เมืองไทยเริ่มใช้เกณฑ์ประกันสุขภาพ Copay 20 มี.ค. 68 ย้ำมีผลเฉพาะกรมธรรม์ใหม่
เมืองไทยประกันชีวิต เริ่มใช้เงื่อนไขประกันสุขภาพให้ลูกค้ามีส่วนร่วมจ่าย หรือ Copayment ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 68 “สาระ ล่ำซำ” ย้ำมีผลเฉพาะกรมธรรม์ที่ขายใหม่เท่านั้น การต่ออายุสัญญากรมธรรม์เดิมจะไม่มีผล มองทำให้บริษัทประกันมีความยั่งยืนในระยะยาว และเป็นประโยชน์กับลูกค้าที่ไม่เคยเคลม คาดเบี้ยปี 2568 โตต่อเนื่อง หลังปรับพอร์ตสินค้ารองรับมาตรฐานบัญชี TFRS17 มาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว เผยปิดปี 2567 เบี้ยรวมแตะ 7.18 หมื่นล้าน โต 1.76% ปลื้มเบี้ยใหม่โตสูง 13% ยอดขายโรคร้ายแรงพุ่ง 24%
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์ประกันสุขภาพแบบให้ลูกค้ามีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยขอเน้นย้ำว่าจะมีผลสำหรับกรมธรรม์ที่ขายใหม่เท่านั้น การต่ออายุสัญญากรมธรรม์เดิมจะไม่มีผล
ทั้งนี้ ลูกค้าที่จะเข้าเงื่อนไข Copayment และต้องร่วมจ่ายเมื่อต่อสัญญากรมธรรม์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป คือ 1.มีการเคลมโรคเจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Disease) หรือโรคไม่รุนแรงที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และมีอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 200% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 30% ทุกค่ารักษาในปีกรมธรรม์ถัดไป
2.มีการเคลมโรคทั่วไป ซึ่งไม่รวมการผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง มากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และมีอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 30% ทุกค่ารักษาในปีกรมธรรม์ถัดไป
และ 3.มีการเคลมเข้ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 ผู้เอาประกันจะต้องร่วมจ่าย 50% ทุกค่ารักษาในปีกรมธรรม์ถัดไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เอาประกันเข้าเงื่อนไข Copayment ไปแล้ว เงื่อนไขนี้จะไม่ได้ใช้ตลอดไป สามารถที่จะถูกพิจารณายกเลิกจากบริษัทประกันได้ในปีกรมธรรม์ถัดไป เมื่อผู้เอาประกันมีสถานการณ์การเคลมที่ดีขึ้น
“ผมมองว่าการใช้เงื่อนไข Copayment จะทำให้บริษัทประกันมีความยั่งยืนในระยะยาว และเป็นประโยชน์กับลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคยเคลมที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบ เพราะหลักการคำนวณราคาเบี้ย (Pricing) ประกันสุขภาพ ในปัจจุบันจะใช้สถิติการเคลม (Loss Ratio) และอัตรามรณะไทย (Thai Mortality) แบ่งตามช่วงอายุ และบริษัทประกันจะปรับเบี้ยทุก ๆ 5 ปี ตามมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard)
ซึ่งถ้าพอร์ตโฟลิโอใดเคลมสูงจนขาดทุนคือ มีอัตราส่วนรวมค่าสินไหมทดแทนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Combined Ratio) เกิน 100% จะต้องโดนปรับขึ้นเบี้ยทั้งพอร์ต ซึ่งปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอใดมีอัตราการเคลมสุขภาพระดับ 60% ปลาย ๆ ก็เริ่มเห็นแล้วว่าเสี่ยงจะขาดทุน เพราะยังโดนกดดันจากอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่พุ่งสูง โดยปัจจุบันวิ่งอยู่ในระดับ 6-15% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ในเวลานี้” นายสาระกล่าว
สำหรับทิศทางตลาดประกันสุขภาพในปี 2568 ประเมินว่ายังมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นตลาดที่คนเดินเข้ามาซื้อโดยไม่ต้องกระตุ้น จากความตระหนักเรื่องสุขภาพและค่ารักษาพยาบาลที่สูง ซึ่งปีที่ผ่านมายอดขายประกันสุขภาพโดยเฉพาะโรคร้ายแรงเติบโตกว่า 24% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยสัดส่วนใหญ่ของพอร์ตประกันสุขภาพของบริษัทจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ขณะที่ภาพรวมเบี้ยรับรวมในปี 2568 จะรักษาอัตราการเติบโตที่เป็นบวกต่อไปให้ได้ จากปิดปี 2567 มีเบี้ยรับรวมแตะ 71,800 ล้านบาท เติบโต 1.76% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และมีเบี้ยรับรายใหม่เติบโต 13%
“เราปรับพอร์ตสินค้าประกันมาเป็นเวลากว่า 2-3 ปีแล้ว เพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS17 ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2568 โดยลดสัดส่วนประกันสะสมทรัพย์และเพิ่มสัดส่วนสินค้าความคุ้มครอง แม้ปัจจุบันประกันสะสมทรัพย์ยังเป็นพอร์ตใหญ่อยู่ แต่ได้ปรับ Pricing สินค้าที่ขายให้เป็นบวกตลอดอายุสัญญากรมธรรม์เรียบร้อย และในส่วนพอร์ตประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงก็ขยับขึ้นมาเป็นพอร์ตที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 แล้ว” นายสาระกล่าว
ทั้งนี้สำหรับปีนี้ สินค้าประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงยังเป็นสินค้าเรือธงของบริษัทอยู่ โดยมีแบบประกันให้ลูกค้าเลือกทั้งความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายและอะลาคาร์ต รวมถึงโฟกัสการขายประกันชีวิตตลอดชีพ และประกันชีวิตควบการลงทุนด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมืองไทยเริ่มใช้เกณฑ์ประกันสุขภาพ Copay 20 มี.ค. 68 ย้ำมีผลเฉพาะกรมธรรม์ใหม่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net