จันจิรา จันทร์โฉม จาก ‘นางงาม’ สู่ ‘ดอกเตอร์’ ที่มงกุฎ เป็นใบเบิกทางชีวิต
จันจิรา จันทร์โฉม จาก ‘นางงาม’ สู่ ‘ดอกเตอร์’ ที่มงกุฎ เป็นใบเบิกทางชีวิต
ปี 2545 เธอคือ ‘มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส’ จากเด็กต่างจังหวัด เป็นนางงามเดินสาย สู่ ‘ผู้หญิงสวยที่สุดในประเทศ’ และนับจากนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
แม้วันนี้‘จันจิรา จันทร์โฉม’ จะอำลาจากตำแหน่งมา 22 ปีแล้ว และมีดีกรีนำหน้าที่เป็นถึง ‘ดอกเตอร์’ หากเกียรติยศที่ได้รับนั้นก็ยัง ‘ติดตัวเธอ’ ไม่เปลี่ยนแปลง
ปัจจุบันเธอคือ‘ดร.จันจิรา’ ที่ชีวิตประสบความสำเร็จในหลายด้าน ทั้งการเรียน การงาน และครอบครัว ลูกจันเล่าคร่าวๆ ว่า เธอเข้าสู่วงการนางงามตั้งแต่ ม.5 จาก ‘พี่แสบ’ ที่ชวนเธอเข้ามาประกวด ด้วยเห็นว่ารูปร่างสูง และหน้าตาสวย นับแต่นั้นเธอจึงเดินสายประกวดนางงามทั้งหมด 17 เวที ทั้งธิดาไข่ไอโอดีน นางนพมาศ นางสงกรานต์ จนกระทั่งรู้สึกว่ามีประสบการณ์มากพอ จึงตัดสินใจประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2545
”เราประกวดมาหลายเวที แต่ไม่ได้เป็นเวทีใหญ่ เป็นเวทีระดับจังหวัด ที่เราก็ภูมิใจและแฮปปี้กับตัวเอง แต่เมื่อเราได้ตำแหน่งใหญ่อย่างมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส กลายเป็นเช้าวันรุ่งขึ้น คนรู้จักเราทั้งประเทศ ได้มีโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิง ได้แสดงละคร ได้ทำงานอะไรหลายๆ อย่างที่ถ้าเราไม่ได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส เราคงไม่มีโอกาสนี้ จนถึงทุกวันนี้ ตำแหน่งนี้เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตเราเลย ถ้าเราไม่ได้ตำแหน่งนี้อาจจะประกวดนางงามตามต่างจังหวัดไปเรื่อยๆ จนถึงอายุขัยของเรา ตอนนั้นคงได้ถึงช่วงอายุ 24-25 ปี จบตรงนั้นแล้วคงทำงานอะไรบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง ชีวิตคงเป็นคนละเส้นทางไปเลย จุดเปลี่ยนของชีวิตคงเป็นที่เราได้ตำแหน่งมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส”
ในฐานะ‘รุ่นพี่นางงาม’ ดร.จันจิราบอกว่า นางงามยุคก่อนกับนางงามยุคนี้แตกต่างกันมาก
”ของจันน่าจะเป็นยุคกลาง ยุคต้นน่าจะเป็น พี่ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ จะมีแพตเทิร์นของนางงามที่คลาสสิก elegant ไม่ได้ดูมีความสดใส ทันสมัย แต่มีความเป็นนางพญา ส่วนของยุคลูกจันเป็นยุคกลางจะไม่ทำผมทรงฟาร่าห์ จะมินิมอลขึ้น ผมไดร์ตรง ไม่มาเป็นก้อน นางงามมีความทันสมัยขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น ไม่ค่อยๆ เดิน ยุคของลูกจันเป็นยุคที่เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น การพูดการจาไม่ได้เป็นจังหวะแบบยุคคลาสสิก เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังติดความเป็นนางงาม คือต้องรักษาภาพลักษณ์ เซ็กซี่มากไม่ได้ ต้องเซฟตัวเองในช่วงเวลานั้น”
เรียกได้ว่า‘มงกุฎ’ เป็นใบเบิกทางให้ชีวิตในหลายๆ ด้าน หากกระนั้น ในด้านชีวิตส่วนตัว จันจิราก็มีความมุ่งมั่นจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สหสาขาวิชาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีทางเคมีและฟิสิกส์) คณะอุตสาหกรรมเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“ที่ตั้งใจจะเรียนให้จบปริญญาเอกเพราะมันเป็นเป้าหมายของเรามาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เพราะว่าเรามาจากครอบครัวต่างจังหวัด พ่อแม่เป็นพ่อค้าแม่ค้าไม่ได้มีการศึกษามากมาย ไม่ได้เป็นคนทำงานในองค์กร เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อยากมีความมั่นคงในชีวิต เราน่าจะต้องมีการศึกษา เพื่อนำพาชีวิตของเราให้ไปในที่ต่างๆ ที่เรารู้สึกว่าเราอยากมีความมั่นคง และเรามีความเชื่อว่าการศึกษาช่วยยกระดับชีวิตเราได้ พอเรามีโอกาสเรียนจริงๆ ก็ทำจนสำเร็จ รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรติดค้างแล้วเรื่องการศึกษา”
ส่วนในเรื่องครอบครัวนั้น เธอว่า “เป็นคนมีชีวิตค่อนข้างธรรมดา แต่งงาน มีลูกชาย อายุ 10 ขวบ ยังมีครอบครัวที่เราต้องดูแล พ่อแม่ลูกทุกอย่างโอเค เรียกได้ว่าสมบูรณ์ การเลี้ยงลูกก็ดูแลแบบคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เลี้ยงด้วยหลักการเหตุผล ทำให้เด็กเขาอยู่ในโลกยุคปัจจุบันได้ด้วยตัวเอง เราดูแลลูกเราให้ดีที่สุด ในพื้นฐานในการดำรงชีวิต ให้การศึกษา สนับสนุนการตัดสินใจของเขา ให้โตมาเป็นเด็กยุคใหม่ยุคอัลฟ่า”
ปัจจุบัน ลูกจัน เป็นผู้บริหารส่วนงานบริหารแบรนด์ BSC COSMETOLOGY บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ดูแลส่วนงานเครื่องสำอางและชุดชั้นใน ซึ่งเธอก็ว่า “เรื่องการทำงาน จันถือว่าค่อนข้างพอใจเราเติบโตมาจากการเป็นพนักงานประจำ ทำงานมา 18 ปี ค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง ได้รับโอกาสในการทำงานต่างๆ จนได้มีโอกาสมาทำสิ่งที่ชอบ คือ เราชอบเครื่องสำอาง ค่อนข้างลงตัวที่เราเริ่มต้นมาจากหนึ่ง แล้วค่อยๆ ก้าวมาทีละสเต็ป รู้สึกว่าตัวเองโชคดีในเรื่องของการทำงาน ผู้หลักผู้ใหญ่เมตตาให้โอกาส คอยสอน ให้หลักคิด สอนวิธีการทำงานต่างๆ จนสามารถมาได้ถึงขนาดนี้ ก็รู้สึกว่าค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง”
“แบรนด์หลักที่ดูแลก็คือ แบรนด์ BSC COSMETOLOGY เป็นแบรนด์ที่สนับสนุนการประกวดของลูกจันตอนมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2545 ก็เป็นจุดที่ทำให้เราชอบเครื่องสำอาง ที่บอกว่าเรามีความสุขและโชคดี คือได้มาทำงานในเครื่องสำอางที่สนับสนุนตอนเป็นนางงาม พอได้มาทำแล้วรู้สึกชอบ มีแพชชั่นที่จะทำให้แบรนด์ไทย อยากให้แบรนด์ของคนไทย เป็นแบรนด์ของคนในชาติ นี่คือเป้าหมายที่อยากทำให้ประสบความสำเร็จ ล่าสุดกับคอลเล็กชั่น BSC AUTHENTIQ เป็นกลุ่มเมกอัพที่จะมีรองพื้น แป้ง และลิปสติก มีคอนเซ็ปต์ที่สะท้อนตัวตนของผู้หญิงที่มีความสวย ฉลาด มั่นใจ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่ต้องต่อสู้กับอากาศแบบบ้านเรา ซึ่งกว่าจะออกมาในแต่ละคอลเล็กชั่นก็ใช้เวลานานมาก รองพื้นใช้เวลาเป็นปี จันทดลองใช้เองทุกอย่าง เราจะรู้กันเองในวงการทำแบรนด์เครื่องสำอาง ก็คือคนทำสินค้าจะไม่ดี หรือชำรุด พังยังไง เราก็ต้องใช้ เราต้องใช้ผิวของเราให้พร้อมกับการใช้งาน ทุกชิ้นงาน เราต้องได้ใช้ เพื่อเวลาเราเป็นพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์ เราได้บอกกับคนอื่นถึงสินค้าของเราว่าทำไมถึงดี ทำไมต้องใช้ ได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะถ้าเราไม่รู้สึกจากอินเนอร์ข้างใน เวลาขายของให้ใครก็ไม่ได้ ก็เลยรู้สึกชอบ ชอบพัฒนาสินค้า ชอบลองใช้สินค้า”
เรียกว่า เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ไทยให้ทัดเทียมแบรนด์เมืองนอก
“BSC เป็นแบรนด์ในตำนาน เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานาน ตั้งแต่ลูกจันประกวดนางงามก็ 22 ปีที่แล้ว ก็เห็นเขาเติบโตมาตลอดทุกปี ปัจจุบันการแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์ก็ต้องปรับตัว ก็เรียกว่าต้องสู้จนถึงที่สุด เพราะคู่แข่งเยอะ มีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาเยอะ ต้องปรับตัว ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้แบรนด์เราพัฒนาขึ้น ตอนนี้ก็เป็นความท้าทายที่แบรนด์ต้องสู้ ต้องพัฒนา ถึงแม้ตอนนี้เราอาจจะไม่ได้เป็นตำนานเหมือนเมื่อก่อนที่ทุกบ้านต้องมี แต่เรารู้สึกว่าแบรนด์ของเราเป็นที่รู้จัก เราก็ท็อป 3 ในเมืองไทย ซึ่งโจทย์ที่ท้าทายกับงาน คือ จะทำให้สินค้าของเราดี ตอบโจทย์คนจนรู้สึกว่า ฉันไม่ได้แค่รู้จักเธอ แต่ฉันใช้เธอด้วย นี่คือโจทย์ที่ทำให้เรารู้สึกสนุกกับงาน”
ตลอด 22 ปีที่ชีวิตเปลี่ยนจากเด็กต่างจังหวัดกลายมาเป็นนางงามที่คนรู้จักทั่วประเทศ ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ลูกจันบอกว่า ชีวิตเธอได้ทำตามเป้าหมาย แต่ไม่เพอร์เฟ็กต์ เพราะชีวิตไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่เธอโชคดีที่มีโอกาสอยู่บนแนวทางที่ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางมากนัก ระหว่างทางมีขึ้นมีลงมีอุปสรรค มีความลำบากใจ
“แต่เราก็ประคับประคองตัวเองมาได้ดี ถามว่าเพอร์เฟ็กต์ไหม ก็ยังหลายอย่างที่เราต้องทำให้ได้”
เคล็ดลับความสำเร็จของ ดร.จันจิรา คือ “เรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาตัวเองตลอดเวลา” ส่วนอนาคตก็วางแผนไว้ว่า “จะผลักดันให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ในเป้าหมายต่างๆ ที่ตัวเองได้วางเอาไว้ จะขับเคลื่อนตัวเองให้ไปในทิศทางนั้น”
“จันอยากเป็นคนที่มีอายุในอนาคต ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดูแลตัวเองได้ มีความสุขและไม่มีภาระ เป็นคนสูงวัยที่มีความสุข อยู่ได้ด้วยตัวเองไม่เป็นภาระใคร” สำหรับ “มงกุฎมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2545” เป็นความภาคภูมิใจของชีวิตที่ถือได้ว่าเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งให้เป็น “มิสไทยแลนด์” อยู่ในทำเนียบของนางงามไทย
“ภูมิใจ เพราะเป็นหนึ่งเดียวในปีนั้น พอมองกลับไป ก็จะบอกลูกหลานว่าเราคือ 1 คนในปีนั้น ไม่ได้แค่ได้มงกุฎ แต่เราได้ไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส แล้วไม่มีใครแทนเราได้ ต่อให้เราไม่ได้ตำแหน่งอะไรกลับมา แต่เราคือ 1 ในล้าน นี่คือความภาคภูมิใจของเรา แล้วก็เชื่อว่าเอาไปบอกลูกบอกหลานบอกวงศ์ตระกูลอีก 100 ปี เขาก็ภูมิใจ เหมือนได้รักษาเกียรติยศเอาไว้”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จันจิรา จันทร์โฉม จาก ‘นางงาม’ สู่ ‘ดอกเตอร์’ ที่มงกุฎ เป็นใบเบิกทางชีวิต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th