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็น “Young Society” โดยเฉพาะเวียดนามที่ประชากร 98 ล้านคนเป็นคนหนุ่มคนสาวกว่า 90 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เสียเปรียบในการดึงนักลงทุนต่างประเทศมองเข้ามาเพราะเศรษฐกิจและ Economy of scale ไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด

“โจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วยังมีสุขภาพแข็งแรง สมองดีกลับเข้ามาสู่ตลาดแรงงานได้ ซึ่งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีนมีกระบวนการนำคนเกษียณกลับเข้ามาในตลาดแรงงานได้ เช่นสิงคโปร์ดึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาทำหลักสูตรระยะสั้น 6 เดือน ถึง 1 ปีเทรนด์คนเหล่านี้เพื่อให้กลับเข้ามาในตลาดแรงงาน ซึ่งก็เป็น Challenge ของประเทศไทยเพราะเรายังไม่มีมาตรการที่จะดูแลผู้สูงอายุอย่างจริงจัง”

3. Pandemic Disruption ข้อมูลจากสภากาชาดสากลระบุว่าหลังจากโควิด-19 ประเทศส่วนใหญ่ไม่พร้อมอย่างยิ่งต่อโรคระบาดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และประเทศไทยใช้เวลานานที่สุดในการออกจากโควิด-19 คือ 4 ปี เพราะฉะนั้นถ้าเกิดโรคใหม่ ๆ ขึ้นอีกก็จะเป็นปัญหาปั่นป่วนอนาคตประเทศไทยได้

4. ความปั่นป่วนทางด้านสิ่งแวดล้อม เห็นได้ชัดว่าจาก“โลกร้อน” วันนี้กลายเป็นโลกเดือดซึ่งเป็นความหายนะทางด้านภูมิอากาศ ประเทศไทยเจอโคลนถล่มที่เชียงราย น้ำท่วมภาคใต้ที่รุนแรงกว่าเดิม และใช้เวลาในการฟื้นฟูนานกว่าเดิม ขณะที่ไฟป่าที่ลอสแอนเจลิสใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ก็ยังเอาไม่อยู่ อย่างไรก็ตามสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยและมีคาร์บอนเครดิตเข้ากระตุ้น

5. Job Disruption คนที่ตกงานในช่วงที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่คนไม่มีการศึกษาแต่เป็นคนที่มีการศึกษาแต่จบปริญญาตรีในช่วงที่ยังไม่มี AI หรือ Generative AI คนเหล่านี้ขึ้นขบวนรถไฟเทคโนโลยีไม่ได้เพราะไม่มีตั๋ว เพราะฉะนั้นการศึกษาจะต้องปรับตัวให้ทันการจะใช้เวลา 3 ปีในการเปิดหลักสูตรใหม่ เรียนอีก 4 ปีนั้นช้าไปเพราะโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว

เพราะฉะนั้นจะต้องมี non-degree เข้ามา ใช้หลักสูตรระยะสั้นแทรกเข้ามาเพื่อปรับสกิลของคน การ approve หลักสูตรต้องสั้นขึ้น และทำหลักสูตรกับภาคเอกชนเพื่อให้ได้บัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีอาจารย์พันธุ์ใหม่ที่มีประสบการณ์ทางด้านทางภาคปฏิบัติจริงจึงจะสามารถเปลี่ยนบทบาทจากโค้ช เป็นคนให้คำปรึกษาในห้องเรียนได้

6. ความปั่นป่วนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นการแข่งขันทางการค้า การแข่งขันทางการลงทุน การแข่งขันทางการเงิน ตอนนี้มีกลุ่มประเทศ “BRICS” ที่พยายามจะสร้างทางเลือกใหม่ของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หลักการคือพึ่งพา“ดอลลาร์” ให้น้อยลง ซึ่ง “ทรัมป์” ลั่นวาจาว่า “ใครที่ไปรวมกลุ่มกันและตั้งระบบใหม่ที่ใช้ดอลลาร์น้อยลงจะไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันในสหรัฐอเมริกา” นั้นหมายความว่าวันนี้การแข่งขันทางด้านการเงินเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ขณะที่ด้านการเมืองระหว่างประเทศยังมีปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ตะวันออกกลาง ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีและความตึงเครียดไต้หวันซึ่งอเมริกาจะต้องยั่วจีนต่อไป และจีนเองก็บอกว่าอธิปไตยของไต้หวันเป็นเรื่องที่จีนยอมไม่ได้และกองทัพปลดแอกของจีนก็จะยอมไม่ได้

“สิ่งสำคัญก็คือเป็นครั้งแรกที่ในหลาย 10 ปีที่สงครามแบบใหม่สงครามเทคโนโลยี การลงทุน การเงิน การค้ากับสงครามดั้งเดิมที่ใช้กำลังบุกเอาดินแดนอย่างรัสเซีย-ยูเครนหรือตอบโต้กันด้วยความรุนแรงอย่างตะวันออก เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเอฟเฟคมาถึงประเทศไทยเช่นราคาพลังงานขึ้น inflation ขึ้นมาแล้ว 3 ปีธนาคารกลางทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อหยุด inflation”

ขณะเดียวกันประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาเองมีนโยบายระหว่างประเทศที่ขัดแย้งกันเองอย่างต่อเนื่อง เป็นโยบายที่คนอเมริกาชอบแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ทำร้ายคนอเมริกาเองทั้งการขึ้นภาษีจากจีน เม็กซิโก แคนาดา เอเชียซึ่งไทยและเวียดนามจะเป็นเป้าหมายหลัก ในที่สุดสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานในอเมริกาก็จะแพงขึ้น เพราะสหรัฐไม่ได้ผลิตมานานแล้วแต่หันไปผลิตสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีแทน ซึ่งคนที่จะได้รับผลกระทบก็คือชนชั้นล่างและกลาง

สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอนที่สุด คือ การขึ้นภาษี ไทยจะส่งออกไปอเมริกาไม่ได้ และจีนที่ส่งออกไปไม่ได้ก็มี 2ทางเลือกคือทำให้ค่าเงินหยวนต่ำลง และส่งออกไปประเทศอื่นซึ่งไทยคือเป้าหมายนั่นหมายความว่าสินค้าจีนจะเข้ามาในไทยมากขึ้น

อนาคตประเทศไทยต้องไปทางไหน

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อไปว่า ทิศทางอนาคตของไทยจะไปทิศทางไหน อันดับแรกต้องวางจุดยืนทางการเมืองและการวางจุดยืนทางยุทธศาสตร์สำหรับ Disruption ภูมิรัฐศาสตร์ วันนี้เห็นชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาพยายามใช้วิธีทำเรื่องที่จะคุยกันในเวทีพหุภาคีให้เป็นเรื่องสองฝ่ายโดยไม่สนใจองค์การการค้าโลก ไม่สนใจสหประชาชาติ

“ประเทศไทยที่เคยได้เปรียบดุลทางการค้า 4 หมื่นกว่าล้านบาทก็เตรียมที่จะขึ้นภาษีไทยและกำลังเตรียมต่อไปที่จีน วิธีการตอบโต้แบบนี้สะท้อนความเป็นนักเจรจาของทรัมป์คือขึ้นภาษีไปก่อนแล้วค่อยเรียกมาเจรจาเพราะฉะนั้นโจทย์ของประเทศไทยปีนี้สำคัญมากในการเจรจาถ้าภาครัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคมที่สำคัญๆไม่จับมือกันอันตรายมาก

เพราะประการที่ 1 คือการเจรจาของสหรัฐจะเป็นการต่อรองข้ามภาคประเทศไทยจะ “อลหม่าน” มากเพราะภาคเอกชนก็จะแตกกัน รัฐบาลก็จะมีปัญหาในการทำงานเพราะแต่ละเรื่องอยู่คนละกระทรวง คนละกรม เราจะต้องมีผู้แทนพิเศษมาเจรจาในแต่ละเรื่อง ซึ่งสภาสหรัฐก็มีกรรมาธิการระดับ Professional staffแต่ละคนดูแลแต่ละเรื่องเหมือนกัน รวมทั้งต้องมีล็อบบี้ลิสต์เป็นคนช่วยเปิดประตูเจรจาด้วย

อย่างไรก็ตามในการเจรจาจะต้องมีมิติของการค้า การลงทุน เป็นแพ็คเกจซึ่งจำเป็นจะต้องรวมพลังภาครัฐ ทุกกรม ทุกวิสาหกิจและเอกชนเพื่อดูว่าอำนาจต่อรองของไทยอยู่ที่ไหน ถ้าอำนาจต่อรองไม่พอเราก็ต้องไปอาเซียนเพื่อทำให้ประเด็น 2 ฝ่ายเป็นหลายฝ่ายเพื่อตอบโต้อเมริกาและส่งเสริมให้อเมริกาเข้ามาลงทุนในอาเซียน”

ขณะเดียวกันความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับเศรษฐกิจ เมื่อก่อนอาจมองเป็นต้นทุน แต่ปัจจุบันต้องมองใหม่ว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นไปเพื่อการเติบโตเพื่อกำไรและความเจริญมั่งคั่ง

“เราพูดถึงเรื่องของ SDG แต่ขณะเดียวกันบางข้อก็อาจจะขัดกันเองซึ่งก็ต้องมีคนกลางเพื่อดูว่าใน 17 เป้าหมายอันไหนต้องมาก่อนหลัง หรือจะใช้ ESG ซึ่งสำหรับประเทศไทย S กับ G สำคัญกว่า E สิ่งสำคัญคือการปรับตัวเราจะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไรหรือจะใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

Future Thailand จะต้องเป็น “Future Ready Thailand” อนาคตประเทศไทยก็คือประเทศไทยที่มีความพร้อมต่อความปั่นป่วนของโลก อันแรกก็คือจะต้องมีความยืดหยุ่น ล้มเป็น ลุกเป็น มองไปข้างหน้าได้ มีความยืดหยุ่น คล่องตัว ผู้นำทุกภาคส่วนจะต้องมีความพร้อมในการปฏิรูป ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ ภาคประชาสังคม

และทั้ง 4 ส่วนนี้จะต้องทำงานร่วมกันไม่อย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นทรมป์ 2.0 สิ่งแวดล้อม โรคระบาดเราจะไปไม่รอดถ้าเราต่างคนต่างทำ เพราะฉะนั้น Future of Thailand อยู่ที่ power of collabration พลังของการร่วมมือประสานกันทุกภาคส่วนและต้องทำอย่างจริงจัง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...