โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ตรรกะวิบัติกับการเมือง: วิบัติเพราะบ้งหรือจงใจ?

The101.world

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 00.52 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2567 เวลา 17.52 น. • The 101 World

ทุกวันนี้ เวลาเห็นการถกเถียงด่าทอต่างๆ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการถกเถียงของคนที่มาจาก ‘ชนเผ่าทางการเมือง’ (political tribe) ที่สมาทานตัวเองเข้ากับเผ่าใดเผ่าหนึ่งอย่างแนบแน่น – มักจะพบเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ความวิบัติ’ ของ ‘ตรรกะ’ หรือที่เรียกว่า logical fallacy บ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ตรรกะวิบัติพวกนี้ ไม่ได้เกิดแค่กับเบี้ยหมากผู้ติดตาม (หรือบางคนก็ใช้คำแรงๆ ว่า ‘ลิ่วล้อ’) ทางการเมืองเท่านั้น ทว่าบ่อยครั้งก็เกิดขึ้นกับนักการเมืองตัวใหญ่ๆ เป้งๆ ในระดับผู้นำที่ต้องบริหารบ้านบริหารเมืองหลายคนด้วย

เรื่องนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้ใช้ตรรกะวิบัติเพราะพวกเขา ‘วิบัติ’ ในตรรกะจริงๆ (อย่างที่คนสมัยใหม่เรียกว่า ‘บ้ง’) หรือว่ามันคือการใช้ตรรกะวิบัติอย่างจงใจกันแน่

ตรรกะวิบัติ คือรูปแบบการ ‘ให้เหตุผล’ ที่อาจฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่ที่จริงแล้วเป็นการให้เหตุผลที่ผิดพลาด มักเกิดในการสรุปหรือโต้แย้งที่ไม่เป็นไปตามตรรกะ ซึ่งถ้าฟังดูให้ดีแล้วจะพบว่า ‘การให้เหตุผล’ (rationalization) ที่พล่ามมาเป็นแม่น้ำร้อยสายนั้น แท้จริงแล้ว ‘บ้ง’ หรือพังทลายลงไปเกือบทั้งหมด

คำว่า fallacy มาจากภาษาละตินว่า fallacia หรือ fallax ซึ่งแปลว่า ‘หลอกลวง’ หรือ ‘ทำให้เข้าใจผิด’ ซึ่งก็ไปสอดคล้องกับคำว่า fall (ที่หมายถึงล้ม ตก หรือพังพินาศ) และ false (ที่หมายถึงเท็จหรือไม่จริง) พอนำมาแปลเป็นไทยว่า ‘ตรรกะวิบัติ’ จึงสื่อความหมายได้ตรงทีเดียว เพราะตรรกะแปลว่าเหตุผลหรือการคิดอย่างเป็นระบบ ส่วนคำว่าวิบัติ หมายถึงความเสียหายหรือพินาศ เมื่อนำมารวมกันย่อมหมายถึงเหตุผลที่ใช้ในการคิดนั้นมันช่าง ‘ปัง’ จริงๆ แต่ไม่ได้หมายถึงปังปุริเย่โด่งดังดีงาม ทว่าคือ ‘ปังปิ๊นาศ’ นั่นเอง

คำถามถัดมาก็คือ แล้วถ้ามัน ‘พังพินาศ’ ขนาดนั้น ก็แล้วทำไมเราถึงได้พบเห็นการใช้ตรรกะวิบัติได้บ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ ‘ชนเผ่าการเมือง’ ทั้งระดับลิ่วล้อและระดับตัวเป้งล่ะครับ

ก่อนจะลองตอบคำถามนี้ อยากชวนคุณมาดูหน่อยว่า ที่บอกว่าเป็นตรรกะวิบัติทางการเมืองนั้น มันมีประโยคอะไรฮิตๆ กันบ้าง

ประโยคหนึ่งที่หลายคนน่าจะจำได้ติดใจ เป็นของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างคุณจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่บอกว่า – “ถ้าไม่อยู่ข้างเรา ก็อยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” (Either you are with us, or you are with the terrorists.) ประโยคนี้เป็นตรรกะวิบัติชัดเจนมาก นักตรรกศาสตร์เรียกว่าเป็นตรรกะวิบัติแบบ false dichotomy คือ ‘บีบ’ ให้ต้องเลือกข้าง ประมาณว่า – ถ้าไม่เลือก ‘ข้างกู’ ก็แปลว่ามึงอยู่ ‘ข้างมัน’ ทั้งที่คนที่ถูกเรียกว่ามึง อาจอยากบอกว่ากูไม่ได้อยู่ข้างใครทั้งนั้นก็ได้ เพราะโลกนี้มี ‘ข้าง’ ให้เลือกมากกว่าสอง ทว่ามีแต่วิธีมองโลกแบบขาวจัดดำจัด และวิธีมองโลกแบบ ‘ชนเผ่าการเมือง’ ที่พยายามจะสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองด้วยการนิยามศัตรูเท่านั้นที่จะ ‘เชื่อ’ ในตรรกะวิบัติแบบนี้

มีการวิเคราะห์ว่า นักการเมืองทั่วโลกมักเลือกใช้ตรรกะวิบัติแบบต่างๆ หลายแบบ ยิ่งถ้าเป็นนักการเมืองมือเก๋า อยู่มานาน ‘เล่น’ กับอารมณ์ความรู้สึกของมวลชนเป็น ก็จะยิ่ง ‘ชำนาญ’ หรือ ‘เก่ง’ กับตรรกะวิบัติ จนสามารถเลือกใช้ได้หลากแบบมากขึ้นไปอีก ใครเป็นคน ‘ปากดี’ มีวาทศิลป์ ฉอดเก่ง และอยากให้คนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดแม้เป็นเรื่องหลอกลวงตระบัดสัตย์ ก็จำเป็นต้องหันมาใช้ตรรกะวิบัติเพื่อ ‘ให้เหตุผล’ กับตัวเองมากขึ้นตามไปด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ มีผู้วิเคราะห์เอาไว้ว่า การ ‘โน้มน้าวใจ’ มวลชนจำนวนมากนั้น ถ้ามัวมานั่งใช้ ‘เหตุผล’ ประเภทที่เป็นเหตุเป็นผลจริงๆ บางครั้งไม่ทันการณ์ เพราะเหตุผลจริงๆ มักจะซับซ้อน ทำความเข้าใจยาก อธิบายแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ ดังนั้นถ้าอยากให้คนฟัง ‘คิด’ เหมือนกับตัวเอง บางคราวการใช้ตรรกะวิบัติเพื่อ ‘ลดรูป’ ความซับซ้อนก็จะง่ายกว่า อย่างเช่นการใช้ false dichotomy ทำให้ดูเหมือนโลกใบนี้มี ‘ทางเลือก’ แค่สองทาง คือถ้าไม่เลือก ‘ทางกู’ ก็แปลว่ามึงต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามกับกูแน่ๆ – อะไรทำนองนั้น เรียกว่าเป็นการบีบให้เลือกแค่ขาวกับดำ ซึ่งจริงๆ เป็นตรรกะวิบัติขั้นเบบี๋มากๆ แต่มักจะใช้ได้ผลในสังคมที่ยังไม่ได้พัฒนาเรื่องการใช้เหตุผลสักเท่าไหร่

นอกจากนี้ ตรรกะวิบัติบางอย่างยังใช้เพื่อ ‘สร้างอารมณ์’ ได้ง่ายกว่าด้วย เช่นตรรกะวิบัติที่เรียกว่า appeal to emotion คือตรรกะวิบัติประเภทที่พยายามโน้มน้าวใจด้วยการ ‘ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก’ แทนที่จะใช้เหตุผลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ ตรรกะวิบัติทำนองนี้ใช้อารมณ์หลายเรื่องมากระตุ้น เช่น ความกลัว (ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่ ซึ่งคำว่า ‘เขา’ ในที่นี้ถูก dehumanized ไปเรียบร้อยแล้ว), ความภาคภูมิใจ (ถ้าเป็นคนไทยที่รักชาติ ต้องสนับสนุนกฎหมายข้อนี้), ความผูกพัน (sentiment) (ฉันไม่ทิ้งคนภาคนั้นภาคนี้หรอก เพราะสามีของฉันเป็นคนภาคนั้นภาคนี้)

ในมนุษย์ทั่วไป อารมณ์นั้นมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าเหตุผล และยิ่งได้ผลกับคนที่เป็น ‘ชนเผ่าทางการเมือง’ ของตัวเอง เพราะจะอ้าขาผวาปีกรับการเร้าอารมณ์พวกนั้นได้ง่ายกว่าคนอื่น และในทางกลับกันก็จะปิดหูปิดตาในระดับ ‘หูดับ’ ต่อ ‘คำอธิบาย’ ที่เป็นเหตุเป็นผลอันซับซ้อน จึงยากมากที่จะให้เวลาตัวเองคิดวิเคราะห์โดยไม่ด่วนตัดสินใจตามอารมณ์ไปเสียก่อน

นอกจากนี้แล้ว ยังมีตรรกะวิบัติอีกหลายแบบที่พบเห็นได้บ่อยในแวดวงการเมือง เช่น ad populum หรือการอ้างความนิยมของคนส่วนใหญ่ ชนเผ่าทางการเมืองหลายเผ่าในไทยมักอ้างแบบนี้บ่อยๆ คนส่วนใหญ่เลือกพรรคของฉันมา นั่นแปลว่านโยบายหรือวิธีปฏิบัติที่พรรคฉันทำนั้น ‘ถูกต้อง’ บางทีไปไกลถึงระดับบอกว่าคนที่คัดค้านนโยบายของพรรคคือพวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปเลยก็มี แต่ในทางตรรกะแล้วความถูกต้องกับเสียงส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป และนั่นคือเหตุผลที่ประชาธิปไตยไม่ได้จบแค่ที่คูหาเลือกตั้ง

ตรรกะวิบัติอีกแบบหนึ่งที่ใช้กันเยอะเหลือเกิน ก็คือ ad hominem หรือการ ‘โจมตีตัวบุคคล’ เช่นบอกว่า – จะมีหน้ามาพูดเรื่องเศรษฐกิจได้ยังไง ตัวเองยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเลย, นักวิชาการพวกนี้พูดได้แค่ทฤษฎี ไม่เคยทำงานจริงเสียหน่อย, พรรคนี้หัวหน้าพรรคเป็นคนชั้นกลางร่ำรวย จะมาเข้าใจปัญหาคนจนได้ยังไง ฯลฯ คำว่า ad hominem มาจากภาษาละติน แปลว่า to the person หรือการโจมตีไปที่ตัวคนแทนที่จะโต้แย้งที่ตัวเนื้อหา คนแรกที่พูดถึงตรรกะวิบัติแบบนี้ก็คือ จอห์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษ เขาใช้คำนี้เพื่ออธิบายวิธีการโต้แย้งที่มุ่งเป้าไปที่ ‘ลักษณะ’ ของคู่โต้แย้ง แทนที่จะพิจารณา ‘เนื้อหา’ ของข้อโต้แย้ง

อีกแบบหนึ่งที่พบได้มากเช่นกัน เป็นตรรกะวิบัติที่มีชื่อเรียกน่ารักว่า red herring หรือ ‘ปลาแฮร์ริ่งแดง’ ซึ่งหมายถึงการ ‘เบี่ยงเบนประเด็น’ (mislead) จากคำถามที่เกี่ยวข้องหรือคำถามสำคัญๆ ให้สาธารณชนหันเหไปสู่เรื่องอื่นๆ แทน ที่จริงแล้ว ปลาที่เรียกว่า ‘แฮร์ริ่งแดง’ นี้ไม่ได้เป็นปลาเป็นๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือเป็นปลาสปีชีส์ใดสปีชีส์หนึ่งนะครับ แต่คือปลาที่ถูกนำมาดองหรือรมควันเพื่อให้มีกลิ่นแรง เนื้อของปลาพวกนี้มีสีแดง เลยเรียกว่าแฮร์ริ่งแดง ถูกนำมาใช้ในการ ‘ฝึกสุนัข’ ติดตามกลิ่น คือนำเอาปลาลากไปตามพื้นเพื่อลวงให้สุนัขหลงทางจากกลิ่นเป้าหมาย ตรรกะวิบัติประเภทที่พยายามใช้ทั้ง ‘ข้อมูล’ และ ‘วาทศิลป์’ เพื่อดึงความสนใจออกไปจากประเด็นหลัก จึงเหมาะสมกับชื่อ red herring เป็นอันมาก

นอกจากนี้ยังมีตรรกะวิบัติอื่นๆ อีกมาก เช่น slippery slope ซึ่งแปลว่าทางชันลื่นๆ หมายถึงตรรกะวิบัติประเภทที่อ้างว่าถ้าไปเชื่อหรือทำแบบอื่น (ไม่ใช่ ‘แบบกู’) จะเกิดผลร้ายต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ในแบบที่แก้ไขไม่ได้เลยทีเดียวเชียวนะ เช่น รัฐบาลบอกว่า ถ้าขืนไปชุมนุมละก็ จะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ประเทศจะล่มจม คนจะตกงานทั้งประเทศ โดยมองข้ามปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลหยุดยั้งผลกระทบลูกโซ่พวกนี้ไป แม้ว่าบางกรณี slippery slope อาจเป็นการคาดการณ์ที่มีเหตุผล (ถ้ามีหลักฐานหรือประสบการณ์ในอดีตมาสนับสนุนจริง) แต่บ่อยครั้งเป็นแค่การ ‘คาดเดา’ ไปเอง และใช้คำพูดแบบนี้เพื่อยับยั้งฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

จะเห็นได้ว่า ในสถานการณ์หนึ่งๆ อาจมีการใช้ตรรกะวิบัติได้หลายแบบผสมผสานกัน จนบางทีก็ยากจะแยกว่าเป็นตรรกะวิบัติแบบไหน และยิ่งเวลาผ่านไป การใช้ตรรกะวิบัติก็พัฒนาให้ซับซ้อนมากขึ้นด้วย จนบางทีก็มองแทบไม่ออกว่าผู้พูดกำลังใช้ตรรกะวิบัติอยู่

โดยมากแล้ว ตรรกะวิบัติมักเกิดเพราะความ ‘ไม่รู้’ (หรือความ ‘บ้ง’) ของผู้ใช้ ซึ่งพอจะแก้เกี้ยวได้ว่าเป็นเรื่องรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เราจะพบว่า มีนักการเมือง (ทั้งคนที่เป็นนักการเมืองจริงๆ และคนที่สมาทานตัวเองเป็น ‘ชนเผ่าการเมือง’ แบบแนบแน่น) จำนวนไม่น้อย ที่มักเลือกใช้ ‘ตรรกะวิบัติ’ อย่าง ‘จงใจ’ และ ‘เป็นระบบ’

คนเหล่านี้มักเข้าใจจิตวิทยามวลชน รู้ว่าคนใน ‘เผ่า’ (tribe) ของตัวเองต้องการ ‘อคติยืนยันความเชื่อ’ (confirmation bias) มาตอกย้ำความเชื่อของเผ่าตัวเองบ่อยๆ จึงเลือกใช้ตรรกะวิบัติเพื่อ ‘สะกดจิต’ คนในเผ่า (และบ่อยครั้งก็สะกดจิตตัวเองด้วย) เป็นการนำเอาตรรกะวิบัติมาตอกย้ำความเชื่อเดิมของกลุ่ม และใช้ตรรกะวิบัติเพื่อให้ ‘สะดวกสบาย’ ต่อการแบ่งแยก ‘พวกกู vs พวกมึง’ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การใช้ตรรกะวิบัติกับคนที่เชื่อแบบเดียวกันอยู่แล้ว มักไม่ก่อให้เกิดคำถามหรือการตรวจสอบใดๆ ตามมา เพราะคนที่หัวปักหัวปำกับความคิดแบบเดียวกัน มักจะมองโลกเหมือนกันอยู่แล้ว ที่สำคัญ บ่อยครั้งการใช้ตรรกะวิบัติก็ช่วยให้คนในเผ่ารู้สึกว่าตัวเอง ‘ถูกต้อง’ และ ‘ฉลาด’ กว่าเผ่าอื่นๆ ด้วยซ้ำ ต่อให้เหตุการณ์นั้นๆ ไม่สมเหตุสมผล ก็จะเกิดการ ‘หาเหตุหาผล’ (rationalize) เพื่อนำมาสนับสนุน ‘ผลลัพธ์’ ตามที่ตัวเองต้องการมากขึ้นไปอีก บางคราวก็เลยไกลไปถึงความบิดเบี้ยวในการรู้คิด (cognitive distortion) ไปเลยก็มี และหากมีใครตั้งคำถาม ก็มักถูกโจมตีจากเผ่าว่าเป็น ‘พวกอื่น’ ไปโดยสำเร็จรูป

นักการเมือง นักเล่นการเมือง และนักปั่นการเมืองจำนวนไม่น้อยที่เก่งกาจกับการพลิกลิ้นเล่นตรรกะ จึงมักชอบโยนตรรกะวิบัติไปให้คนในเผ่าเสพกิน ทำให้ยากจะแยก – ว่าตรรกะวิบัติที่เห็นนั้น เกิดขึ้นเพราะความบ้งหรือจงใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...