โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ นำจุฬาฯ สู่สถาบันการศึกษาระดับโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ย. 2567 เวลา 15.24 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2567 เวลา 08.24 น.

“ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ในอนาคตจุฬาฯ จะยังเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย และต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคได้ด้วย ซึ่งมองว่า หากอยากเป็นผู้ชนะ หรือ Champion เราต้องมีทัศนคติของผู้ท้าชิง ดังนั้น หากอยากแข่งกับภูมิภาคได้ด้วย ก็ต้องมาดูว่า ตอนนี้มีอะไรที่ประเทศในภูมิภาคเขาแซงเราไปแล้วบ้าง เพราะถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย เราก็จะถอยหลังลงไปเรื่อยๆ”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนที่ 23 ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 โดยในอดีต ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายด้านเทคโนโลยี จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นขณะที่มีอัตราการเกิดของเด็กน้อยลง ความท้าทายด้านภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งความท้าท้ายทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้น ในปี 2567 นี้ เป็นปีที่จุฬาฯครบรอบ 107 ปี โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ชื่อว่า “CU111” เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนในอีก 4 ปีข้างหน้า

“ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ในอนาคตจุฬาฯ จะยังเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย และต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคได้ด้วย ซึ่งมองว่า หากอยากเป็นผู้ชนะ หรือ Champion เราต้องมีทัศนคติของผู้ท้าชิง ดังนั้น หากอยากแข่งกับภูมิภาคได้ด้วย ก็ต้องมาดูว่า ตอนนี้มีอะไรที่ประเทศในภูมิภาคเขาแซงเราไปแล้วบ้าง เพราะถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย เราก็จะถอยหลังลงไปเรื่อยๆ”

กำหนด 4 ยุทธศาสตร์

จุฬาฯ ต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า สิ่งที่จุฬาฯ ต้องทำในระยะข้างหน้า คือ การทำงานร่วมกันให้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันบุคลากรของจุฬาฯ มีแต่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการที่ไม่แพ้ใคร แต่ความสามารถในการทำงานร่วมกัน ยังต้องปรับปรุงอีกค่อนข้างมาก

“โลกของความเป็นจริงการทำงาน ไม่ได้แบ่งแยกส่วน แบ่งแยกศาสตร์กันขนาดนั้น ดังนั้น เราต้องทลายกำแพงของศาสตร์ต่างๆ ทำลายกำแพงของภาควิชา ของคณะต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้มากขึ้น เพราะหากทำได้ก็จะทำให้เรามีพลังมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็เห็นด้วย”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อจะทำให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ และนำพาจุฬาฯ สู่มหาวิทยาลัยระดับสากล จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ดังนี้

1.ยุทธศาสตร์ด้าน AI โดยกำหนดให้จุฬาฯ ต้องเป็น AI University ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสถาบัน AI เรียบร้อยแล้ว เพื่อดึงทุกคณะเข้ามาใช้ AI รวมถึงยังได้กำหนดให้บุคลากรของจุฬาฯ ต้องมี Human Ready AI หรือมีคนที่พร้อมสำหรับ AI ด้วย

“เราอาจไม่ได้เก่งในการคิด AI ถ้าเทียบกับสหรัฐฯหรือจีน แต่เราต้องเป็นผู้ใช้ AI ให้เป็นเพราะแม้ว่าเราคงไม่ถูก AI แย่งงาน แต่เราจะถูกแย่งงานจากคนที่ใช้ AI เป็น รวมถึงในระดับประเทศด้วย หากประเทศไทยไม่ทำเรื่อง AI เลย ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะถอยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น จึงมองว่าสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ควรเป็นผู้นำในการผลิตคนที่มีความพร้อมสำหรับ AI เข้าสู่ตลาดแรงงาน”

2.ยุทธศาสตร์ด้าน Internationalization การนำจุฬาฯ เข้าสู่สากลจะต้องมีการเชื่อมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกให้ได้ โดยต้องมีหลักสูตรต่างประเทศให้มากขึ้น

“ตอนนี้เรามีหลักสูตรระหว่างประเทศอยู่บ้างแล้วในคณะที่เกี่ยวกับนวัตกรรม แต่ต้องทำมากกว่านี้ ต้องเป็นหลักสูตรต่างประเทศที่ไม่ใช่คนไทยสอนคนไทยเป็นภาษาอังกฤษ แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่มีนิสิตต่างประเทศ และมีอาจารย์จากต่างประเทศเข้ามาสอนร่วมกับอาจารย์คนไทย เพื่อกระตุ้นการพัฒนาด้านวิชาการ”

ขณะที่จุฬาฯ จะอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้ถูกบังคับให้ออกจากจีนให้เป็นประโยชน์ในการดึงนักศึกษา และสถาบันการศึกษาจากนานาชาติเข้ามาที่ไทย โดยปัจจุบันศิษย์เก่า MIT (Massachusetts Institute of Technology) ของจุฬาฯ มีความเข้มแข็ง จึงสามารถนำ MIT มาเปิดออฟฟิศที่ประเทศไทยได้

“หลังจาก MIT เข้ามาตั้งออฟฟิศในไทยแล้ว จะมีการประกาศ Sister University ซึ่งก็คงจะเป็นจุฬาฯ โดยจะทำเป็นหลักสูตรปริญญาโทเกี่ยวกับนวัตกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเมื่อเรียนปริญญาโทที่คณะบัญชีหรือวิศวะ แล้วไปต่อประกาศนียบัตรที่ MIT ได้เลย นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2568”

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับเอกอัครราชทูตของจีน โดยขอให้จุฬาฯ ได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Tsinghua และ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งช่วยยกระดับหลักสูตรระหว่างประเทศของจุฬาฯได้

“เราต้องอาศัยความเป็นที่ 1 ของจุฬาฯ และเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นประโยชน์ คนจีนที่ไม่สามารถไปเรียนที่สหรัฐฯได้ เพราะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เราก็จะยื่นมือไปที่ Oxford และ Cambridge ให้มาร่วมมือกับเรา เพื่อรับนักเรียนต่างชาติที่เป็นระดับ Top ให้มาเรียนกับเรา”

3.ยุทธศาสตร์ด้าน Sustainability หรือความยั่งยืน โดยได้จัดให้จุฬาฯ จัดการถอดบทเรียนเรื่องการระวังภัยภายใต้แนวคิดสังคมมีปัญหาจุฬาฯ ต้องมีคำตอบ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ทำทั้งเรื่องปลาหมอคางดำ และน้ำท่วมภาคเหนือ

“ผมอยากเห็นจุฬาฯ มี Climate Education มีการศึกษาเรื่องภูมิอากาศกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัว การบรรเทา และการฟื้นฟู ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเรื่องนี้ทุกสาขาวิชาสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันได้ และจะเป็นการรวมพลังของจุฬาฯ”

4.ยุทธศาสตร์ด้าน Social Engagement หรือ งานเพื่อสังคม ปัจจุบัน คนส่วนมากมองจุฬาฯ เรื่องการพัฒนาศูนย์การค้า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้เพื่อการศึกษา แต่ความจริงแล้ว จุฬาฯยังได้ทำงานเพื่อสังคมด้วย

“จุฬาฯ ไม่เหมือนมหาวิทยาลัยอื่น เพราะมหาวิทยาลัยอื่นมีโรงพยาบาลซึ่งทำให้มีรายได้ ดังนั้น จึงต้องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อหารายได้ อย่างไรก็ตาม จุฬาฯ ต้องทำงานเรื่อง Social Engagement พัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นเพื่อให้ได้การสนับสนุนจากสังคม”

ขณะที่ยังมีนโยบายในการปิดสยามสแควร์เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้ผู้พิการ นิสิต สามารถนำสินค้ามาออกร้านได้ เพื่อให้เห็นว่าสยามสแควร์เป็นของทุกคน รวมถึงจุฬาฯยังได้จับมือกับกรุงเทพมหานคร ปิดถนนบรรทัดทองเพื่อทำเป็น Walking Street ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ โดยให้ประชาชน ชาวบ้าน นิสิต มีส่วนร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการพัฒนาอสังหารริมทรัพย์เพื่อสังคม ซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้ว โดยหากได้รับการคืนที่มาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย อาคารกีฬานิมิบุตร และ สนามกีฬาแห่งชาติ จุฬาฯ จะนำมาพัฒนาเพื่อสังคม โดยในส่วนของอุเทนถวายจะนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่การศึกษาและนวัตกรรม

ส่วน อาคารกีฬานิมิบุตร จะนำมาทำเป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตและศูนย์จัดแสดงเพื่อให้เยาวชนและประชาชนมาจัดแสดงศิลปะและดนตรีได้ ด้านสนามกีฬาแห่งชาติ จะทำให้เป็นศูนย์กลางเรื่องการกีฬา และ Wellness Center

ใช้พลังศิษย์เก่าพัฒนาหลักสูตร

อยากมีส่วนร่วมปฏิรูปการศึกษา

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาหลักสูตรปริญญาแล้ว ยังได้ให้นโยบายว่า อยากให้พัฒนาหลักสูตรที่ไม่ใช่ปริญญาให้เทียบเท่ากับหลักสูตรปริญญาด้วย

“รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันไม่ใช่การศึกษาแบบ 3 ขั้นตอนเหมือนในอดีตที่เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท แล้วไปทำงาน แต่ตอนนี้เป็นแบบ Multi-Stage Life คือเรียนปี 1 ไปทำงาน แล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ เพราะเขาออกไปรีสกิล อัปสกิล ด้วยหลักสูตรสั้นๆ ดังนั้น เราเลยคิดว่า เราก็มาทำหลักสูตรเหล่านี้เองเลย”

โดยปัจจุบันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักศึกษาที่เรียบจบไปแล้วไม่ได้มีการพัฒนาตัวเองต่อ จะเริ่มตกงานเนื่องจากตามไม่ทันเทคโนโลยี ดังนั้น จุฬาฯจึงต้องทำหลักสูตรเพื่อดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาในระบบ

“ตอนนี้คนที่เรียนจบไปสัก 5 ปี จะเริ่มตกงาน เพราะตามไม่ทันเทคโนโลยี จะเห็นว่า คนที่ตกงานตอนนี้เป็นคนที่มีการศึกษา ดังนั้น เราต้องทำหลักสูตรเพื่อดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาในระบบการศึกษาใหม่ ขณะที่ตอนนี้เราเป็น Aging Society เราก็ให้ความสำคัญกับการทำหลักสูตรระยะสั้น เพื่อคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะใหม่ๆ”

โดยหลังจากนี้ จุฬาฯจะเน้นการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นให้มากขึ้นเพื่อช่วยปรับทักษะและเพิ่มทักษะใหม่ ให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักศึกษาที่เรียนจบแล้ว แต่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน ให้ได้มีโอกาสฝึกอบรมในด้านต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้

“นักธุรกิจเองก็ต้องรีสกิลตลอดเวลาเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน เวลานี้เราเห็นกันว่าผู้บริโภคเข้าถึง AI ได้ง่ายกว่า เพราะแม้เทคโนโลยีเข้าไปเปลี่ยนการทำงานขององค์กรใหญ่ๆ ค่อนข้างมาก แต่เรื่อง AI บริษัทต่างๆ ยังต้องรออยู่ เพราะเมื่อใช้ AI จะลดจำนวนคนที่ต้องทำงานลง บริษัทก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับคนเหล่านั้น และ AI เป็นเทคโนโลยีที่ยั่งไม่นิ่ง หากปรับการทำงานแล้วจะมีของใหม่เข้ามา”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า หลังจากได้หารือกับสมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯ พบว่าศิษย์เก่าของจุฬาฯ ได้กระจายไปในองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการจัดสัมมนาโดยเชิญตัวแทนศิษย์เก่าของแต่ละคณะเข้ามาฟังทิศทางของจุฬาฯ และขอให้สมาคมศิษย์เก่าเข้ามาช่วยในเรื่องการพัฒนาทักษะ และหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ

ทั้งนี้ มองว่าหากให้สมาคมศิษย์เก่าเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นต่างๆ ให้มากขึ้น จะก่อให้เกิดพลังมหาศาลและจะทำให้จุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ หรือ Research university that leads ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องใช้เวลาเนื่องจากจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร

“ต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งผลิตนักศึกษาออกมาแล้วไม่เป็นที่ต้องการของตลาด เราต้องฟังว่า ตอนนี้ตลาดในไทย อาเซียน และโลก ต้องการอะไร ตอนนี้ผมคิดว่าจุฬาฯต้องการอากาศใหม่ๆ เราอยากให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสอน ในการชี้ทางว่าตลาดแรงงานไปทางไหนแล้ว และเราต้องไม่ผลิตคนที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องการจะทำคือต้องการให้จุฬาฯ มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาของไทย จึงได้เสนอแนวทางภาคีไตรมิตรเป็นครั้งแรก โดยให้มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ถึง 3 ของไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมกันพัฒนาการศึกษา เช่น เรื่อง AI เรื่องความยั่งยืน และการพัฒนาชุมชน

“ผมเชื่อว่า ถ้า 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ทั้งจุฬาฯ มหิดล และ เชียงใหม่ ร่วมมือกันได้ ต่อไปอีกหลายๆ มหาวิทยาลัยก็คงเดินตาม ซึ่งนั่นหมายความว่า เราช่วยขับเคลื่อนการศึกษา การพัฒนาประเทศไทยได้”

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายที่เป็นเรื่องสำคัญ คือผู้บริหารของจุฬาฯ จะต้องมองภาพของอนาคตให้ได้ ทั้งในเรื่อง Disruption ต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้สามารถปรับกระบวนการสอน กระบวนการทำงาน ให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนไปได้

“ตอนนี้หลายบริษัทออกจากจีนย้ายมาอาเซียนแต่ไม่มาไทยเท่าที่ควร เหตุผลหนึ่งคือการศึกษาของเรารองรับได้ไม่พอ คนของเราไม่สามารถรองรับธุรกิจใหม่ๆ ที่เขาอยากจะทำได้ ผมมองว่าประเทศไทยอาจจะเสียหายเพราะนโยบายเศรษฐกิจได้พอสมควร แต่คิดว่าไม่พัง แต่ประเทศไทยอาจจะพังได้เพราะนโยบายการศึกษา ถ้าเราพัฒนาคนไปรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ ประเทศไทยจะเดือดร้อนมาก”

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องการศึกษาให้มากขึ้น โดยใช้งบประมาณเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ทำโครงการเกี่ยวกับการอัปสกิล รีสกิล ปรับทักษะแรงงาน นำผู้มีความรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเข้ามาช่วยสอน

“ทั้งหมดนี้เหมือนจะต้องใช้เงินเยอะ แต่ความจริงแล้วใช้ไม่กี่พันล้านบาท แล้วปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ สอนออนไลน์ได้ แต่ต้องหาคนรับผิดชอบเรื่องกฎหมาย The ease of education รวมถึงช่วยเชื่อมต่อ สร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยระดับโลก”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤศจิกายน 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...